บทนำ
พุทธศักราช ๒๕๓๒
ดวงอาทิตย์สีแดงจวนจะลาลับขอบฟ้า หมู่นกกาสีดำบินอยู่ด้านบนกลืนไปกับผืนฟ้าสีครึ้ม มันส่งเสียงร้องดังไปทั่วบริเวณเพื่อประกาศว่าได้เวลากลับรัง
เมื่อแสงใกล้หมดบ้านทุกหลังก็จะจุดตะเกียงเจ้าพายุแล้วนำไปห้อยไว้ที่เสาไม้ของบ้านเพื่อให้ความสว่าง น้อยบ้านที่จะมีกำลังทรัพย์ติดตั้งหลอดไฟ และเพียงไม่กี่พริบตาแสงที่สว่างที่สุดก็ได้ลาลับไปแล้ว เหลือเพียงแค่เปลวเทียนที่ไสวไปตามแรงลม
ในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะปลูกบ้านทรงคล้ายกันนั่นก็คือบ้านไม้ยกสูงมีแคร่ตั้งอยู่ตรงกลางเพราะส่วนใหญ่แล้วผู้คนมักใช้ชีวิตอยู่ที่ใต้ถุนบ้านเพื่อรับลมมากกว่าจะไปทนร้อนอบอ้าวอยู่บนตัวบ้าน อีกเหตุผลก็คงจะเป็นกันพวกเล่นของต่ำ
“พ่อเมืองวันชัย อยู่เฮือนบ่” เสียงตะโกนจากหน้าบ้านทำให้ชะโงกหน้าต่างออกมาดู “เอ้อ…นวล พ่อเมืองเพิ่นอยู่เฮือนบ่ สิพาคุณหมอจากกรุงเทพมาทักทาย”
“คือมาค่ำแท้พ่อใหญ่ ถ่าเดี๋ยวเด้อจ้า พ่อเมืองเพิ่นหาสิไปอาบน้ำ” เธอเปิดหน้าต่างไปพูดคุยกับคนด้านล่าง เห็นว่ามีชายหนุ่มใส่แว่นตาผิวพรรณสะอาดสะอ้านยืนอยู่ด้วย
“จังซั่นมาส้อยถือของแหน่ เพิ่นเอาขนมจากกรุงเทพมาสวัสดีพ่อเมือง”
ไม่เกินอึดใจหญิงสาวร่างเล็กก็ลงมายังด้านล่างเพื่อรับของจากเขา ใบหน้าสวยของเธอดูเหนื่อยล้า นัยน์ตาสีโศกมองดูขนมในมือเขาด้วยความสงสัย
“ซื้อหยังมา”
“ดะ โดนัทครับ เห็นว่าเป็นเจ้าดังในตัวจังหวัดเลยซื้อมาให้ลองชิมครับ” เขายื่นของในมือให้เธอ แม้เพียงสัมผัสเล็กน้อยจากตอนที่เธอยื่นมือมารับของก็ทำให้รู้ว่ามือบางนั้นนุ่มนิ่มแค่ไหน
“จากกรุงเทพพู้นเด้นวล พ่อใหญ่ยังบ่มีวาสนาได้ชิมเลย”
“จากตัวจังหวัดนี่แหละครับ ถ้าซื้อมาจากกรุงเทพคงไม่เหลือถึงบ้านกรวด” เขาพูดเชิงขบขันแต่ก็ไม่ลืมที่จะสังเกตท่าทีคนตรงหน้าว่ารู้สึกยังไง เธอเพียงยิ้มมุมปากแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร
“บักอันนี้ชื่อคุณหมอศรุต เพิ่นสิมาประจำการอยู่โฮงหมออำเภอเฮา” เขายิ้มอย่างเป็นมิตรเพื่อทักทายเธอตรงหน้า “ส่วนอีหล่านี่ชื่อนวลเนื้อแพร เป็นลูกสาวบุญธรรมของพ่อเมือง”
“ชื่อเพราะดีนะครับ”
“พ่อเมืองคงอาบน้ำแล้วแล้ว เดี๋ยวข่อยสิไปตามให้” ว่าแล้วเธอก็เดินจ้ำอ้าวขึ้นบันได้บ้านไป
เสียงเท้าเดินย่ำบนไม้อย่างนักแน่นสื่อถึงบุคลิกนิสัยของเจ้าของฝีเท้า เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ดูน่าเคารพและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน คงเป็นเพราะแบบนี้ชาวบ้านถึงไว้วางใจให้เขาทำหน้าที่ดูแลทุกคน
เขาหยิบผ้าขาวม้าสีครามตัวโปรดขึ้นมาเชยชม มันปักลายตารางอย่างเรียบง่ายแล้วก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากผ้าขาวม้าผืนอื่นเลย แต่เขาไม่เคยใช้มัน แค่หยิบขึ้นมาดูทุกครั้งที่ต้นพยูงข้างเรือนส่งกลิ่นหอม
“ถ้าเธอรักพี่คนเดียวเรื่องทั้งหมดมันคงไม่เกิด” เขาตัดพ้อผ่านสายลมที่พัดเข้ามา เสียงนกกาเองก็เริ่มส่งเสียงร้องอีกครั้งหลังอาทิตย์ลับฟ้า
“พี่ กอม สรัน สแร็ย เผเสง เดียด” เสียงแหลมกระซิบผ่านลม มันทำให้เขาเย็นวาบไปทั้งตัว เสียงหมาเห่า ไก่ในเล้าแตกตื่น
“ใครพูด” เขาตะโกนถาม
กึก กึก กึก
“พี่ กอม สรัน สแร็ย เผเสง เดียด” เสียงนี้มันดังจนทำลายโสตประสาท เสียงฝีเท้านั้นวิ่งสะเปะสะปะไปรอบห้อง แต่จะหันไปทางไหนก็ไม่เห็นต้นตอของเสียง
“ถ้าไม่ออกมากูจะยิงเดี๋ยวนี้แหละ” เขาโมโหมากจนหยิบปืนลูกซองที่แขวนประดับบนผนังไว้มาจ่อยิงรอบทิศ
กึก กึก กึก
“อ้ายฮ้องเฮ็ดหยัง เปิดประตูให้น้องแหน่” เสียงตะโกนจากด้านหลังประตูทำให้เขาลั่นไกลหนึ่งนัดจนประตูห้องเกิดเป็นรูเสียหาย คนด้านนอกร้องลั่นด้วยความตกใจเพราะมันเฉียดหัวหล่อนไปนิดเดียว
คนที่อยู่ด้านล่างเมื่อได้ยินเสียงอึกทึกก็รีบขึ้นมาช่วยทันที เห็นเป็นนวลเนื้อแพรและผู้หญิงที่แก่กว่าเธอมากยืนขวัญเสียอยู่หน้าห้อง
“จะฆ่าเมียสุดที่รักติ อ้ายวันชัย” เสียงปริศนาถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ อีกทั่งยังหัวเราะเยาะที่เขาสติแตก
ท้ายที่สุดเขาก็เจอต้นตอของเสียงแล้ว หญิงสาวใส่ผ้าซิ่นตีนแดงเปลือยเปล่าท่อนบนเผยให้เห็นตามแผ่นหลังที่มีแผลเหวอะ เธอนั่งแกว่งเท้าอยู่บนกิ่งต้นพยูง ส่งสายตาสีแดงให้เขาด้วยความสมเพช
“ละออ…”
“เอาชีวิต ขญม โม วิง”
ความน่าเคารพนั้นได้มลายหายไปจนสิ้นเพียงเพราะได้เห็นหญิงเบื้องหน้า เขาคุกเข่าและกราบขอโทษเธอด้วยความรู้สึกผิด
“พี่ผิดไปแล้ว”
“ไม่! เอาชีวิต ขญม โม วิง”
“แล้วพี่ต้องทำยังไง ในเมื่อมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว” เขาสะอื้นจนพูดไม่เป็นภาษา
“ตาย…”
ทางด้านนอกเองก็ร้อนใจเพราะยังไม่สามารถเปิดประตูเข้าไปด้านในได้ อีกอย่างคนด้านในเขาก็เงียบไปจนผิดสังเกต
“เกิดหยังขึ้นในห้องอีพ่อล่ะแม่” ผู้มาใหม่นั้นรีบถามไถ่ หล่อนไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกลับมาจากโรงเรียนสอนเย็บผ้า พอมาถึงบ้านชาวบ้านก็พากันมายืนมุงล้อมรั้วแล้ว
“พ่อเป็นหยังกะบ่ฮู้ ยิงปืนเกือบโดนแม่” นางรีบหันไปตอบลูกสาวที่มาใหม่
“คุณหมอครับ เปิดได้บ่ครับ”
“ไม่ได้ครับ สงสัยมันจะถูกล็อกจากข้างใน” เขาพูดพลางใช้ค้อนทุบลูกบิด แต่ต่อให้ทุบสุดแรงที่มีลูกบิดก็ไม่มีแม้แต่รอย
“นวล ฟ้าวไปหาไม้มางัดประตู”
กึก…
ลูกบิดประตูถูกปลดล็อกจากทางด้านใน บานไม้ใหญ่ค่อย ๆ แง้มออกจนปรากฏภาพตรงหน้าเป็นพ่อเมืองวันชัย เขากำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเชือกที่ผูกติดกับขื่อ
“

แล้วพ่อเมือง” ชายชรารีบเข้าไปพยุงร่างของพ่อเมืองไม่ให้เชือกตึงจนหายใจไม่ออก ไม่นานนักร่างกำยำของชายวัยกลางคนก็แน่นิ่งไป “หมอ เฮ็ดจังได๋บัดทีนี้”
“หาอะไรมาตัดเชือกทีครับ”
“ช่อทิพย์ มีมีดยับติดตัวมาบ่ลูก” ทันใดนั้นหล่อนก็รีบค้นกระเป๋าดู มีพีงแต่มีดตัดด้ายที่ติดมาด้วย หล่อนเลยรีบยื่นไปให้หมอหนุ่ม
“อยู่สูงมาก ห้องนี้ไม่มีเก้าอี้ด้วย”
“นวล ให้คุณหมอเพิ่นอุ้มขึ้นไปตัดเชือก พ่อเมืองเพิ่นสิเบิ่ดแล้ว” ชายชราคนเดิมหยิบมีดไปให้เธอ ในคราแรกทั้งคู่ลังเลที่จะแตะเนื้อต้องตัวกัน แต่สุดท้ายก็ต้องทิ้งความคิดทุกอย่างเมื่อความตายมาเยือนเบื้องหน้า
เพราะนวลเนื้อแพรมีรูปร่างเล็กทำให้ต่อตัวขึ้นไปไม่ยากนัก เมื่อขึ้นไปถึงที่หมายภาพแรกที่เธอเห็นคือผู้เป็นพ่อนั้นหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เธอรีบเฉือนมีดลงบนเชือกด้วยสุดกำลังที่เธอมี
“ละออ…พี่ขอโทษนะ”
“อย่าฟ้าวเด้อพ่อ ข่อยกำลังตัดเชือก”
“ฟ้าว ๆ นวล พ่อกูสิเบิ่ดแล้ว” ช่อทิพย์ตะโกนขึ้นมา ทุกคนฝากความหวังไว้ที่เธอ การที่อยู่บนนี้มันเห็นทุกคน ทั้งคนตรงนี้และชาวบ้านที่มายืนดูสถานการณ์
ตุบ…
ร่างของชายอกสามศอกร่วงลงมากองที่พื้น มันเลยทำให้เธอได้เห็นต้นพยูงที่ปลูกไว้ข้างเรือน มันพลิ้วไหวไปตามลมราวกับว่ามันมีชีวิต กลิ่นหอมของดอกพยูงนั้นโชยเข้าจมูกเหมือนมันกำลังจะทักทายเธอ
“เนียงละออ…”
“นวลเป็นอะไรไหม” ศรุตวางเธอลงก่อนจะสำรวจไปตามร่างกายของหญิงสาวว่าบาดเจ็บอะไรหรือเปล่า เพราะอยู่ ๆ เธอก็นิ่งไป “เดี๋ยวผมขอดูอาการพ่อเมืองก่อนนะ”
“หมอ! พ่อเมืองบ่หายใจแล้ว” พอรู้ข่าวร้ายทั้งภรรยาและลูกสาวอย่างช่อทิพย์ก็ร้องไห้ออกมาอย่างใจสลาย พวกเธอกรีดร้องปานจะขาดใจ แต่กลับกันนั้นนวลเนื้อแพรกลับยืนนิ่งและมองออกไปนอกหน้าต่าง
“กรรมเฮย แซน กรรม…” นวลเนื้อแพรพูดพลางมองมาที่ผู้เป็นพ่อที่นอนให้หมอศรุตปั๊มหัวใจ
โปรดติดตามตอนต่อไป…
นิยายลี้ลับที่ไม่มีชื่อเรื่อง
พุทธศักราช ๒๕๓๒
ดวงอาทิตย์สีแดงจวนจะลาลับขอบฟ้า หมู่นกกาสีดำบินอยู่ด้านบนกลืนไปกับผืนฟ้าสีครึ้ม มันส่งเสียงร้องดังไปทั่วบริเวณเพื่อประกาศว่าได้เวลากลับรัง
เมื่อแสงใกล้หมดบ้านทุกหลังก็จะจุดตะเกียงเจ้าพายุแล้วนำไปห้อยไว้ที่เสาไม้ของบ้านเพื่อให้ความสว่าง น้อยบ้านที่จะมีกำลังทรัพย์ติดตั้งหลอดไฟ และเพียงไม่กี่พริบตาแสงที่สว่างที่สุดก็ได้ลาลับไปแล้ว เหลือเพียงแค่เปลวเทียนที่ไสวไปตามแรงลม
ในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะปลูกบ้านทรงคล้ายกันนั่นก็คือบ้านไม้ยกสูงมีแคร่ตั้งอยู่ตรงกลางเพราะส่วนใหญ่แล้วผู้คนมักใช้ชีวิตอยู่ที่ใต้ถุนบ้านเพื่อรับลมมากกว่าจะไปทนร้อนอบอ้าวอยู่บนตัวบ้าน อีกเหตุผลก็คงจะเป็นกันพวกเล่นของต่ำ
“พ่อเมืองวันชัย อยู่เฮือนบ่” เสียงตะโกนจากหน้าบ้านทำให้ชะโงกหน้าต่างออกมาดู “เอ้อ…นวล พ่อเมืองเพิ่นอยู่เฮือนบ่ สิพาคุณหมอจากกรุงเทพมาทักทาย”
“คือมาค่ำแท้พ่อใหญ่ ถ่าเดี๋ยวเด้อจ้า พ่อเมืองเพิ่นหาสิไปอาบน้ำ” เธอเปิดหน้าต่างไปพูดคุยกับคนด้านล่าง เห็นว่ามีชายหนุ่มใส่แว่นตาผิวพรรณสะอาดสะอ้านยืนอยู่ด้วย
“จังซั่นมาส้อยถือของแหน่ เพิ่นเอาขนมจากกรุงเทพมาสวัสดีพ่อเมือง”
ไม่เกินอึดใจหญิงสาวร่างเล็กก็ลงมายังด้านล่างเพื่อรับของจากเขา ใบหน้าสวยของเธอดูเหนื่อยล้า นัยน์ตาสีโศกมองดูขนมในมือเขาด้วยความสงสัย
“ซื้อหยังมา”
“ดะ โดนัทครับ เห็นว่าเป็นเจ้าดังในตัวจังหวัดเลยซื้อมาให้ลองชิมครับ” เขายื่นของในมือให้เธอ แม้เพียงสัมผัสเล็กน้อยจากตอนที่เธอยื่นมือมารับของก็ทำให้รู้ว่ามือบางนั้นนุ่มนิ่มแค่ไหน
“จากกรุงเทพพู้นเด้นวล พ่อใหญ่ยังบ่มีวาสนาได้ชิมเลย”
“จากตัวจังหวัดนี่แหละครับ ถ้าซื้อมาจากกรุงเทพคงไม่เหลือถึงบ้านกรวด” เขาพูดเชิงขบขันแต่ก็ไม่ลืมที่จะสังเกตท่าทีคนตรงหน้าว่ารู้สึกยังไง เธอเพียงยิ้มมุมปากแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร
“บักอันนี้ชื่อคุณหมอศรุต เพิ่นสิมาประจำการอยู่โฮงหมออำเภอเฮา” เขายิ้มอย่างเป็นมิตรเพื่อทักทายเธอตรงหน้า “ส่วนอีหล่านี่ชื่อนวลเนื้อแพร เป็นลูกสาวบุญธรรมของพ่อเมือง”
“ชื่อเพราะดีนะครับ”
“พ่อเมืองคงอาบน้ำแล้วแล้ว เดี๋ยวข่อยสิไปตามให้” ว่าแล้วเธอก็เดินจ้ำอ้าวขึ้นบันได้บ้านไป
เสียงเท้าเดินย่ำบนไม้อย่างนักแน่นสื่อถึงบุคลิกนิสัยของเจ้าของฝีเท้า เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ดูน่าเคารพและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน คงเป็นเพราะแบบนี้ชาวบ้านถึงไว้วางใจให้เขาทำหน้าที่ดูแลทุกคน
เขาหยิบผ้าขาวม้าสีครามตัวโปรดขึ้นมาเชยชม มันปักลายตารางอย่างเรียบง่ายแล้วก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากผ้าขาวม้าผืนอื่นเลย แต่เขาไม่เคยใช้มัน แค่หยิบขึ้นมาดูทุกครั้งที่ต้นพยูงข้างเรือนส่งกลิ่นหอม
“ถ้าเธอรักพี่คนเดียวเรื่องทั้งหมดมันคงไม่เกิด” เขาตัดพ้อผ่านสายลมที่พัดเข้ามา เสียงนกกาเองก็เริ่มส่งเสียงร้องอีกครั้งหลังอาทิตย์ลับฟ้า
“พี่ กอม สรัน สแร็ย เผเสง เดียด” เสียงแหลมกระซิบผ่านลม มันทำให้เขาเย็นวาบไปทั้งตัว เสียงหมาเห่า ไก่ในเล้าแตกตื่น
“ใครพูด” เขาตะโกนถาม
กึก กึก กึก
“พี่ กอม สรัน สแร็ย เผเสง เดียด” เสียงนี้มันดังจนทำลายโสตประสาท เสียงฝีเท้านั้นวิ่งสะเปะสะปะไปรอบห้อง แต่จะหันไปทางไหนก็ไม่เห็นต้นตอของเสียง
“ถ้าไม่ออกมากูจะยิงเดี๋ยวนี้แหละ” เขาโมโหมากจนหยิบปืนลูกซองที่แขวนประดับบนผนังไว้มาจ่อยิงรอบทิศ
กึก กึก กึก
“อ้ายฮ้องเฮ็ดหยัง เปิดประตูให้น้องแหน่” เสียงตะโกนจากด้านหลังประตูทำให้เขาลั่นไกลหนึ่งนัดจนประตูห้องเกิดเป็นรูเสียหาย คนด้านนอกร้องลั่นด้วยความตกใจเพราะมันเฉียดหัวหล่อนไปนิดเดียว
คนที่อยู่ด้านล่างเมื่อได้ยินเสียงอึกทึกก็รีบขึ้นมาช่วยทันที เห็นเป็นนวลเนื้อแพรและผู้หญิงที่แก่กว่าเธอมากยืนขวัญเสียอยู่หน้าห้อง
“จะฆ่าเมียสุดที่รักติ อ้ายวันชัย” เสียงปริศนาถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ อีกทั่งยังหัวเราะเยาะที่เขาสติแตก
ท้ายที่สุดเขาก็เจอต้นตอของเสียงแล้ว หญิงสาวใส่ผ้าซิ่นตีนแดงเปลือยเปล่าท่อนบนเผยให้เห็นตามแผ่นหลังที่มีแผลเหวอะ เธอนั่งแกว่งเท้าอยู่บนกิ่งต้นพยูง ส่งสายตาสีแดงให้เขาด้วยความสมเพช
“ละออ…”
“เอาชีวิต ขญม โม วิง”
ความน่าเคารพนั้นได้มลายหายไปจนสิ้นเพียงเพราะได้เห็นหญิงเบื้องหน้า เขาคุกเข่าและกราบขอโทษเธอด้วยความรู้สึกผิด
“พี่ผิดไปแล้ว”
“ไม่! เอาชีวิต ขญม โม วิง”
“แล้วพี่ต้องทำยังไง ในเมื่อมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว” เขาสะอื้นจนพูดไม่เป็นภาษา
“ตาย…”
ทางด้านนอกเองก็ร้อนใจเพราะยังไม่สามารถเปิดประตูเข้าไปด้านในได้ อีกอย่างคนด้านในเขาก็เงียบไปจนผิดสังเกต
“เกิดหยังขึ้นในห้องอีพ่อล่ะแม่” ผู้มาใหม่นั้นรีบถามไถ่ หล่อนไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกลับมาจากโรงเรียนสอนเย็บผ้า พอมาถึงบ้านชาวบ้านก็พากันมายืนมุงล้อมรั้วแล้ว
“พ่อเป็นหยังกะบ่ฮู้ ยิงปืนเกือบโดนแม่” นางรีบหันไปตอบลูกสาวที่มาใหม่
“คุณหมอครับ เปิดได้บ่ครับ”
“ไม่ได้ครับ สงสัยมันจะถูกล็อกจากข้างใน” เขาพูดพลางใช้ค้อนทุบลูกบิด แต่ต่อให้ทุบสุดแรงที่มีลูกบิดก็ไม่มีแม้แต่รอย
“นวล ฟ้าวไปหาไม้มางัดประตู”
กึก…
ลูกบิดประตูถูกปลดล็อกจากทางด้านใน บานไม้ใหญ่ค่อย ๆ แง้มออกจนปรากฏภาพตรงหน้าเป็นพ่อเมืองวันชัย เขากำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเชือกที่ผูกติดกับขื่อ
“
“หาอะไรมาตัดเชือกทีครับ”
“ช่อทิพย์ มีมีดยับติดตัวมาบ่ลูก” ทันใดนั้นหล่อนก็รีบค้นกระเป๋าดู มีพีงแต่มีดตัดด้ายที่ติดมาด้วย หล่อนเลยรีบยื่นไปให้หมอหนุ่ม
“อยู่สูงมาก ห้องนี้ไม่มีเก้าอี้ด้วย”
“นวล ให้คุณหมอเพิ่นอุ้มขึ้นไปตัดเชือก พ่อเมืองเพิ่นสิเบิ่ดแล้ว” ชายชราคนเดิมหยิบมีดไปให้เธอ ในคราแรกทั้งคู่ลังเลที่จะแตะเนื้อต้องตัวกัน แต่สุดท้ายก็ต้องทิ้งความคิดทุกอย่างเมื่อความตายมาเยือนเบื้องหน้า
เพราะนวลเนื้อแพรมีรูปร่างเล็กทำให้ต่อตัวขึ้นไปไม่ยากนัก เมื่อขึ้นไปถึงที่หมายภาพแรกที่เธอเห็นคือผู้เป็นพ่อนั้นหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เธอรีบเฉือนมีดลงบนเชือกด้วยสุดกำลังที่เธอมี
“ละออ…พี่ขอโทษนะ”
“อย่าฟ้าวเด้อพ่อ ข่อยกำลังตัดเชือก”
“ฟ้าว ๆ นวล พ่อกูสิเบิ่ดแล้ว” ช่อทิพย์ตะโกนขึ้นมา ทุกคนฝากความหวังไว้ที่เธอ การที่อยู่บนนี้มันเห็นทุกคน ทั้งคนตรงนี้และชาวบ้านที่มายืนดูสถานการณ์
ตุบ…
ร่างของชายอกสามศอกร่วงลงมากองที่พื้น มันเลยทำให้เธอได้เห็นต้นพยูงที่ปลูกไว้ข้างเรือน มันพลิ้วไหวไปตามลมราวกับว่ามันมีชีวิต กลิ่นหอมของดอกพยูงนั้นโชยเข้าจมูกเหมือนมันกำลังจะทักทายเธอ
“เนียงละออ…”
“นวลเป็นอะไรไหม” ศรุตวางเธอลงก่อนจะสำรวจไปตามร่างกายของหญิงสาวว่าบาดเจ็บอะไรหรือเปล่า เพราะอยู่ ๆ เธอก็นิ่งไป “เดี๋ยวผมขอดูอาการพ่อเมืองก่อนนะ”
“หมอ! พ่อเมืองบ่หายใจแล้ว” พอรู้ข่าวร้ายทั้งภรรยาและลูกสาวอย่างช่อทิพย์ก็ร้องไห้ออกมาอย่างใจสลาย พวกเธอกรีดร้องปานจะขาดใจ แต่กลับกันนั้นนวลเนื้อแพรกลับยืนนิ่งและมองออกไปนอกหน้าต่าง
“กรรมเฮย แซน กรรม…” นวลเนื้อแพรพูดพลางมองมาที่ผู้เป็นพ่อที่นอนให้หมอศรุตปั๊มหัวใจ
โปรดติดตามตอนต่อไป…