ธรรมทั้งปวง อนัตตา...อย่างไร

ธรรมทั้งปวง อนัตตา...อย่างไร
ลักษณะโลกุตตรวิปัสสนา  มี  ๒  นัย คือ
ก)  สัจจลักษณะ  อันมีลักษณะ ๒  แห่งอริยสัจ  ๔  กล่าวคือ    สังขตลักษณะ  ๑  อสังขตลักษณะ  ๑
ข)  อัตตลักษณะของวิสังขารธรรม  คือ  พระนิพพานธาตุโดยปรมัตถ์  ๑

๑.  ลักษณะอนุวิปัสสนา  (ติลักขณานุปัสสนา)
คือ  ไตรลักษณ์  หรือ  สามัญลักษณะ  คือ 
 ความเป็นสภาวะที่เป็นเอง  และ 
 มีลักษณะที่เสมอกันหมดของสังขารธรรม  (สังขตธรรม)  ทั้งปวง
  หรือของธรรมทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิ  ๓  ทั้งหมด  
อัน  เป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนา  โดยไม่มีส่วนเหลือ  ดังที่พระอรรถกถาจารย์ได้แสดงไว้ว่า
“วิปสฺสนาย  อารมฺมณภูตา  เตภูมกธมฺมา  หิ  อิธ  “สพฺพนฺติ  อนวเสสโต  คหิตา.”
(พระธรรมปาลเถระ, อรรถกถาขุททกนิกาย  อิติวุตตกะ, โรงพิมพ์วิญญาณ, พ.ศ.๒๕๓๓, หน้า ๕๙.)

แปลความว่า
 “ก็  บทว่า  สพฺพํ  ในที่นี้ท่านถือเอาธรรมเป็นไปในภูมิ  ๓  อันเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนา  โดยไม่มีส่วนเหลือ.”
ซึ่งจะปรากฏเป็น  วิปัสสนาปัญญา  แก่พระโยคาวจรใน 
 ขั้นอนุวิปัสสนา ขณะเมื่อพิจารณาสภาวะของสังขารธรรมมีเบญจขันธ์เป็นต้น  มีดังต่อไปนี้...
ก)  อนิจฺจตา   ความเป็นของไม่เที่ยง  เพราะ
๑.  เป็นธรรมที่มีความแปรปรวน (วิปริณามธมฺมํ)
(พระธรรมปาลเถระ, อรรถกถาขุททกนิกาย  อิติวุตตกะ, โรงพิมพ์วิญญาณ, พ.ศ.๒๕๓๓, หน้า ๒๒๗-๒๒๘.)

๒. เมื่อตั้งอยู่มีความแปรปรวนปรากฏ  (จิตสฺส  อญฺญถตฺตํ  ปญฺญายติ)
(พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง  เล่มที่ ๒๐, อังคุตตรนิกาย ติกนิบาตร, ข้อ ๔๘๖, หน้า ๑๗๙.)

ข)  ทุกฺขตา  ความเป็นทุกข์  เพราะ
๑.  มีความเกิดปรากฏ (อุปฺปาโท  ปญฺญายติ)
(พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง  เล่มที่ ๒๐, อังคุตตรนิกาย ติกนิบาตร, ข้อ ๔๘๖, หน้า ๑๗๙.  เรื่องเดียวกันหน้าเดียวกัน)

๒.  ไม่เป็นไปในอำนาจ  (อวสวตฺตนตฺเถน) ว่า (สังขาร/สังขต)  
ธรรมทั้งปวง  จงอย่าแก่  (มา  ชีรนฺตุ)  จงอย่าตาย  (มา  มียนฺตุ)  
ต้องแปรปรวนไปเป็นธรรมดา (วิประณามธมฺมโต)
  และต้องเสื่อมสลายไปในที่สุด  จึงเป็นธรรมที่ต้องตาย  (มตธรรม)
(พระพุทธโฆษาจารย์. อรรถกถาขุททกนิกาย  คาถาธรรมบท  ภาค ๗ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, พ.ศ.๒๕๓๒, หน้า ๖๒.)

๓.  เป็นธรรมที่ต้องเป็นไปเพื่ออาพาธ  (อาพาธาย  สํวตฺตติ)
(พระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ  เล่มที่ ๔, วินัยปิฎก มหาวรรค, ข้อ ๒๐, หน้า ๒๔-๒๖.)

ค)  อนตฺตตา  ความเป็นของมิใช่ตน 
 (คือ เป็นเพียงอัตตาเทียม ที่ชาวโลกสมมุติว่า  
  เป็นตัวตน  บุคคล  เรา  เขา  ของเรา   ของเขา) 
  เพราะสังขารทั้งหลายเป็นธรรมชาติที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง  (สงฺขตา)  จึง

๑.  เป็นธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย  (ยถาปจฺจยํ  ปวตฺตมานา  สงฺขารา) 
 จึงไม่เที่ยง  (อนิจฺจํ)  สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์  (ยทนิจฺจํ  ตํ  ทุกฺขํ) 
 สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็นอนัตตา  (ยํ  ทุกฺขํ  ตทนตฺตา)
(พระธรรมปาลเถระ, อรรถกถาขุททกนิกาย  เถรคาถา ภาค ๒ : โรงพิมพ์วิญญาณ, พ.ศ.๒๕๓๓, หน้า ๒๙๘.)

๒. เป็นธรรมที่มีความเสื่อมสลายปรากฏ  (วโย  ปญฺญายติ)
(พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง เล่มที่ ๒๐, อังคุตตรนิกาย ติกนิบาตร, ข้อ ๔๘๖, หน้า ๒๙๘.)

๓.  เป็นธรรมที่ไม่มีแก่นสาร  (อสารโต)  
(พระธรรมปาลเถระ, อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา ภาค ๒ : โรงพิมพ์วิญญาณ, พ.ศ. ๒๕๓๓. หน้า ๑๗๙.)

๔.  เป็นธรรมที่ไม่เป็นไปในอำนาจ  (อวสวตฺตนโต)
(เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกันกับข้อ ๓)

๖.  ปฏิเสธ  คือ มีลักษณะที่เป็นตรงกันข้ามกับอัตตา (อตฺตปฏิกฺเขปโต)
(เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกันกับข้อ ๓)

๗.  เป็นธรรมที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ  (อสฺสามิกา)  ไม่มีอิสระ  (อนิสฺสรา) 
 (พระพุทธโฆษาจารย์, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ภาค ๗ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, พ.ศ.๒๕๓๒. หน้า ๖๒.)

ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
“สพฺเพ  สงฺขารา  อนิจฺจาติ ยทา  ปญฺยาย  ปสฺสติ
อถ  นิพฺพินฺทติ  ทุกเข เอส  มคฺโค  วิสุทฺธิยา
สพฺเพ  สงฺขารา  ทุกฺขาติ ยทา  ปญฺญาย  ปสฺสติ
อถ  นิพฺพินฺทติ  ทุกฺเข เอส  มคฺโค  วิสุทฺธิยา
สพฺเพ  ธมฺมา  อนตฺตาติ ยทา  ปญฺญาย  ปสฺสติ
อถ  นิพฺพินฺทติ  ทุกเข เอส  มคฺโค  วิสุทธิยา”
(พระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๕, ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, ข้อ ๓๐, หน้า ๕๑-๕๒.)

แปลความว่า    
“ เมื่อใดบุคคลเห็นอยู่ด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ ข้อนี้เป็นทางแห่งความหมดจด

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ ข้อนี้เป็นทางแห่งความหมดจด

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ ข้อนี้เป็นทางแห่งความหมดจด”

พระพุทธดำรัสว่า
  “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” นี้  
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในลำดับแห่ง นิพพิทาญาณ 
 ซึ่งพระโยคาวจรยังไม่ได้ถึงโคตรภูญาณที่จะให้ได้พระนิพพาน  (วิสังขาร)  เป็นอารมณ์เลย 
 จึงทรงหมายเอาเฉพาะสังขารที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง  (สังขตธรรม)  ได้แก่ 
 เบญจขันธ์  อายตนะ  ๑๒  ธาตุ  ๑๘  หรือ  ธรรมที่เป็นไปในภูมิ  ๓  เท่านั้น

แม้พระอรรถกถาจารย์จะได้แสดงสงเคราะห์ธรรมที่เป็นไปในภูมิที่  ๔ 
 เข้าด้วยกันพระคาถาว่า  “สพฺเพ  ธมฺมา”  
 ท่านก็เพียงหมายถึงบรรดาธรรมที่เกี่ยวเนื่องในกายของตน  (อัตตาโลกิยะ)  เท่านั้น

  หาได้รวมไปถึงวิสังขารที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง   (อสังขตธรรม)   คือ
  พระนิพพานธาตุโดยปรมัตถ์ด้วยไม่  ดังปรากฏในอรรถกถาต่อไปนี้ว่า
“ตตฺถ  สพฺพธมฺมมูลปริยายนฺติ  สพฺเพสํ  ธมฺมานํ มูลปริยายํ. 
 สพฺเพสนฺติ  อนวเสสานํ.  อนวเสสวาจโก  หิ   อยํ  สพฺพสทฺโท. 
 โส  เยน  เยน  สมฺพนฺธํ  คจฺฉติ, ตสฺส  ตสฺส  อนวเสสตํ  ทีเปติ.  
ยถา “สพฺพํ  รูปํ  อนิจฺจํ  สพฺพา  เวทนา  อนิจฺจา
สพฺพสกฺกายปริยาปนฺเนสุ  ธมฺเมสูติ,
(พระพุทธโฆษาจารย์, อรรถกถามัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ภาค ๑ :โรงพิมพ์วิญญาณ, พ.ศ.๒๕๓๒, หน้า ๑๙.)

“บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า 
 สพฺพธมฺมมูลปริยายํ  แปลว่า 
 พระสูตรว่าด้วยเหตุที่เป็นมูลฐานแห่งธรรมทั้งปวง 
 บทว่า  สพฺเพสํ  แปลว่า  ไม่มีส่วนเหลือ.
จริงอยู่ ศัพท์ว่า  สัพพะ  นี้  บ่งถึงความไม่มีส่วนเหลือ.
  ศัพท์ว่า  สัพพะ  นั้น ย่อมแสดงถึงสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันไม่ให้เหลือ 
 เหมือนอย่างในประโยคเป็นต้นว่า 
 รูปทั้งปวงไม่เที่ยง  เวทนาทั้งปวงไม่เที่ยง
  ในบรรดาธรรมที่เกี่ยวเนื่องในกายของตนทั้งหมด  ดังนี้.”
พึงเข้าใจ   “สพฺพ”   ศัพท์ 
 ในพระพุทธดำรัสว่า  “สพฺเพ  ธมฺมา  อนตฺตา”  นี้  
เมื่อใช้ในความหมายว่า  ธรรมที่เป็นไปในภูมิ  ๔ 
 พึงเข้าใจว่าเป็นการแสดงความหมาย 
 “สพฺเพ  ธมฺมา  (ธรรมทั้งปวง)”  โดยมีส่วนเหลือ  (สาวเสสโต) 
 เพราะยังมีเนื้อความที่จะต้องแนะนำ(เนยฺยตฺถตฺตา)
ความหมายให้ชัดเจนลงไปอีก 
 แต่เมื่อใช้ในความหมายว่า 
 “ธรรมที่เป็นไปในภูมิ  ๓  เท่านั้น” 
 พึงเข้าใจว่า  เป็นการแสดงความหมาย
  “สพฺเพ  ธมฺมา  (ธรรมทั้งปวง)”  โดยไม่มีส่วนเหลือ  (อนวเสสโต) 
   ดังมีอรรถาธิบายแสดงไว้ในอรรถกถามูลปริยายสูตรว่า
“เนยฺยตฺถตฺตา   จสฺส   สุตฺตสฺส  น  จตุภูมิกาปิ  สภาวธมฺมา   สพฺพธมฺมาติ
เวทิตพฺพา.  สกฺกายปริยาปนฺนา  ปน  เตภูมิกธมฺมาว   อนวเสสโต  เวทิตพฺพา.”
(พระพุทธโฆษาจารย์, อรรถกถามัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ภาค ๑ :โรงพิมพ์วิญญาณ, พ.ศ.๒๕๓๒, หน้า ๑๙.)

แปลความว่า
“อนึ่ง  สภาวธรรมทั้งหลาย  แม้ที่เป็นไปในภูมิ  ๔  ไม่พึงเข้าใจว่า 
 ชื่อว่าธรรมทั้งปวง (โดยสิ้นเชิง)  เพราะเหตุที่สูตรนั้นมีเนื้อความที่จะต้องแนะนำ.
 แต่สภาวธรรมที่เป็นไปในภูมิ  ๓  เท่านั้น 
 ที่นับเนื่องในสักกายทิฏฐิ  พึงเข้าใจว่าธรรมทั้งปวงโดยไม่มีส่วนเหลือ.”
ดังมีพุทธดำรัสว่า
“วุตฺตํ  เหตํ   ภควตา   วุตฺตมรหตาติ  เม  สุตํ   สพฺพํ  ภิกฺขเว
   อนภิชานํ  อปริชานํ  ตตฺถ  จิตฺตํ  อวิราชยํ   อปฺปชหํ  อภพฺโพ  ทุกฺขกฺขยาย 
  สพฺพญฺจ  โข  ภิกฺขเว  อภิชานํ   ปริชานํ   ตตฺถ  จิตฺตํ   วิราชยํ   ปชหํ  ภพฺโพ  ทุกฺขกฺขยายาติ. 
 เอตมตฺถํ  ภควา  อโวจ.  ตตฺเถตํ   อิติ  วุจฺจติ.
โย  สพฺพํ   สพฺพโต   ญตฺวา   สพฺพตฺเถสุ  น  รชฺชติ  
สเว   สพฺพํ  ปริญฺญา  โส   สพฺพํ   ทุกข์  อุปจจคาติฯ
อยมฺปิ  อตฺโถ  วุตโต  ภควตา  อิติ  เม  สุตนฺติ.”
(พระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๕. ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ, ข้อ ๑๘๕, หน้า ๒๓๒.)

แปลความว่า  
 “จริงอยู่  พระสูตรนี้  พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 
 ภิกษุไม่รู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงที่ควรรู้ยิ่ง  
ไม่กำหนดรู้ธรรมทั้งปวงที่ควรกำหนดรู้นั้น 
  ไม่ยังจิตให้คลายกำหนัดในธรรมที่ควรรู้ยิ่ง
และในธรรมที่ควรกำหนดรู้นั้น  
ยังละกิเลสวัฏไม่ได้  เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  
 ส่วนภิกษุรู้ยิ่งซึ่งธรรมดาที่ควรรู้ยิ่งทั้งปวง 
 กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ทั้งปวง
  ยังจิตให้คลายกำหนัดในธรรมที่ควรรู้ยิ่ง
และธรรมที่ควรกำหนดรู้นั้น 
 ละกิเลสวัฏได้  เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์.

และพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคาถาประพันธ์นี้ไว้ว่า
“ผู้ใด  รู้ธรรมเป็นไปในภูมิ  ๓  ทั้งปวง  โดยส่วนทั้งปวง
ย่อมไม่กำหนดในสักกายธรรมทั้งปวง    ผู้นั้นกำหนดรู้ธรรม
เป็นไปในภูมิ  ๓  ทั้งปวง  ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้โดยแท้.”

ดังมีตัวอย่างการใช้  “สพฺพ”   ศัพท์ 
 ในความหมายว่า ธรรมที่เป็นไปในภูมิ  ๔  
ซึ่งเป็นการแสดงความหมายของคำว่า 
 “สพฺเพ  ธมฺมา  อนตฺตา  ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา”
  โดยมีส่วนเหลือ  เพราะยังมีเนื้อความที่จะต้อง
แนะนำหรืออธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีก  ดังนี้...
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่