พรรณาภาษาผี กับ" ตรัยโศก" เรื่อง ลองตาย

กระทู้สนทนา
ขออนุญาตแจ้งล่วงหน้านะครับ 

เรื่องสั้นเรื่องนี้
ผมแต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
เนื้อหาบางส่วนอาจขัดกับทัศนคติและความเชื่อ 
ผมต้องขออภัยมา ณ. ที่นี้ด้วย 
ผมมิได้ต้องการ ก้าวล่วง ลบหลู่ ดูหมิ่น
ความเชื่อเหล่านั้นแต่อย่างใด
หากท่านอ่านแล้วรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง 
กระผม ต้องกราบขออภัยอีกครั้งนะครับ 

          "ตรัยโศก"

ความตาย เป็นจุดสิ้นสุดของทุกอย่างจริงหรือ 
เมื่อสิ้นลมแล้ว จะไม่รับรู้อะไรเลยจริงหรือไม่ 
แล้วที่คนเขาพูดกันว่าผีหลอก ผีเฮี้ยนล่ะ

เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันมานานนม 
บ้างก็ว่าเรื่องผี วิญาณ เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ 
งมงาย อีกฝั่งก็ไม่ยอมบอกว่ามันเป็นความเชื่อ
เก่าแก่แต่โบราณ 

เถียงกันไปเถียงกันมาก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ 
มีบ้างเหมือนกันที่ได้ยินข่าวว่ามีคนตายแล้วฟื้น
บอกว่าได้ไปที่นั่นที่นี่มา 
ได้เห็นนรกไม่รู้กี่ขุมต่อกี่ขุม
พบเจอคนที่ตายจากไปแล้วบ้าง 
แต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าสิ่งที่เค้าเล่ามานั้นเป็นความจริง คงมีแต่คนที่ตายแล้วนั่นแหละ ที่จะรู้

สวัสดีครับ ผมชื่อ เอนก ชื่อเล่นว่าต้น 
ผมเป็นหนุ่มโสดวัย 30 ต้นๆ
หน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ไม่อายเค้า
หน้าที่การงานก็อยู่ในระดับที่พอจะอวดกับคนอื่นเค้าได้เหมือนกัน 

ผมเป็นพนักงานธนาคารครับ
ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อ
ในชีวิตผมตอนนี้เรียกได้ว่ามีครบทุกอย่าง
ทั้งคอนโด รถ เงิน ขาดก็แต่คนรู้ใจนี่แหละครับ
หายากมากๆ นี่ถ้าตายไปตอนนี้
ยมบาลคงหัวเราะเยาะในความอาภัพของผม 
อายุจนป่านนี้แล้ว ยังเวอร์จิ้นอยู่เลยครับ 

วันนี้เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ 
ผมนั่งๆนอนอยู่ที่คอนโดทั้งวัน
หิวก็โทรสั่งอาหารขึ้นมากิน 
กินเสร็จแล้วก็นอน ก็คนมันสบายนี่ครับ 
แต่ก็อย่างว่าแหละครับ คนเราให้นั่งๆ
นอนๆทั้งวันมันก็น่าเบื่อ
แต่ไอ้ครั้นจะให้ออกไปข้างนอก
ก็ไม่รู้จะไปไหนอีก สุดท้ายก็จบลงที่เตียงครับ 

ผมตื่นมาอีกที 5 ทุ่มครึ่ง อาบน้ำอาบท่า
ทีนี้ก็ตาสว่างล่ะครับ หยิบมือถือขึ้นมา
ปัดดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย กะว่าจะเล่นรอเวลาให้ง่วง สุดท้ายก็ไม่ได้ผล ด้วยความที่นอนมาทั้งวัน
ความง่วงจึงติดลบ
ผมเลยเปิดเข้าไปในไลน์กลุ่ม
เป็นไลน์กลุ่มของเพื่อนที่สนิทกันน่ะครับ
มีแค่ไม่กี่คน พวกเราคบกันตั้งแต่ ม.ต้นจนถึงวันนี้ เรียกว่ามิตรภาพยืนยาวทีเดียว 

ต้นซ่า : พวกมืงอยู่ไหนกันวะ 

อุ๊หลอน : อยู่ไหนก็ได้ โตแล้ว  

สมเส็ดคุง : กินข้าวหมกไก่อยู่มอสโก  

ปิแอร์ : กูนั่งกินข้าวหมกไก่กะไอ้นิ่ม  

เนมเด้อ : กูกำลังซื้อน้ำไปให้ไอ้นิ่มกะไอ้แอร์  

ต้นซ่า : ไอ้นิ่มกวนตีนละ มอสโกพ่องมีข้าวหมกไก่  

สมเส็ดคุง : อ้าว มืงไม่เคยไปมืงรู้ได้ไงไม่มี 

ปิแอร์ : เออนั่นดิ มั่วนะมืงง่ะ 

สมเส็ดคุง : นั่นดิไอ้ต้นแม่มชอบมั่วว๊ายต๋ายแล้ว 

ปิแอร์ : กูหมายถึงมืงแหละ คิดได้ไงวะกินข้าวหมกไก่อยู่มอสโก 

อุ๊หลอน : กูจะนอนนนนนนน  

ต้นซ่า : กูนอนไม่หลับว่ะ เหงา  

เนมเนเวอร์ดาย : คุณสมเส็ดครับขอคำแนะนำสำหรับเคสนี้หน่อยสิครับ 

สมเส็ดคุง : ดื่มวีต้าพรุนสกัดแล้วไปนอนซะ

จากนั้นไลน์ก็เงียบสนิท นี่แหละครับก๊วนผม 
ทุกคนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
แต่ที่เหมือนกันคือความกวนครับ 

เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างดี เริ่มมีแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าตั้งแต่ยังไม่ถึง 6 โมงเช้าดี 
ผมจัดการภารกิจส่วนตัวเตรียมตัวออกไปทำงานให้เช้าหน่อยเพราะมีประชุม 
เดินมาถึงหน้าคอนโด รู้สึกหิวเลยว่าจะแวะไปซื้อข้าวเหนียวไก่ทอดเจ้าประจำซักหน่อย 

"อ้าวต้น วันนี้ไม่เอารถไปเหรอ"
ลุงสมชาย รปภ.ประจำคอนโดเอ่ยทักขึ้น
ผมกับแกค่อนข้างสนิทกันเพราะเจอกันบ่อย 

"อ๋อ ว่าจะออกไปซื้อข้าวก่อนน่ะครับ ถ้าขับรถออกไปเลยมันหาที่จอดยาก" ผมตอบ
ลุงสมชายพยักหน้ายิ้มแล้วก็ก้มหน้าเขียนรายงายของแกต่อไป

ผมเดินยังไม่ทันถึงร้านไก่ทอดก็พบเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง อายุน่าจะ 2-3 ขวบ
น้องเค้าใส่ชุดเจ้าหญิงสีฟ้าแลดูน่ารักน่าเอ็นดู
กำลังมองมาทางผม

"น้องครับ มีอะไรให้น้าช่วยมั๊ย"
ผมเอ่ยถามสงสัยว่าเด็กคนนี้เป็นใคร
จ้องหน้าผมทำไมกัน หลงกับแม่รึเปล่า
ถ้าใช่จะได้พาไปที่ป้อมยาม เพราะถ้าให้เด็กตัวเล็กๆมายืนอยู่บนฟุตบาทข้างถนน ที่มีรถพลุกพล่านเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้ 

เด็กคนนั้นมองหน้าผมนิ่ง แล้วชี้มือไปด้านหลังของผมไม่พูดไม่จา ทันใดนั้น เอี๊ยด!!! โครม!! 
ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือรถยนต์คันหนึ่ง
พุ่งข้ามเกาะกลางมาทางผม
เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น มันไม่ได้นานพอที่ผมจะหลบพ้นรัสมีของมฤตยูหุ้มเหล็กคันนั้นได้
ผมรู้สึกว่าร่างกายถูกกระแทกอย่างแรง
จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบลง 

ผมยืนมองเศษซากความวินาศสันตะโรของรถยนต์คันนั้นอย่างมึนงงสงสัย นี่ผมรอดตายเหรอ
แล้วความรู้สึกที่ถูกชนเมื่อกี้ล่ะ
แล้วเด็กคนนั้นอีก เธอหายไปไหนแล้ว  

ผู้คนรอบๆบริเวณเริ่มทำหน้าที่ไทยมุงอย่างแข็งขันมิขาดตกบกพร่อง ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เสีงเซ็งแซ่ 

"มีคนตาย นั่นๆตรงนั้น"
หนึ่งในกลุ่มไทยมุงตะโกนขึ้น
ชี้มือไปที่ด้านหน้ารถที่บุบบู้บี้ มีควันลอยคลุ้งจนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัดเจน
ผมใจหายวาบรึว่าจะเป็นเด็กคนนั้น 

ผมเดินไปดูด้านหน้ารถอย่างวิตกังวล
ไม่อยากให้สิ่งที่ผมคิดเป็นความจริง
ขออย่าให้เป็นเด็กคนนั้นเลย อยู่ๆก็มีลมพัดมาอย่าไม่มีปี่มีขลุ่ย มันหอบเอากลุ่มควันที่ปกปิดภาพสะเทือนขวัญหน้ารถออกไปจนหมด
ทำให้ผมได้เห็นอย่างเต็มตา 

ร่างที่นอนฟุบกับกระโปรงหน้ารถคันนั้น
ไม่ใช่เด็กผู้หญิงในชุดเจ้าหญิงสีฟ้า 
แต่มันเป็นหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อเชิตแขนยาวสีขาว
ที่บัดนี้ถูกย้อมไปด้วยเลือดจนกลายเป็นสีแดง 
รูปร่าง เสื้อผ้า ทรงผมแบบนี้ผมคุ้นตา
ไม่สิผมรู้จักเป็นอย่างดี จะไม่ให้รู้จักได้เยี่ยงไร
เมื่อร่างที่นอนสิ้นลมตาเบิกโพลงอยู่นั่น
คือตัวผมเอง 

ผมยืนงงอยู่นานจนกระทั่งกู้ภัยมางัดร่างของผมออกจากซากรถหลังจากช่วยเหลือคนขับออกมาแล้ว พวกเค้าเอาผมนอนลงบนฟุตบาท
มีผ้าสีขาวคลุมร่างไว้
แล้วพากันตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้ง 

อุบัติเหตุครั้งนี้ มีผู้บาดเจ็บ 1 ราย คือคนขับ
ที่ดูจากสภาพก็รู้เลยว่าเมาหนักแน่ๆ 
และผู้เสียชีวิต 1 ราย ก็คือผม
ผมที่กำลังจะไปทำงาน ผมที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
นี่ผมตายแล้วงั้นเหรอ 
ผมยังไม่ได้ทำอะไรต่อมิอะไรตั้งหลายอย่าง 

ผฃมรู้สึกโมโหมาก เดินเข้าไปหาคนขับ
กะว่าจะกระทืบให้ตายตามผมตรงนี้เดี๋ยวนี้เลย 
แต่ผมกลับทำอะไรไม่ได้ ทันทีที่ผมวาดเท้าเข้าใส่เป้าหมายคือบริเวณใบหน้าของผู้ชายคนนั้น 
เท้าผมกับกระทบใส่กำแพงที่มองไม่เห็น
ไม่ว่าผมจะพยายามยังไง ทั้งทุบ ทั้งต่อย
เอาตัวกระแทกก็ไม่สามารถทำอะไรผู้ชายคนนั้นได้เลย ผู้ชายที่ฆ่าผม 

ผมได้แต่ทรุดตัวลงกับพื้นอย่างสิ้นหวัง
อยากร้องไห้ อยากตะโกนให้เสียงดังไปถึงดาวดวงอื่น แต่ก็ไม่สามารถทำได้ สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือนั่งอยู่แบบนั้น 

"จะทำอะไรก็ไม่มีประโยชน์หรอก คนเป็นกับคนตายอยู่คนละเขต คนละห้วงเวลากัน
คุณไม่สามารทำอะไรเค้าได้หรอก คุณเอนก" 
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นด้านหลังผม
ผมรีบหันกลับไปมองว่าใครกันที่พูดกับผม
ร่างชายในชุดสูทสีดำ 2 คน ยืนยิ้มให้ผมอยู่ 

"คุณพูดกับผมเหรอ คะ คุณมองเห็นผมใช่มั๊ย" 
ผมเอ่ยถามออกไป 

หนึ่งใน 2 คนนั้นพยักหน้า
ก้าวมาด้านหน้านิดหน่อย 
ก้มศรีษะลงนิดนึงเป็นการทักทาย 
"ผมชื่อทักขิณ ส่วนนั่น อุตตร
เราทั้งสองเป็น ยมทูต"
ชายคนนั้นกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่