🙏ทรง 👻สิง 🔥สถิต

ทรง  สิง  สถิต

การสื่อสารกับจิตวิญญาณจากต่างมิติ ที่อยู่กับวัฒนธรรมมนุษย์มาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์

-พระคัมภีร์ ไม่เคยปฎิเสธ การเข้าทรง หรือการเข้าสิงของผีหรือวิญญาณ พระคัมภีร์ยอมรับว่ามีจริง แต่ห้ามผู้เชื่อในพระเจ้าเกี่ยวข้อง

-การเป็นคนทรงในทางศาสนศาสตร์ไม่ได้ต้องให้วิญญาณเข้าร่างเสมอไป

-ในละครบุพเพสันนิวาส โดยทางเทคนิค ถือว่า เกศสุรางค์ เข้าทรงหรือเข้าสิงร่างแม่การะเกด

-ประสบการณ์จริงของผู้เขียนกับการเข้าทรง เข้าสิง ของวิญญาณ และการขับไล่ โดยบาทหลวงคาทอลิก และศาสนจารย์โปรแตสแตนท์



----------------------------------

     ในพระคัมภีร์ 800ปีก่อนคศ. บันทึกเหตุการณ์ที่กษัตริย์ซาอูล ใช้หญิงคนทรงเพื่อสอบถามประกาศกซามูเอล ซึ่งตายไปแล้ว อ่านละเอียดได้ใน 1 ซามูเอลบทที่ 28 ในที่นี้จะคัดบางส่วนของบทนี้เพื่อไม่ยาวเกินไป

ซาอูลจึงปลอมพระองค์โดยสวมเสื้อผ้าของผู้อื่นไปที่บ้านของหญิงคนทรงในเวลากลางคืน มีผู้ติดตามสองคน ซาอูลตรัสว่า “เราอยากจะพูดกับวิญญาณผู้ตายคนหนึ่ง จงเรียกเขามาตามที่เราเอ่ยชื่อ”

หญิงนั้นจึงถามว่า “จะให้เรียกใครขึ้นมา?”

ซาอูลตรัสว่า “ให้เรียกซามูเอลขึ้นมา”

นางทูลว่า “หม่อมฉันเห็นวิญญาณดวงหนึ่งขึ้นมาจากแผ่นดิน”
“ชายชราสวมเสื้อคลุมคนหนึ่งกำลังขึ้นมา”

ซาอูลจึงทรงทราบว่าเป็นซามูเอล และหมอบกราบซบพระพักตร์ลงกับพื้น

ซามูเอลถามว่า “ทำไมท่านจึงมารบกวนและเรียกเรากลับมาอีก?”

ซาอูลตรัสตอบว่า “ข้าพเจ้ากำลังเดือดร้อนมาก ชาวฟีลิสเตียรบกับข้าพเจ้าอยู่ และพระเจ้าทรงละทิ้งข้าพเจ้า พระองค์ไม่ทรงตอบเลย ไม่ว่าทางผู้เผยพระวจนะหรือความฝัน ข้าพเจ้าจึงเรียกท่านมาเพื่อถามว่าควรทำอย่างไร”

------------------------------------

     วิชาศาสนศาสตร์ได้แบ่งการสื่อสารกับจิตวิญญาณไว้หลายระดับหลายแบบ ซึ่งรวมๆจะใช้คำว่า Mediumship หรือ สื่อวิญญาณ

     ดังนั้นจะญาณทิพย์ จิตสัมผัส เข้าทรง ได้ยินเสียง สื่อสารความรู้สึก มองเห็นผี ฯลฯ ตั่งต่าง เรียกรวมๆว่า เป็นการสื่อสารกับวิญญาณหรือจิตในอีกมิติ(Mediumship)

     ซึ่งในการเป็นร่างทรงจัดเป็นชนิด Channeling คือให้วิญญาณยืมร่างกายเป็นช่องทางในการทำสิ่งต่างๆ

     ในกรณีของซาอูลและหญิงคนทรงข้างต้นไม่ใช่การเข้าร่างทรงแต่เป็น การสื่อจิตหรือจิตสัมผัส (Mental mediumship) คือวิญญาณไม่ได้เข้าร่างคนสื่อ แต่คนสื่อ เห็น สัมผัส และได้ยินเสียงของวิญญาณ แล้วบอกต่อให้คนอื่น

     ซึ่งเมื่อพูดถึงอีกรูปแบบที่คล้ายกันมากคือการสิง (Possession) ความต่างระหว่างทรงและสิง คือ การทรงนั้นมักเป็นการอนุญาตของร่างนั้นในการยืมใช้ร่างตน แต่การสิง มักเป็นการบังคับเข้ามายึดร่างแม้เจ้าของร่างนั้นจะไม่ยินยอม แต่ลักษณะนั้นจะเหมือนกันคือสามารถพูด ทำ คิด แสดงออก บุคลิก เป็นวิญญาณหรือจิตที่มาเข้าร่างนั้นทั้งหมด ส่วนวิญญาณเจ้าของจะสูญเสียสติสัมปชัญญะไปชั่วคราวจะไม่รู้ว่าร่างตนทำอะไรลงไปพูดอะไรออกไปในช่วงนั้น

     ดังนั้นในละครบุพเพสันนิวาส โดยทางเทคนิค ถือว่า เกศสุรางค์ เข้าทรงหรือเข้าสิงร่างแม่การะเกดอย่างชัดเจน

------------------------------------

การสถิต(be with)

     แม้พระคัมภีร์จะกล่าวไว้หลายช่วงตอนถึงพลังอำนาจของพระเจ้าในการขับไล่ปีศาจที่มาสิงคน หรือขับไล่วิญญาณเทพออกจากร่างทรง แต่เราพบว่า พระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งคือพระจิตเจ้า(พระวิญญาณบริสุทธิ์) จะไม่สิง(Possession) หรือยึดร่างกายใครเลย และแม้ในกรณีพระจิตเจ้าเต็มเปี่ยม(fill) เช่นนางเอลิซาเบธ ก็เป็นลักษณะของการประทานปรีชาญาณและความเข้าใจในการรู้ว่ามารีย์เป็น"มารดาพระเจ้า"และบุตรในครรภ์คือ"พระผู้ไถ่" แก่เอลิซาเบธไม่ได้ทำให้เธอขาดสติไป

     และในครั้งที่พระจิตของพระเจ้าเสด็จมายังมารีย์ในการปฎิสนธิพระเยซูคริสต์เอง ทูตสวรรค์ก็ใช้คำว่า
-พระเจ้าสถิตกับท่าน(Lord is with you)
-พระจิต(พระวิญญาณ)จะเสด็จมาเหนือท่าน(come upon)
-พลังอำนาจของพระเจ้าจะปกคลุมท่าน(overshadow)

     ซึ่งในการสถิตของพระเจ้านั้น จะคุ้มครองโดยไม่ยึดครอง และยังให้ อิสระ และเคารพในสิทธิ์เหนือร่างกายของมนุษย์ผู้นั้นอย่างเต็มที่

-----------------------------------

ประสบการณ์ส่วนตัวในการเผชิญหน้ากับร่างทรงและการเข้าสิง 

     เมื่อราว7-8ปีก่อน น้องคาทอลิกคนหนึ่ง ได้ปรึกษากับผมในปัญหาของเขาคือ เขากำลังจะถูกยึดร่างไปเป็นร่างทรง โดยจิตวิญญาณนั้นบอกว่าตนเองคือ ฉีเทียนต้าเซิ้น หรือ เห้งเจีย

-น้องคนนี้เป็นนักศึกษานิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรัฐชื่อดัง
-เขาไม่ใช่คนเชื่ออะไรง่ายๆ ก่อนล้างบาปมักสอบถามคำถามต่างๆแบบคนสมัยใหม่หรือคนสงสัยพระเจ้าชอบถามกัน
-มีความเป็นตัวของตัวเองสูงไม่ใช่คนจิตอ่อน
-สมัยยังวัยรุ่น พี่ๆที่เคยให้คำปรึกษาเขาทั้งคาทอลิกและโปรแตสแตนท์พูดกันว่าน้องจัดเป็นเด็กที่เกรียนในระดับหนึ่ง

     ส่วนผมรู้จักเขาดีพอที่จะรู้ว่า เขาไม่ได้ป่วยจิต และเขาพูดจริงหรือโกหก ตอนที่เขาปรึกษาเรื่องนี้ เขาเล่าว่า เขาได้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่ใช่ศาสนาคริสต์ และถลำลึกไปมากจนถึงจุดที่ได้ยินเสียงของบางสิ่งที่ขอให้เขาเป็นร่างทรง โดยบอกว่าจะแลกเปลี่ยนกับความร่ำรวยและความสำเร็จ แล้วเขาเกิดตอบรับในใจนั้นเอง แล้วจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่บางช่วงเวลาร่างกายทำอะไรไปโดยเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ เขากลัวมาก เขาบอกกับผมว่า คิดถึงพระเจ้าขึ้นมา พระเจ้าไม่เคยทำแบบนี้กับเขาเลยไม่เคยบังคับหรือยึดร่างกายเขาไปแบบนี้เลย เขาคิดถึงผมและขอให้ผมหาทางช่วย ผมบอกว่าสงสัยเราคงต้องทำการขับไล่นะเพราะเราเป็นคริสต์แล้วล้างบาปแล้ว เราเป็นของพระเจ้าแล้ว จิตวิญญาณไหนๆจะมาทำกับเราแบบนี้ไม่ได้ ขณะที่คุยกันเขาบอกรู้สึกมึนเหมือนจะหมดสติ แล้วตาของเขาก็น่ากลัวมาจ้องผมแบบตาขวางเหมือนโกรธแค้นชั่วระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาปกติ ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่ตัวเขาเลย

     ผมติดต่อคุณพ่อท่านหนึ่งซึ่งรู้จักเราสองคน และเข้าใจยอมรับฟังเรื่องของเรา และติดต่อศาสนจารย์ท่านหนึ่งซึ่งรู้จักสนิทสนมกับเราสองคนเป็นอย่างดี ทั้งสองท่านเป็นสายคาริสมาติก ซึ่งเคยผ่านเหตุการณ์ขับผีมาแล้ว

     เราจึงนัดหมายกันในสถานที่แห่งหนึ่ง โดยมีบาทหลวงคาทอลิกและศาสนจารย์โปรแตสแตนท์ จะร่วมกันขับจิตวิญญาณที่พยายามยึดร่างของเขาพร้อมกัน นี่อาจนับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์โลกเลยก็ว่าได้ที่นักบวชคาทอลิกและศาสนจารย์โปรแตสแตนท์ร่วมกันจับมือกันต่อสู้กับศัตรูเดียวกัน เพื่อช่วยคนๆเดียวกัน ไม่ใช่สู้กันเอง

     ผมขอสรุปเหตุการณ์เป็นลำดับดังนี้

-เริ่มวจนพิธีกรรม ผมได้รับมอบหมายให้อ่านพระคัมภีร์ ตอนนั้นผมตั้งใจว่า ผมจะอ่านให้จิตนั้นฟังเพื่อจิตนั้นจะได้รู้จักพระเจ้า ด้วยการอ่านพระคัมภีร์โดยผมซึ่งเป็นคนธรรมดาสามัญ ก็ทำให้จิตนั้นแสดงตน ภาษาไทยว่าของขึ้น ร่างเริ่มตาขวาง แล้วกำมือทุบพื้น(กระเบื้อง)อย่างแรงแบบสุดแรงเกิดรัวๆหลายที เหมือนโกรธที่ได้ยินเรื่องในพระคัมภีร์ ผมตกใจมากเพราะระดับการทุบกำปั้นสุดแรงไม่ยั้งแบบนั้นหลายครั้งน่าจะกระดูกแตกหักได้ ผมจึงยิ่งอ่านเสียงดังต่อสู้ จิตนั้นก็ยิ่งโกรธทุบใหญ่ พออ่านจบก็เหมือนเขาก็อาการเบาลงผมแอบดูข้อนิ้วของเขา ปกติมากไม่มีแม้รอยแดงหรือฟกช้ำ

-ศาสนจารย์โปรแตสแตนท์ไล่ผีสไตล์โปรแตสแตนท์ ขอขับไล่เจ้า ขอสั่งเจ้าในนามเยซูชาวนาซาเรท พูดซ้ำ สั่งหลายรอบ เขาก็จะดิ้นรนต่างๆเหมือนเสียงหรือคำพูดเหล่านี้ทรมานเขา

-คุณพ่อสาดน้ำเสกไปเขาจะสะดุ้งตัวร้องโอดโอยเหมือนโดนแส้เฆี่ยน

-คุณพ่อเอาสโตลามาสัมผัสร่างเขา ก็แหกปากร้องดัง

-การขับไล่ดำเนินไป เราพบว่า จิตวิญญาณนั้นไม่ใช่ลิงหรือเห้งเจีย แต่มีวิญญาณ3ดวง คือ วิญญาณเด็ก เพราะเขาลงไปนอนดิ้นร้องไห้งอแงแบบเด็กๆเวลาอยากได้ของเล่นเลย แล้วนิ่งไป สักพักก็ขึ้นมาหัวเราะเสียงดังแบบชายในหนังจีน แล้วก็ซบไป จากนั้นจึงเป็นเสียงคนแก่นอนร้อง ไอหย่าๆ แบบคนจีนสมัยก่อน ในระหว่างนี้เรายังขับไล่กันไม่หยุดเช่นกัน จนเขาได้สติกลับคืนมาหมด

-หลังจากนั้นเขากลับมาแก้บาปรับศีล และอยู่ดีมีสุขไม่มีปัญหานี้อีกเลยจนปัจจุบัน

-ถ้าคิดว่าเขาโกหก ผมไม่รู้ว่าคนหนุ่ม ฉลาด การศึกษาดี จะมาโชว์แสดงอะไรน่าอายต่อหน้าคนทำไม ผมลองลงมะแหงกที่พื้นบ้างเบาๆยังเจ็บคิดถึงสมัยนักเรียนโดนลงโทษให้เคาะกระดานดำ นี่ฟาดลงไปสุดเอื้อมทั้งสองมือทำไมไม่เป็นไรเลยแล้วหลังจากผีออกหมดก็ไม่รู้สึกอะไรด้วย

-ถ้าคิดว่าเข้าบ้า เขาไม่เคยไปหาหมอจิตเวชทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์นี้ เพื่อรักษาทางการแพทย์เลย แล้วนี่จะ10ปีแล้วเขาไม่มีอาการพวกนี้อีกเลย ตอนนี้หน้าที่การงานดีมากมีครอบครัวดีมาก เหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

     ดังนั้นจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาตัวเอง ผมเชื่อว่า

-การที่วิญญาณเข้าร่างคนมีจริง

-ซึ่งแม้ร่างทรงมีจริง แต่ผมก็ไม่รู้ว่า ทุกร่างทรงเป็นเทพเจ้าที่เขาอ้างไหม

-ผมเชื่อว่าคนที่แสดงหรือหลอกคนก็มี เพราะเคยเห็นเช่นกัน

-ผมเชื่อว่าคนที่แค่มีอาการทางจิตก็มี เพราะเคยเห็นเช่นกันและแนะนำไปหาหมอแล้วก็หายแล้ว

-ผมเคยพบคนที่ไม่ได้ถึงกับมีอาการทางจิตแต่หลอกตัวเองมากจนเชื่อไปจริงๆ เขาอยากมีอะไรพิเศษจริงๆ

-ผมเห็นว่า แม้คนที่เชื่อพระเจ้า แต่ก็อาจเปิดโอกาสให้จิตต่างๆมาเกี่ยวข้องโดยประมาทหรือไม่รู้ตัวหรือใดๆ ผมเชื่อว่านี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ศาสนาคริสต์ ห้ามเราเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้

-ผมเห็นว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่มาก พระจิตหรือพระวิญญาณแม้คาทอลิกกับโปรแตสแตนท์เรียกต่างกัน แต่พระองค์ก็อยู่กับเราโดยไม่แยกนิกายและไม่ได้แคร์ว่าเราจะเรียกพระองค์ว่าอะไร

-และแม้พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ และทรงปรารถนาจะอยู่กับเราเสมอ แต่พระองค์กลับเคารพในสิทธิเสรีภาพของเราอย่างยิ่ง ไม่เคยมายึดครองร่างกายเราไปทำอะไรเลย แม้แต่จะยึดไปทำความดีก็ตาม แต่ให้เราทำด้วยความเต็มใจของเราเองโดยไม่บังคับขืนใจเราเลย

-บางครั้งพระเจ้าก็ให้เรื่องบางอย่างที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับเราไม่ใช่ว่าไม่รักหรือทอดทิ้งเรา แต่ก็เพื่อ "การนี้เกิดขึ้นเพื่อสำแดงพระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของเขา(ยอห์น 9:3)

ภาพ- La Sorcière d'Endor โดย Andrey Yefimovich Martynov (1768-1826)

Cr. https://www.facebook.com/holysmn

CR. : https://www.facebook.com/photo?fbid=2123571034337367&set=a.882612015099948
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ศาสนาคริสต์ คัมภีร์ไบเบิล
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่