อรรถกถาจักขาทินิทเทส  ว่าด้วยจักษุเป็นต้น

กระทู้สนทนา
ที่มา https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31&i=2&p=2 
อรรถกถาจักขาทินิทเทส               
               ว่าด้วยจักษุเป็นต้น               
               [๓] คำมีอาทิว่า สพฺพํ ภิกฺขเว อภิญฺเญยฺยํ - 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรรู้ยิ่งดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว 
พึงทราบว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนำมาแสดงแล้วในที่นี้.
               จ อักษรในคำว่า กิญฺจํ เป็นนิบาตสักว่าทำบทให้เต็ม.
               วิสัชนา ๓๐ มี จกฺขุ เป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงแยกเป็นอย่างละ ๕ๆ ในทวารหนึ่งๆ ในทั้ง ๖ ตามลำดับแห่งความเป็นไปแห่งทวารและอารมณ์.
               ในคำนั้น จักษุมี ๒ อย่าง คือ มังสจักษุ ๑ ปัญญาจักษุ ๑.
               ในจักษุทั้ง ๒ นั้น ปัญญาจักษุมี ๕ อย่าง คือ พุทธจักษุ ๑, สมันตจักษุ ๑, ญาณจักษุ ๑, ทิพยจักษุ ๑, ธรรมจักษุ ๑.
               คำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเมื่อตรวจดูสัตวโลก ได้เห็นแล้วแลด้วยพุทธจักษุ๑- ดังนี้ ชื่อว่าพุทธจักษุ.
               คำนี้ว่า สัพพัญญุตญาณ เรียกว่าสมันตจักษุ๒- ดังนี้ ชื่อว่าสมันตจักษุ.
               คำนี้ว่า ดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว๓- ดังนี้ ชื่อว่าญาณจักษุ.
               คำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ เราได้เห็นแล้วแล ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ๔- ดังนี้ ชื่อว่าทิพยจักษุ.
               มรรคญาณเบื้องต่ำ ๓ นี้มาในคำว่า ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ไม่มีมลทิน เกิดขึ้นแล้ว๕- ดังนี้ ชื่อว่าธรรมจักษุ.
____________________________
๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๓  ๒- ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๒๑๖ เล่ม ๓๐/ข้อ ๒๔๕
๓- สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๖๖๖  ๔- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๔
๕- ม. มู. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๙๙
               ฝ่ายมังสจักษุ มี ๒ อย่าง คือ สสัมภารจักษุ ๑, ปสาทจักษุ ๑.
               ก้อนเนื้ออันใดตั้งอยู่ที่เบ้าตา พร้อมด้วยหนังหุ้มลูกตาภายนอกทั้ง ๒ ข้าง เบื้องต่ำกำหนดด้วยกระดูกเบ้าตา เบื้องบนกำหนดด้วยกระดูกคิ้ว ผูกด้วยเส้นเอ็นอันออกจากท่ามกลางเบ้าตาโยงติดไปถึงสมองศีรษะ วิจิตรด้วยมณฑลแห่งตาดำล้อมรอบด้วยตาขาว ก้อนเนื้อนี้ชื่อว่าสสัมภารจักษุ.
               ส่วนความใสอันใดเกี่ยวในสสัมภารจักษุนี้ เนื่องในสสัมภารจักษุนี้ อาศัยมหาภูตรูป ๔ มีอยู่, ความใสนี้ ชื่อว่าปสาทจักษุ.
               ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาปสาทจักษุ นี้.
               ปสาทจักษุนี้นั้น โดยประมาณก็สักเท่าศีรษะเล็นอาศัยธาตุทั้ง ๔ อาบเยื่อตาทั้ง ๗ ชั้น ดุจน้ำมันที่ราดลงที่ปุยนุ่น ๗ ชั้น อาบปุยนุ่นทุกชั้นอยู่ฉะนั้น ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถีมีจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง เป็นที่เกิดขึ้นแห่งสรีรสัณฐาน ที่อยู่ตรงหน้าในท่ามกลางแววตาดำที่แวดล้อมด้วยมณฑลตาขาว แห่งสสัมภารจักษุนั้น.
               ธรรมชาติใดย่อมเห็น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าจักษุ. อธิบายว่า จักษุนั้นย่อมยินดีรูป และทำให้รูปปรากฏแจ่มแจ้งได้.
               ธรรมชาติใดย่อมแตกสลายไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ารูป. อธิบายว่า รูปนั้น เมื่อถึงความแปรไปแห่งวรรณะ ย่อมประกาศความถึงหทัย.
               วิญญาณเป็นไปทางจักษุ หรือการรู้รูปารมณ์ของจักษุ ชื่อว่าจักขุวิญญาณ.
               ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่าถูกต้อง. ท่านกล่าวว่าสัมผัสสะ เพราะประดับบทด้วยอุปสรรค. สัมผัสที่เป็นไปทางจักษุ ชื่อว่าจักขุสัมผัส.
               คำว่า จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา ได้แก่ ผัสสเจตสิกที่ประกอบกับจักขุวิญญาณเป็นปัจจัย.
               คำว่า เวทยิตํ ได้แก่ รับรู้อารมณ์ อธิบายว่า การเสวยอารมณ์.
               ธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์นั้นนั่นแหละ ย่อมเป็นสุข ฉะนั้นจึงชื่อว่าสุขะ.
               อธิบายว่า สุขะนั้นเกิดแก่ผู้ใด ก็ย่อมทำผู้นั้นให้ถึงซึ่งความสุข.
               อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมเคี้ยวกินและขุดเสียได้ด้วยดีซึ่งอาพาธทางกายและจิต ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าสุขะ.
               ธรรมชาติใดย่อมเสวยอารมณ์เป็นทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าทุกขะ.
               อธิบายว่า ทุกข์นั้นเกิดแก่ผู้ใด ก็ย่อมทำผู้นั้นให้ถึงซึ่งความทุกข์.
               ทุกข์ก็ไม่ใช่, สุขก็ไม่ใช่ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อทุกขมสุข.
               ม อักษร ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งปทสนธิ - ต่อบท.
               ก็จักขุสัมผัสนั้นเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตกับด้วยตน ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย, อัญญมัญญะ-, นิสสยะ-, วิปากะ-, อาหาระ-, สัมปยุตตะ-, อัตถิ-, อวิคตปัจจัย รวม ๘ ปัจจัย,
               เป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตกับด้วยสัมปฏิจฉนจิต ด้วยอำนาจอนันตรปัจจัย, สมนันตระ, อนันตรูปนิสสยะ, นัตถิ, วิคตะ รวม ๕ ปัจจัย,
               เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับด้วยสันติรณจิตเป็นต้น ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัยเพียงปัจจัยเดียว.
               ธรรมชาติใดย่อมได้ยิน ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าโสตะ.
               โสตะนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถี มีโสตวิญญาณเป็นต้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง ที่มีสัณฐานดังวงแหวน มีขนอ่อนสีน้ำตาลพอกพูนภายในช่องแห่งสสัมภารโสตะ.
               ธรรมชาติใดย่อมเปล่งออก ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าสัททะ - เสียง. อธิบายว่า ย่อมเปล่งเสียง.
               ธรรมชาติใดย่อมสูดดม ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าฆานะ - จมูก.
               ฆานะนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถีมีฆานวิญญาณเป็นต้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง ที่มีสัณฐานดังกีบแพะในภายในแห่งช่องสสัมภารฆานะ.
               ธรรมชาติใดย่อมฟุ้งไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าคันธะ - กลิ่น. อธิบายว่า ย่อมประกาศซึ่งที่อยู่ของตน.
               ธรรมชาติใดย่อมนำมาซึ่งชีวิต ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าชิวหา - ลิ้น, หรือ ชื่อว่าชิวหา เพราะอรรถว่าลิ้มรส.
               ชิวหานั้นยังความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถี มีชิวหาวิญญาณเป็นต้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง มีสัณฐานดังลายกลีบดอกอุบลแตก ในท่ามกลางแผ่นลิ้นเบื้องบนเว้นปลายสุด, โคนและข้างๆ แห่งสสัมภารชิวหา.
               สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีซึ่งธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ารสะ - รส, อธิบายว่า ย่อมชอบใจ.
               ธรรมชาติใดเป็นบ่อเกิดแห่งสาสวธรรมทั้งหลายอันบัณฑิตเกลียด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ากายะ - กาย.
               คำว่า อาโย แปลว่า ประเทศเป็นที่เกิดขึ้น.
               ความเป็นไปแห่งอุปาทินนรูปในกายนี้มีอยู่ตราบใด ตราบนั้นกายประสาทนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถี มีกายวิญญาณเป็นต้นให้สำเร็จตั้งอยู่ที่กายนั้นโดยมาก.
               ธรรมชาติใดย่อมถูกต้อง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าโผฏฐัพพะ - กระทบ.
               ธรรมชาติใดย่อมรู้ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ามโน - ใจ, อธิบายว่า ย่อมรู้อารมณ์ต่างๆ.
               ธรรมชาติใดย่อมทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าธัมมะ - ธรรมารมณ์.
               คำว่า มโน - ใจ ได้แก่ ภวังคจิตที่เป็นไปกับด้วยการรับอารมณ์.
               คำว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมคือธรรมารมณ์มี ๑๒ ประเภท.๑-
____________________________
๑- จิตและเจตสิกรับอารมณ์โดยแน่นอน มีอารมณ์ ๑๒ ประเภท คือ :-
               ๑. กามอารมณ์ = กามจิต ๕๔ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘
               ๒. มหัคคตอารมณ์ = มหัคคตจิต ๒๗ เจตสิก ๓๕
               ๓. นิพพานอารมณ์ = นิพพาน
               ๔. นามอารมณ์ = จิต เจตสิก นิพพาน
               ๕. รูปอารมณ์ = รูป ๒๘
               ๖. ปัจจุบันอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป
               ๗. อดีตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป
               ๘. กาลวิมุตติอารมณ์ = นิพพาน บัญญัติ
               ๙. บัญญัติอารมณ์ = อัตถบัญญัติ สัททบัญญัติ
               ๑๐. ปรมัตถอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน
               ๑๑. อัชฌัตตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป
               ๑๒. พหิทธอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน บัญญัติ.
____________________________
               คำว่า มโนวิญฺญาณํ - มโนวิญญาณจิต ได้แก่ มโนวิญญาณที่ทำชวนกิจ.
               คำว่า มโนสมฺผสฺโส - มโนสัมผัสสะ ได้แก่ ผัสสเจตสิกที่ประกอบกับมโนวิญญาณนั้น.
               มโนสัมผัสสะนั้นเป็นปัจจัยแก่เวทนาที่ประกอบด้วยอำนาจปัจจัย ๗ ปัจจัย๒- ที่เหลือเว้นวิปากปัจจัย,
               เป็นปัจจัยแก่เวทนาที่ประกอบกับชวนะเป็นลำดับไป คือชวนะดวงที่ ๒ ด้วยอำนาจปัจจัย ๕ ปัจจัย๓- เหล่านั้นเหมือนกัน,
               เป็นปัจจัยแก่ชวนะที่เหลือ คือชวนะดวงที่ ๓-๗ ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น.
____________________________
๒- สหชาตะ, อัญญมัญญะ, นิสสยะ, อาหาระ, สัมปยุตตะ, อัตถิ, อวิคตะ.
๓- อนันตระ, สมนันตระ, อนันตรูปนิสสยะ, นัตถิ, วิคตะ.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่