ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่อยู่คู่กับคนอีสานมาเนิ่นนานอย่างผู้เขียน คงปฎิเสธไม่ได้ในเรื่องของประเพณี จารีต ศิลปวัฒนธรรมและความเชื่อ เพราะภาคอีสานถือได้ว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรมเก่าแก่มีพิธีกรรมที่สะท้อนความเชื่อดั้งเดิม ซึ่งเชื่อมโยงกันมาจากรุ่นสู่รุ่น นอกจากนี้ในภาคอีสานเองยังมีความหลากหลายในเรื่องของความเชื่อ พิธีกรรม ที่มักจะมาจากชาติพันธุ์ที่ต่างกันออกไป แม้พิธีกรรมและรูปแบบภายนอกจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่คนอีสานยังคงให้ความสำคัญและนับถือคล้าย ๆ กัน นั่นคือ
การเคารพบูชาผีบรรพบุรุษ
ผู้เขียนเองเกิดและเติบโตมาในวิถีชีวิตแบบนี้ การบูชาผีปู่ตา หลายๆชุมชนยังมีความยึดถือเรื่องผีอยู่ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าพุทธผี การสร้างศาลปู่ตานั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ตั้งชุมชนยุคแรกๆจะเป็นผู้เลือก ว่าจะตั้งที่ใด การตั้งหรือสร้างศาลฯก็ใช้วัสดุท้องถิ่นในการสร้าง คนในชุมชนก็ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันสร้าง เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็มีการอัญเชิญวิญญาณบรรพบุรุษให้มาสถิต ณ ที่แห่งนี้ เพื่อปกปักรักษาลูกหลานคนในชุมชน
การสร้างศาล มักจะสร้างใกล้ชุมชนหรือป่าชุมชน เลือกที่ดอน (ที่น้ำท่วมไม่ถึง) อย่างที่บ้านผู้เขียนเองนี้ สมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็กๆบริเวณหลังศาลนั่น เป็นป่าชุมชนโดยเฉพาะต้นมะม่วงป่าใหญ่มาก 7 - 8 คนโอบ ต้นมะไฟบ้าน ต้นมะเฟืองและอีกหลายๆชนิดต้นไม้ เอาเป็นว่าอายุ 8-9 ขวบ ยังไม่หาญเดินเข้าคนเดียว ไปเก็บมะม่วงเดือนสี่ เดือนห้าคนเดียวขนลุกทุกที พออายุสิบสาม สิบสี่ปี ต้นมะม่วงต้นใหญ่ๆก็เริ่มแห้ง ยืนต้นตาย
นี้ก็ใกล้เดือนสี่แล้ว การเซ่นไหว้ก็ใกล้มาถึงอีกครั้งของปีนี้ เครื่องเซ่นไหว้ก็ไม่ได้มีอะไรมาก ถ้าปีไหนข้าวราคาดีหน่อย ผู้ใหญ่บ้านก็จะจัดหาหัวหมูมาไหว้ ปีไหนข้าวไม่มีราคาก็เอาไก่ในเล้ามาเป็นเครื่องเซ่นไหว้ (HA – HA) ส่วนลูกบ้านก็เตรียมข้าวสุก ไข่ต้ม ดอกไม้ ธูปเทียน และที่ขาดไม่ได้ คือ เหล้าขาว ต้องเตรียมมาด้วยเพราะปู่ชอบ (ปู่ชอบ พวกเราก็ชอบ 555)
ในวันไหว้ นิยมไหว้ในช่วงเช้าของวัน พิธีก็ไม่ได่มีอะไรมากมาย ลูกบ้านมาพร้อมหน้า พ่อจ้ำ/ผู้เฒ่าประจำชุมชนจะทำหน้าที่นำของไหว้วางบนตูบและบอกกล่าวเจตนาของคนมาไหว้ ใช้เวลาไม่นานและไม่มีบทสวดใด ๆ มีเพียงคำบอกเล่า การบอกกล่าวปู่ย่าตายายผู้ล่วงลับให้ได้รับรู้ถึงการมาไหว้ในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการขอพร ขอฟ้า ขอฝน แก้บน หรือบอกกล่าวเรื่องราวในชีวิตให้ ปู่ตาได้รับรู้ แล้วเสียงขอพรจากลูกหลานก็ดังขึ้นเคล้ากับกลิ่นควันเทียนบางๆในยามเช้า
**********************************************************************************************************************************************************
ในพิธีนี้มีอีกอย่างที่ต้องพูดถึง คือการไล่ผีห่า ผีห่านี้ คนในชุมชนจะมีอาสาสมัคร 1 คน ค่อยทำหน้าที่ เป็นตัวแทนสิ่งไม่ดี สิ่งชั่วร้ายในชุมชน เมื่อพิธีเซ่นไหว้เสร็จ ก็จะมีการแบ่งอาหารต่างๆจากตูบปู่ตา มาใส่ในเปียสามขา เปียสามขานี้ ใช้สำหรับวางอาหารให้ผีห่า มีทั้งของคาวและของหวานรวมถึงไข่ไก่ด้วย การไล่ผีห่า (ตามภาพ) ถือเป็นพิธีสุดท้ายของการไหว้ปู่ตา หมายถึงการไล่เสนียด

หรือสิ่งไม่ดีทั้งปวงออกจากชุมชนไป พอจบจากตรงนี้และเหล้าโรงหมด พวกเราก็แยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน (HA – HA)
สุดท้ายนี้ ถึงน้ำมันจะแพง ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการใช้ชีวิตก็แล้วกัน....
เพราะมีความเชื่อ จึงเหลือความฝัน
สวัสดี
เซ่นไหว้ศาลปู่ตา
ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่อยู่คู่กับคนอีสานมาเนิ่นนานอย่างผู้เขียน คงปฎิเสธไม่ได้ในเรื่องของประเพณี จารีต ศิลปวัฒนธรรมและความเชื่อ เพราะภาคอีสานถือได้ว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรมเก่าแก่มีพิธีกรรมที่สะท้อนความเชื่อดั้งเดิม ซึ่งเชื่อมโยงกันมาจากรุ่นสู่รุ่น นอกจากนี้ในภาคอีสานเองยังมีความหลากหลายในเรื่องของความเชื่อ พิธีกรรม ที่มักจะมาจากชาติพันธุ์ที่ต่างกันออกไป แม้พิธีกรรมและรูปแบบภายนอกจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่คนอีสานยังคงให้ความสำคัญและนับถือคล้าย ๆ กัน นั่นคือ การเคารพบูชาผีบรรพบุรุษ
ผู้เขียนเองเกิดและเติบโตมาในวิถีชีวิตแบบนี้ การบูชาผีปู่ตา หลายๆชุมชนยังมีความยึดถือเรื่องผีอยู่ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าพุทธผี การสร้างศาลปู่ตานั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ตั้งชุมชนยุคแรกๆจะเป็นผู้เลือก ว่าจะตั้งที่ใด การตั้งหรือสร้างศาลฯก็ใช้วัสดุท้องถิ่นในการสร้าง คนในชุมชนก็ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันสร้าง เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็มีการอัญเชิญวิญญาณบรรพบุรุษให้มาสถิต ณ ที่แห่งนี้ เพื่อปกปักรักษาลูกหลานคนในชุมชน
การสร้างศาล มักจะสร้างใกล้ชุมชนหรือป่าชุมชน เลือกที่ดอน (ที่น้ำท่วมไม่ถึง) อย่างที่บ้านผู้เขียนเองนี้ สมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็กๆบริเวณหลังศาลนั่น เป็นป่าชุมชนโดยเฉพาะต้นมะม่วงป่าใหญ่มาก 7 - 8 คนโอบ ต้นมะไฟบ้าน ต้นมะเฟืองและอีกหลายๆชนิดต้นไม้ เอาเป็นว่าอายุ 8-9 ขวบ ยังไม่หาญเดินเข้าคนเดียว ไปเก็บมะม่วงเดือนสี่ เดือนห้าคนเดียวขนลุกทุกที พออายุสิบสาม สิบสี่ปี ต้นมะม่วงต้นใหญ่ๆก็เริ่มแห้ง ยืนต้นตาย
นี้ก็ใกล้เดือนสี่แล้ว การเซ่นไหว้ก็ใกล้มาถึงอีกครั้งของปีนี้ เครื่องเซ่นไหว้ก็ไม่ได้มีอะไรมาก ถ้าปีไหนข้าวราคาดีหน่อย ผู้ใหญ่บ้านก็จะจัดหาหัวหมูมาไหว้ ปีไหนข้าวไม่มีราคาก็เอาไก่ในเล้ามาเป็นเครื่องเซ่นไหว้ (HA – HA) ส่วนลูกบ้านก็เตรียมข้าวสุก ไข่ต้ม ดอกไม้ ธูปเทียน และที่ขาดไม่ได้ คือ เหล้าขาว ต้องเตรียมมาด้วยเพราะปู่ชอบ (ปู่ชอบ พวกเราก็ชอบ 555)
ในวันไหว้ นิยมไหว้ในช่วงเช้าของวัน พิธีก็ไม่ได่มีอะไรมากมาย ลูกบ้านมาพร้อมหน้า พ่อจ้ำ/ผู้เฒ่าประจำชุมชนจะทำหน้าที่นำของไหว้วางบนตูบและบอกกล่าวเจตนาของคนมาไหว้ ใช้เวลาไม่นานและไม่มีบทสวดใด ๆ มีเพียงคำบอกเล่า การบอกกล่าวปู่ย่าตายายผู้ล่วงลับให้ได้รับรู้ถึงการมาไหว้ในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการขอพร ขอฟ้า ขอฝน แก้บน หรือบอกกล่าวเรื่องราวในชีวิตให้ ปู่ตาได้รับรู้ แล้วเสียงขอพรจากลูกหลานก็ดังขึ้นเคล้ากับกลิ่นควันเทียนบางๆในยามเช้า
ในพิธีนี้มีอีกอย่างที่ต้องพูดถึง คือการไล่ผีห่า ผีห่านี้ คนในชุมชนจะมีอาสาสมัคร 1 คน ค่อยทำหน้าที่ เป็นตัวแทนสิ่งไม่ดี สิ่งชั่วร้ายในชุมชน เมื่อพิธีเซ่นไหว้เสร็จ ก็จะมีการแบ่งอาหารต่างๆจากตูบปู่ตา มาใส่ในเปียสามขา เปียสามขานี้ ใช้สำหรับวางอาหารให้ผีห่า มีทั้งของคาวและของหวานรวมถึงไข่ไก่ด้วย การไล่ผีห่า (ตามภาพ) ถือเป็นพิธีสุดท้ายของการไหว้ปู่ตา หมายถึงการไล่เสนียด
สุดท้ายนี้ ถึงน้ำมันจะแพง ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการใช้ชีวิตก็แล้วกัน....