สวัสดีค่ะ เราเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี กำลังจะเข้าสู่การเป็น First Jobber (กำลังหางานทำ เพิ่งจบภาคการศึกษา แต่ยังไม่จบแบบเป็นทางการ) ซึ่งมันเป็นช่วงที่เรารู้สึกโหวง ๆ เพราะเราต้องคิดอะไรเยอะมาก ๆ สำหรับชีวิตในอนาคต ทั้งการที่จะต้องยืนหยัดให้ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงเป้าหมายต่อไปที่ไม่มีเดดไลน์ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับเด็กจบใหม่ที่อยากจะสร้างอะไรสักอย่างหรือประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง เราคิดที่อยากจะทำงานและเรียนต่อต่างประเทศ (ส่งเสียตัวเอง) แล้วมีเป้าหมายที่ตั้งไว้เยอะมาก ๆ สำหรับชาเลนจ์ในชีวิตที่อยากทำเพื่ออิสระของชีวิตในอนาคต รวมถึงเพื่อชีวิตครอบครัวที่ดีขึ้นด้วย แต่ปัญหาของเราคือพ่อแม่เราแยกทางกันตั้งแต่เรายังเด็ก (ประถมศึกษา) มันเป็นปมในใจเราแต่ไม่ได้กระทบต่อจิตใจมากขนาดนั้น เราสามารถใช้ชีวิตดูเหมือนปกติได้สบายมาก แต่ปัญหามันไม่ได้จบที่ครอบครัวเราแตกแยกกัน เราต้องเกริ่นก่อนว่าเราไม่ใช่ครอบครัวที่พร้อมตั้งแต่เริ่ม โดยเราเป็นพี่คนโต มีน้องสาว 1 คน ในความรู้สึกเรา เรารู้สึกตลอดว่าตัวเองคงจะเป็นความผิดพลาดในชีวิตพ่อกับแม่ที่มีเราในตอนที่ยังไม่พร้อม ท่านจึงไม่สามารถไปทำตามฝัน หรือต้องหยุดที่จะมีอนาคตที่ดี ถึงแม้มันจะไม่ใช่ความผิดเรา แต่มันก็อดที่จะรู้สึกไม่ได้ เราเคยเป็นเด็กที่ออกนอกลู่นอกทางในตอนที่พ่อแม่แยกทางกัน ซึ่งพ่อแม่เราพยายามที่จะรักษาครอบครัวไว้ หลาย ๆ ครั้งที่เรากลับมาเป็นครอบครัว แต่มันก็ไปต่อไม่ได้ ซึ่งเราไม่ได้โทษพ่อแม่เลย
ตั้งแต่ที่พ่อแม่เราเริ่มมีปากเสียงกัน ครอบครัวก็แยกกันอยู่ เรากับน้องไปอยู่กับพ่อบ้าง แม่บ้าง หรือบางทีเรากับน้องก็ต้องแยกกันไปอยู่กับพ่อและแม่ ในบางทีที่ครอบครัวเหมือนจะดี เราก็กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน มันเป็นแบบนี้อยู่หลายปี จนทำให้เรากลายเป็นคนที่มีหลายบ้าน และพ่อแม่ก็ย้ายบ้านบ่อยในทุก ๆ ครั้งที่ครอบครัวมันแตก เราเลยกลายเป็นคนที่ปรับตัวกับการมีบ้านใหม่ ๆ ตั้งแต่เด็ก และใช้ชีวิตแบบที่ต้องเดินทางอยู่ตลอด จนถึงวันที่มันไม่สามารถกลับมาได้อีก เรากับน้องอยู่กับคุณแม่ เพราะจังหวัดที่เราอยู่เป็นบ้านเกิดของคุณแม่ ส่วนคุณพ่อก็แยกทางไป แต่ท่านก็ยังคงมาหาและติดต่อเราอยู่ตลอด ด้วยความที่เรายังเด็ก เราไม่สามารถช่วยอะไรให้ครอบครัวกลับมาดีได้เลย ไม่รู้ว่าพ่อแม่รู้สึกยังไง แค่ยังใช้ชีวิตต่อไป ไม่เข้าใจที่พ่อแม่บอกด้วยซ้ำ และไม่ได้รู้สึกเป็นปมหรือเสียใจเลยในตอนนั้น แต่เรากลับทำตัวออกนอกลู่นอกทางจนต้องย้ายโรงเรียนบ่อย หรืออยู่ในสังคมที่ไม่ดีจนถึงขั้นต้องดรอปเรียนในตอน ม.4 ซึ่งคุณแม่ก็ไม่สามารถห้ามอะไรเราได้เลย มันหนักถึงขั้นที่เราหนีออกจากบ้านไปเป็นเดือน ๆ ซึ่งทุกคนที่อ่านก็คงคิดว่ามันสิ้นคิด และถ้าย้อนกลับไปได้ เราก็คงไม่ทำแบบนั้น เราเลยอยากให้ข้ามประเด็นที่อยากจะด่าเราในตรงนั้นไป เพราะตอนนี้เราก็รู้สึกผิดกับทุก ๆ สิ่งที่เราเคยทำแล้ว แต่ชีวิตเราก็กลับมาเป็นผู้เป็นคนได้ เพราะแม่เลือกที่จะติดต่อพ่อให้มารับเราไปอยู่ด้วย ซึ่งท่านอยากให้เราเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ เพื่อไปเจออนาคตที่ดีกว่านี้ ในตอนนั้นเราก็โอเคที่จะไปอยู่กับพ่อ เพราะก็อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ในจังหวัดที่ห่างกันหลายร้อยกิโล เรียกได้ว่าคนละภูมิภาคเลย พอเราไปถึงที่อยู่ใหม่ เราต้องไปอยู่กับครอบครัวของแฟนใหม่พ่อ ซึ่งน้าเขาก็มีลูกสาวที่โตกว่าเรา โดยลูกสาวของคุณน้าก็มีลูกและสามีแล้ว ซึ่งเราไปอยู่ เราก็รู้สึกว่ามันกดดันมาก พ่อเราดุมาก คงเพราะท่านอยากให้เรามีอนาคตที่ดี เราก็เข้าใจ แต่มันรู้สึกไม่เอนจอยกับการใช้ชีวิตเลย แล้วเคมีของพ่อเรากับลูกของแฟนใหม่พ่อก็ไม่เข้ากัน ทำให้มันเหมือนแยกกันอยู่ พ่อก็อยู่กับแฟนใหม่พ่อ ส่วนลูกสาวของน้าก็อยู่กับครอบครัวของเขาในบ้านหลังเดียวกัน แล้วเราก็อยู่ในส่วนของเรา ซึ่งเราไม่เคยรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งเลย เราคุยกับพ่อแค่ตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนและตอนเย็นเวลาทานข้าว ซึ่งเรารู้สึกเหมือนไปอาศัยบ้านเขาอยู่ เพราะน้าและลูกสาวเขาก็ดูแบ่งแยกเราชัดเจน เราต้องอยู่บ้าน และดูแลบ้านทั้งหลังคนเดียว แบบที่ไปเรียนแล้วกลับมาต้องทำงานนั่นนี่ แต่เราก็โอเค เพราะมันก็ไม่ใช่บ้านเรา และเราไม่อยากให้พ่อต้องมีปัญหากับแฟนใหม่ แต่ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง พ่อก็มีปากเสียงกับแฟนใหม่ในตอนที่เราเรียน ม.ปลาย อาจเป็นเพราะการที่อยู่บ้านของเขา พ่อเลยแยกออกมาอยู่ในบ้านเช่ากับเรา แและแฟนใหม่พ่อก็ไป ๆ มา ๆ ซึ่งเราก็ใช้ชีวิตเหมือนเด็กวัยรุ่นปกติ แค่พ่อเราจะดุมากเป็นบางเรื่อง หรือแทบจะทุกเรื่อง เราไม่สามารถเล่าเรื่องอะไรให้พ่อฟังได้เลย เพราะเรากลัวทุกครั้งว่าจะโดนด่า เพราะว่าบางทีที่เราพูดเล่น พ่อเราก็จะจริงจังกับทุก ๆ เรื่องไปหมด จนชีวิตเรามันจำเป็นจะต้องดีตามบรรทัดฐานทั่วไปแบบทุกระเบียบนิ้ว e.g. ตอนกินข้าว พ่อก็จะต้องพูดเรื่องการถือช้อน การเลือกทานอาหาร หรือแม้แต่ตอนเราคุยโทรศัพท์กับเพื่อน ถ้าพ่อได้ยินก็จะเข้ามาสอนในจุดต่าง ๆ ตลอดว่าไม่ควรทำแบบนั้น แบบนี้ ตั้งแต่เวลาตื่นยันนอนของเรา เราเลยเป็นคนกลัวที่จะทำผิดตลอดจนตอนนี้ ซึ่งเราพยายามจะทำทุกอย่างที่มันจะทำให้พ่อดีใจ ทั้งการเรียนให้ได้ดี การทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือทำทุกอย่างที่พ่อต้องการ แต่น้อยมากที่พ่อจะชมเรา ถ้าเราได้เกรด 3.90 พ่อก็จะถามว่าทำไมไม่ได้ 4.00 อะไรแบบนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่เคยดีพอเลย แล้วเวลาเราทำผิด พ่อจะด่าเราแบบที่เราเสียใจมาก ๆ และไม่สามารถเถียงได้ เพราะยิ่งเถียงก็จะยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งถ้ามันจบไปแล้ว แต่กลับมาพูดถึงเรื่องเดิมใหม่ พ่อเราก็สามารถเอาเรื่องนั้นมาว่าเราได้เหมือนเดิม ว่าถ้าตอนนั้นเลือกแบบนั้น ทำแบบนั้น มันคงจะดีกว่านี้ เราแค่รู้สึกว่าก็มันผ่านมาแล้วและเราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว (เราคิดว่าลึก ๆ พ่อก็คงดีใจหรือภูมิใจในตัวเรา แต่เราก็อยากให้พ่อพูดอะไรกับเราบ้าง เพราะเราก็ต้องการได้รับความรู้สึกที่มันดีเวลาเราทำอะไรดี ๆ) อาจจะเป็นเพราะพ่อเป็นผู้ชายที่พูดไม่เก่งและไม่ค่อยพูดมั้ง การแสดงความรู้สึกมันเลยแทบจะไม่มี และเราก็กลายเป็นคนที่ไม่แสดงความรู้สึกเช่นกัน มันยากมากที่เราจะบอกรักพ่อ เราพยายามที่จะใช้ทางอื่นแทนการพูด เช่น การเขียนจดหมาย หรือการเมจเสจแทน เราคิดว่าพ่อคงรับรู้ แล้วครอบครัวทางพ่อก็เป็นครอบครัวคนจีนที่เจ้าระเบียบมากโดยเฉพาะคุณย่า ซึ่งเวลาเราอยู่กับย่า เราไม่เคยได้มีเวลาเป็นของตัวเองเลย ย่าจะใช้ให้เราทำนั่นนี่ตลอดทั้งวัน ซึ่งเราไม่ชินกับครอบครัวฝั่งพ่อ เพราะเราโตมากับทางคุณแม่และคุณยาย มันเลยต้องปรับตัวมาก ๆ เวลาเราไปบ้านคุณย่าที่เป็นครอบครัวใหญ่ สำหรับเรา เรารู้สึกวุ่นวาย เราไม่รู้จะต้องเข้าไปช่วยเหลือตรงไหน เพราะเราไม่เคยรู้จักใครมาก่อน แม้กระทั่งเวลานอนที่ต้องนอนรวมกัน เราเลยไม่ชอบการไปที่นั่น เรารู้สึกไม่เป็นตัวเอง ไม่มีพื้นที่ส่วนตัว ไม่มีเวลาทำในสิ่งที่เราอยากทำเลย ถ้าถามเราก็คือเราสนิทกับคุณยายและคุณแม่มากกว่า แต่เราก็รักพ่อเหมือนกัน เรารู้ว่าพ่อทำงานหนักเพื่อส่งเสียเรา แต่เราไม่มีความสุขเลยกับสภาพแวดล้อมในตอนนั้น เราอาจจะเป็นลูกที่ไม่ดีก็ได้ แต่เราก็คิดที่อยากจะจบ ม.ปลาย แล้วได้ออกมาใช้ชีวิตแบบที่เราต้องการ
พอเราจบ ม.ปลาย เราก็เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ เพราะเราอยากมาเรียนไกลบ้าน ถึงแม้ว่าเราจะสอบติดมหาลัยที่มีชื่อเสียงกว่าใกล้บ้านและพ่อก็อยากให้เราเรียน แต่เราก็ไม่อยากอยู่แถวนั้นเลย เราอยากเลือกทางของตัวเอง เราเลยเลือกเรียนที่ กทม. และการตัดสินใจของเราในตอนนั้นมันก็ยังเป็นเรื่องที่พ่อเอามาบ่นเราถึงทุกวันนี้ในวันที่เราเรียนปี 4 แล้ว ว่าถ้าเราเลือก ม. นั้น ตั้งแต่ตอนนั้นมันคงจะ.... แต่พอเราเรียนมหาลัย ชีวิตของเรามันก็มีอิสระมากขึ้น เราพยายามเรียนให้ดีเพื่อที่พ่อจะได้ไม่ต้องมากดดันเราและจำกัดขอบเขตการใช้ชีวิตของเรา เรากลับบ้านน้อยมาก เพราะเราเรียนหนัก และเราทำกิจกรรมตลอด รวมถึงพอปิดเทอมเราก็อยากลองทำงานนั่นนี่เลยไม่ได้กลับ แต่ในใจเราก็ไม่อยากกลับไปด้วย เพราะเวลาไปเจอครอบครัวฝั่งย่าก็ต้องไปทำงานนั่นนี่ เราเลยอยากอยู่ที่หอมากกว่า เรารู้สึกว่าอยู่หอแล้วเรามีอิสระ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ได้เป็นตัวเอง และมันมีแพลนชัดเจนของการใช้ชิวิตที่เราอยากให้มันเป็น เช่น ตื่นมาออกกำลังกาย ทำงาน อ่านหนังสือ อะไรแบบนี้ ซึ่งมันสามารถกำหนดได้ แต่การอยู่ที่บ้านมันทำไม่ได้ เหมือนต้องใช้ชีวิตตามใจคนอื่นมากกว่า แต่ทั้งนี้เราก็ยังทำในสิ่งที่พ่อต้องการ เพื่อให้พ่อสบายใจ เช่น ผลการเรียนที่ดี การกลับบ้านบ้าง หรือการต้องไปนั่นนี่ตามที่พ่อบอก ซึ่งเราก็ใช้ชีวิตมหาลัยแบบนั้น และมันดีมาก ๆ ชีวิตเรามันดีในทุก ๆ ด้านเลย เรามีฝันที่อยากจะทำ มีภาพในอนาคตที่หวังไว้ แต่เราไม่กล้าที่จะพูดกับพ่อ ในตอนนี้ที่เราเรียนจบ เราอยากอยู่ที่นี่ทำตามฝัน แต่พ่ออยากให้เรากลับบ้าน อาจเพราะเรื่องค่าใช้จ่าย (ซึ่งเราสามารถดูแลตัวเองได้ เรามีรายได้ในระดับหนึ่งแล้วจากงานฟรีแลนซ์) รวมถึงอยากให้กลับมาดูแลย่า ดูแลปู่ เราไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไง เรารู้ว่าปู่ย่าแก่ขึ้นทุกวัน เราคิดว่าจะไปเที่ยวหาท่านในช่วงที่เราว่าง อย่างน้อยก็ 2 เดือนครั้ง แต่ไม่อยากต้องไปอยู่ต่างจังหวัดเลย และเราก็แก่ขึ้นทุกวันเหมือนกัน เราคิดว่าช่วงเวลานี้มันคือโอกาส เราสามารถใช้ชีวิตตอนนี้เก็บเกี่ยวโอกาสที่มันยังมีอยู่ในตอนที่เรายังไม่แก่มาก แต่เราก็อาจจะเป็นคนอกตัญญูรึป่าวถ้าเราเลือกที่ใช้ชีวิตของเราแบบนี้ แล้วด้วยความที่ปู่ย่าเราก็แยกทางกัน เวลาเราไปเยี่ยมท่าน เราก็ต้องไปบ้านปู่ บ้านย่า บ้านพ่อ บ้านแม่และยาย คือมันเยอะมาก ๆ แล้วเราก็ต้องจัดสรรเวลา ล่าสุดคือเราจะไปเยี่ยมคุณแม่ก่อนในช่วงสงกรานต์ เพราะไม่ได้เจอนานแล้ว จากนั้นในเดือนพฤษภาคมค่อยไปบ้านย่า บ้านปู่ บ้านพ่อ แต่พ่อก็น้อยใจและคิดว่าทางแม่กับยายสำคัญกว่าพ่อและปู่ย่าหรอ แต่แม่เราก็มีโมเม้นต์ที่น้อยใจว่าพ่อสำคัญกว่าหรอ (ปล.น้องสาวอยู่กับคุณแม่นะคะ แยกกันอยู่) เราไม่รู้ว่าเราควรจะทำยังไงดีเลยค่ะ ทั้งจัดการกับความรู้สึกของทั้งคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ยาย รวมถึงความรู้สึกของตัวเราเอง เรารู้สึกไม่มีความสุขกับชีวิตครอบครัว คุณพ่อทำให้เรากดดัน เราอยากใช้ชีวิตของเรา แต่เราก็ต้องขัดกับความรู้สึกคุณพ่อ เรารู้สึกว่าชีวิตที่เราอยู่ในตอนนี้ (กทม.) กับการกลับบ้าน (ตจว.) มันไม่เหมือนกัน เรายังไม่ได้อยากใช้ชีวิต Slow Life ในตอนนี้ เราอยากสร้างเนื้อสร้างตัว เรารู้ว่าปู่ย่าท่านแก่ขึ้นทุกวัน แต่ถ้าเราลือกไปอยู่กับย่า แล้วยายเรา แม่เราล่ะก็แก่ขึ้นเหมือนกัน รวมถึงเราก็แก่ขึ้นเหมือนกัน เราไม่ได้จะไม่ดูแล แค่เราอาจจะไม่ได้อยู่ดูแลแบบนั้น แต่ก็จะแบ่งเวลาให้มากที่สุดไปอยู่กับท่าน (ในใจเราคืออยากใช้ชีวิตแบบสังคมตะวันตกที่ไปมาหาสู่กัน มีบ้านส่วนตัวมากกว่าครอบครัวใหญ่ เรารู้ว่ามันไม่เข้ากับสังคมไทย แต่มันคือความรู้สึกข้างในใจเราอะ) แล้วเรารู้สึกว่าไม่มีบ้านหลังไหนที่เป็นบ้าน (Home) ของเราเลยสักหลัง คือเราอยู่หอที่แบบไม่มีอะไรเลย แต่มันยังรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ของเรามากกว่า สบายใจมากกว่า สุดท้ายเลยคำถามคือ.. เราควรจะบาลานซ์ทุกอย่างยังไงดีคะ เราไม่รู้ว่าเราจะตัดสินใจแบบไหนดี เราควรกลับบ้านไปดูแลครอบครัว หรือทำตามฝัน สู้ในสิ่งที่เราอยากจะทำอยากจะเป็น แต่ก็ยังแบ่งเวลาให้ครอบครัวบ้าง เราคิดว่ามุมมองของเรามันอาจจะยังแคบไป เราเลยอยากขอคำแนะนำ รวมถึงมุมมองใหม่ ๆ ที่อาจจะช่วยให้เราได้ฉุกคิดอะไรมากขึ้นค่ะ และขอขอบคุณสำหรับทุก ๆ ความคิดเห็นไว้ล่วงหน้าเลยนะคะ
เมื่อบ้านไม่ใช่ Safe Zone ของเรา และเรารู้สึกว่าที่ตรงนั้นไม่ใช่ Home ที่จะพักใจได้เลย