ร่างกายพังเพราะประมาทและคิดน้อย

กระทู้คำถาม
กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของชีวิตในวัย 46 ย่าง 47 ตั้งใจไว้ว่าจะสมัครพันทิปและเขียนเรื่องราวเพื่อเป็นอุทาหรณ์

เจ้าของกระทู้ เป็นผู้หญิงอายุ 46 ย่าง 47  (ขออนุญาติไม่ลงรูปนะคะ) สูง 160 ซม นน.55-57 กก. ไม่อ้วนไม่ผอม หน้าตายังเด็กกว่าอายุ ผิวพรรณยังดี เพราะดูแลตัวเองดี ออกกำลังกายบ้างแต่ไม่มาก แค่เดินๆๆๆ วิตามินอาหารเสริมไม่ค่อยได้กิน เพียงแต่เป็นคนชอบอบตัวและใช้ครีมบำรุงผิวมาตั้งแต่สาวๆ ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ปาร์ตี้ ทำงานบริษัทเอกชนที่ต่างจังหวัด อาการป่วยเต็มที่แค่ภูมิแพ้อากาศ เป็นเต็มที่ช่วงหน้าฝน หรือ หน้าหนาว และเป็นไม่นาน ก็หาย ใช้ชีวิตแบบธรรมดามาเรื่อยๆ และเป็นโรคกระเพาะ จนถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตคือประมาณเดือนพฤศจิกายน 2563 รู้สึกหน้าตาตัวเองหมองๆ ดูมีริ้วรอยมากขึ้นและแก้มป่อง เลยคุยกับเพื่อนเรียนมัธยมด้วยกัน แลกเปลี่ยนเรื่องความสวยความงามเรื่อยเปื่อย ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำว่าให้ฉีดลดไขมันที่แก้ม และก็ยังไม่ได้ตัดสินใจทำ ใจไม่ได้คิดอะไร จังหวะพอดีเดือนธันวาคม 63 มีสถานเสริมความงามชื่อหนึ่งเด้งขึ้นมาที่หน้าเฟสบุ๊ค และมีโปรแกรมฉีดลดแก้ม จึงได้สอบถามไป ว่าทำยังไง แบบไหน เพราะในชีวิต 46 ปี ย่าง 47 ปี ไม่เคยทำศัลยกรรมใดๆกับใบหน้าเลย จึงได้ถามไปค่อนข้างเยอะ หลังจากนั้นก้ตัดสินใจไปฉีดลดแก้มประมาณวันที่ 20 ธันวาคม 63 ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร หลังจากนั้นก็คุยกับเพื่อน และได้รับคำแนะนำให้ฉีดโบท๊อกซ์ริ้วรอย ซึ่งก็ไม่เคยทำ และใจจริงก็ไม่ได้รู้สึกอยากทำ แต่ไม่รู้นึกยังไงก็เลยซื้อคอร์สทำโบริ้วรอยด้วย และไปทำวันที่ 25 ธันวาคม 63 ตอนฉีดเข้าไปก็สะดุ้งเหมือนกันตรงหน้าผากเพราะเหมือนมีน้ำอะไรเข้าในหน้าผาก รู้สึกแปลกๆ และเริ่มไม่ค่อยสบายใจ เลยพยายามไม่คิดอะไร แต่แล้วก็เกิดเอฟเฟคกับร่างกาย คือเราคงกังวลและคิดมาก เครียดจากการฉีดโบ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการขับถ่าย อยู่ๆก็เกิดอาการปวดท้องอยากถ่ายแต่ถ่ายไม่ออก ปวดในท้องฝั่งซ้ายล่าง นอนไม่ได้ ปวดแบบอยากถ่ายแต่ถ่ายไม่ออก ไม่ผายลมด้วย นอนทุรนทุราย3-4ชม.ใช้กระเป๋าน้ำร้อนช่วย ได้นอนประมาณ 3 ชม. และมีอาการแบบนี้ 2-3 ครั้ง และจุดเปลี่ยนในชีวิตก็มาอีก การดีท๊อกซ์ลำไส้จากรพ.แห่งหนึ่งเด้งมาในเฟสบุ๊ค คงเป็นเพราะเราเปิดหาอาการที่เป็นอยู่คืออะไร หลังจากที่ดีท๊อกซ์จากรพ.หนึ่งเด้งขึ้นมา เราก็หาข้อมูล และดูรีวิวต่างๆของคนที่เคยไปทำมา เห็นว่าน่าจะปลอดภัย และคงช่วยรักษาอาการที่เป็นอยู่ได้ จึงได้ตัดสินใจจองทำดีท๊อกซ์วันที่ 28 ธันวาคม 63 โดยวันที่ไปก็มีคุยกับคุณหมอ คุณหมออธิบายว่าครั้งแรกใช้น้ำเกลือก่อน จากนั้นก็เข้าไปในห้อง พยาบาลก็สวนทวารให้และเริ่มให้เราขับถ่าย แต่เราไม่ได้เอะใจและพยาบาลก็ไม่ได้บอก ว่าคันโยกด้านข้างคืออะไร ซึ่งตอนที่พยาบาลปล่อยน้ำเข้ามา มันก็อยู่ที่เลข4แล้ว ด้วยความโง่ และปากหนักก็ไม่ได้ถาม จนพยาบาลปล่อยให้เราอยู่คนเดียว เราก็เบ่งแล้วเบ่งอีกจนปวดกล้ามเนื้อท้อง จนน้ำลดลงเหลือตามที่พยาบาลแจ้ง ก็เรียกพยาบาลเข้ามา ซึ่งเป็นพยาบาลอีกคนเข้ามา และมานวดท้อง และพยาบาลคนนี้ได้บอกว่า ใช้ระดับ 4 เลยเหรอคะ อันตรายนะคะ เราก็ปากหนักอีก ไม่ได้บอกพยาบาลว่าเข้ามามันก็เป็นระดับ4นี้แล้ว และพยาบาลคนก่อนก็ไม่ได้บอกอะไร จนเสร็จภารกิจทุกอย่าง ออกมาเคาเตอร์ ก็เจอบุรุษพยาบาลก็วัดความดัน และแจ้งให้มาทำครั้งที่ 2 ถ้าครั้งแรกทำไปแล้วอาการท้องผูกดีขึ้นก้ไม่ต้องมาก็ได้ และไม่ได้แนะนำอะไรเพิ่มเติม ว่าหลังจากดีท๊อกซ์ไปแล้วต้องทานอาหารแบบไหนก่อน และต้องปฏิบัติตัวยังไง หลังจากนั้น 1 วันก็มีอาการแน่นท้อง ปวดเกร็งท้องส่วนบน แต่ยังพอขับถ่ายได้ และกินอาหารได้ ได้มีการส่งข้อความเข้าอินบ๊อกซ์ของรพ.และเล่าอาการให้ มีแอดมินอ่าน แต่ไม่มีคำตอบใดๆจนถึงปัจจุบัน หลังจากทำดีท๊อกซ์ไปวันที่ 28 ธันวาคม 63 มีขับถ่ายได้ แต่แน่นท้อง บีบเกร็งตรงท้องบนเล็กน้อยพอทนได้ จุดเปลี่ยนมาวันที่ 8 มกราคม 64 อยู่ๆโบท๊อกซ์ที่ฉีดตรงหน้าผาก หว่างคิ้ว เกิดล๊อตตึงขึ้นมากระทันหัน ตึงแน่นจนหนักหน้าผากเหมือนมีอะไรมากดทับ เฉพาะหน้าผากตรงกลางเท่านั้นนะคะ ด้วยความตกใจรีบเอาน้ำร้อนประคบให้คลาย บีบๆ นวดๆให้คลาย และรีบแจ้งคลีนิคที่ฉีด ซึ่งทางแอดมินก็บอกว่า โบท๊อกซ์เริ่มทำงาน ฉีดตรงไหนตึงตรงนั้น แต่ปัญหาคือมันตึงมาก หนักหน้าผาก ไม่สบายหน้า เลยเริ่มเกิดอาการไม่ดี ตัวเริ่มร้อน และปวดหัว จึงรีบกลับที่พัก และเอาหน้าอังไอน้ำร้อน ใช้น้ำร้อนประคบ ทำทุกอย่าง จนร่างกายเกิดภาวะชีอค คือ ท้องบวมอืดกระทันหัน ขับถ่ายไม่ออก แน่นหน้าอก เรอขับลม ง่ายๆคือเกิดอาการเครียดลงกระเพาะแบบฉับพลัน ส่งผลให้อวัยวะภายในหยุดทำงานไปเลย จากวันที่ 8 มกราคม 64 ร่างกายคือ กินอะไรไม่ได้ แน่นท้องส่วนบน ขับถ่ายไม่ออก ปวดท้องถ่ายแต่ไม่ออก ส่งผลให้ภูมิแพ้จมูกอักเสบกำเริบ หายใจทางจมูกไม่ได้ จมูกตัน ร่างกายเริ่มอ่อนแอ นอนไม่หลับ คิดมาก เครียด นอนเปิดพระสวดทุกวันถึงจะหลับได้ ได้นอนวันละ 4-5 ชม. ส่งผลให้ร่างกายเริ่มทรุด กินอาหารไม่ได้ กระเพาะไม่ย่อย ปวดถ่ายไม่ออก ต้องใช้ยาสวนทวาร บางครั้งออกแต่ลม บางครั้งของเสียออกนิดเดียว ทนทุกข์ทรมานมาตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 64 ไปหาหมอได้ยาลดกรด ยาขับลม ยาระบาย แต่ไม่ดีขึ้น เทียวเข้าเทียวออก รพ. จนถึงตรุษจีน กลับไปบ้านกรุงเทพ และพักงานตั้งแต่นั้นมา เพราะร่างกายไม่ไหว อ่อนแอมาก จิตใจบอบบาง หายใจทางจมูกไม่ได้ แน่นท้อง ท้องอืด ขับถ่ายไม่ออก นน.ลดลงเรื่อยๆจาก 57 เหลือ 49 ในระยะเวลา 8 มกราคม - 26 ก.พ 64 สุดท้ายส่องกล้องทางเดินอาหารทั้งบนและล่างและCT SCAN เป็นกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ได้ยาลดกรดมากิน แต่ไม่ดีขึ้น ท้องอืด กินได้น้อย ยังขับถ่ายไม่ได้ พักรักษาตัวที่บ้านกรุงเทพเดือนครึ่ง เสียเงินไปเป็นแสนเพื่อรักษาอาการป่วยที่เป็นอยู่ รวมทั้งโบท๊อกซ์ที่หน้าผากที่ทำให้เกิดความเครียดเพราะมันกดทับตลอดเวลา ทำให้เราไม่สบายตัว และเครียด ส่งผลให้โรคกระเพาะไม่หาย จนถึงปัจจุบัน อาการที่เป็นอยู่ยังไม่ดีขึ้น ยาหมอปัจจุบันช่วยบรรเทาได้แต่ไม่หาย อาการปัจจุบัน ยังคงแน่นท้องส่วนบนตั้งแต่ใต้หน้าอกลงมาค่อนไปทางซ้าย และปวดท้องน้อยฝั่งซ้าย เรอขับลมตลอดเวลา ยังขับถ่ายไม่ออก ออกแต่ลม ต้องใช้ยาสวน อาหารเริ่มกินได้ เริ่มย่อยได้ กินแต่โจ๊ก ข้าวต้ม ผักต้มต่างๆผักบุ้ง ผักกาดขาด กระเจี๊ยบเขียว คะน้า แครอท ฟักทอง เนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว นมข้าวโอ๊คนิดหน่อยกลัวท้องอืดไม่ย่อย และยังหายใจทางจมูกไม่ได้ ตอนนี้ร่างกายยังอ่อนเพลีย เนื่องจากเหมือนเรายังหายใจทางจมูกลำบาก ทำให้อ๊อกซิเจนในร่างกายไม่พอ อยากแข็งแรงเหมือนเดิมเร็วๆ 
ปัจจุบัน ตื่นนอน 6 โมง กินน้ำ 1 ขวด เดินๆๆๆๆ เพื่อให้ถ่าย แต่ไม่ถ่ายแค่ปวด พอนั่งก็ไม่ถ่าย ออกแต่ลมบางทีก็ไม่ออก ไม่ไหวก็ต้องสวน
            8 โมง กินข้าวต้ม(เติมแอปเปิ้ลไซเดอร์) ผักต้ม ไก่ ปลา แล้วแต่ หลังจากนั้น 30 นาทีกินโปรไปโอติกเพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดี
            10 โมง กินฟักทองต้ม แครอทต้ม หรือ นมข้าวโอ๊ค
            เที่ยง ข้าวต้ม ผักต้ม ไข่ขาว ปลา ไก่ แล้วแต่ หลังจากนั้น 30 นาทีกินโปรไปโอติกเพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดี
            บ่ายสาม กินมะละกอสุก (ผลไม้กินได้อย่างเดียวตอนนี้ เพราะอย่างอื่นไม่ย่อยเลย)
            5 โมงเย็น โจ๊ก ผักต้ม ปลานึ่ง
            เข้านอนไม่เกิน 3-4 ทุ่ม
มาคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ คือหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ ไม่รู้เกิดนึกบ้าอะไรถึงได้อยากสวยตอนแก่ และมาคิดถึงสาเหตุที่ทำให้เราเป็นแบบนี้
1. ถ้าไม่คิดอยากสวยตอนแก่ก็คงไม่เป็นแบบนี้ และตัวเราเองก็ไม่คิดว่า เราจะเป็นคนคิดมาก และเครียดง่ายขนาดนั้น แต่ยอมรับว่าเป็นคนขี้กังวลและกลัวไปก่อน จนทำให้สภาพจิตใจอ่อนแอ จนร่างกายกู้ไม่กลับ
2. การไปดีท๊อกซ์ก็ไม่รู้เลยว่า ถ้าทำแล้วจะต้องเติมจุลินทรีย์เข้าไป อันนี้ทางรพ.ไม่ได้แจ้งอะไรเลย มารู้ก็ตอนที่ไปหมอส่องกล้องแล้ว ซึ่งปัจจุบันกินมาเดือนกว่าแล้ว ยังไม่ดีขึ้น ยังขับถ่ายไม่ได้ ยังต้องสวนอยู่
กระทู้นี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่เกิดขึ้น เพียงแค่อยากแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นให้สมาชิกได้อ่าน เผื่อใครที่มีภาวะความเครียด และมีภาวะวิตกกังวล หรือจิตใจบอบบาง ก็ลองอ่านดูเผื่อกำลังจะตัดสินใจทำอะไรลงไป แล้วรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า
 
**ตอนอยู่กรุงเทพ สภาพจิตใจย่ำแย่มาก ในหัวคิดวนเวียนแต่ความเจ็บป่วย และความไม่สบายบริเวณหน้าผากที่เหมือนถูกกดทับตลอดเวลา และอาการหายใจทางจมูกไม่ได้ ร้องไห้เกือบทุกวัน ทั้งทำบุญ ตักบาตร สังฆทาน ฟังบทสวด และสายด่วนสุขภาพจิต จนถึงหาหมอจิตแพทย์ช่วย**
ตอนนี้กลับมาทำงานแล้วได้ 3 วัน กินได้ นอนหลับได้ ยังแน่นท้อง ขับถ่ายไม่ได้ แต่จะพยายามให้ร่างกายแข็งแรง จะพยายามต่อสู้กับใจตัวเอง ไม่งั้นไม่หายแน่ๆ
ขอขอบคุณสมาชิกที่เข้ามาอ่านมานะคะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่