เมื่อเจ้าของสเปริ์มอยากเป็นพ่อ (แต่มันเป็นแค่คำโกหก)

-สรรพนามเจ้าของสเปิร์มถูกต้อง/ตรงตามความเป็นจริงที่สุดชาย-หญิงมีเพศสัมพันธ์กัน/ตั้งครรภ์/ผู้ชายไม่เคยส่งเสียและเคยออกปากว่าไม่ใช่ลูก

หมายเหตุ: เราใช้ชีวิตที่ต่างประเทศมากกว่าครึ่งชีวิตที่ผ่านมาไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนไทยมากนักการใช้ภาษาไทย/ใช้คำอาจจะมีแปร่งหูบ้างขออภัยไว้ ณ ที่นี้

เราพบกับเขาและตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมมันเป็นความผิดพลาดของวัยรุ่นแต่เราก็รับผิดชอบเลี้ยงลูกด้วยตนเองโดยไม่เคยรบกวนใครไม่ว่าจะเป็นญาติฝ่ายไหนหรือแม้แต่ตัวเจ้าของสเปิร์มเอง

เราอดทนอิ่มบ้างอดมากกว่าแต่ก็สู้ยิบตาเลี้ยงลูกจนเติบโตเราไม่เคยปิดบังเรื่องเจ้าของสเปิร์มและที่สำคัญไม่เคยให้ลูกรับรู้ด้านไม่ดีเกี่ยวกับเขาและครอบครัวเขาเลยไม่มีแม้แต่คำเดียว

สาเหตุที่เลิกกันเพราะเขาทำร้ายเราโดยมีครอบครัวของเขารวมทั้งคนเป็นแม่ยืนดูโดยไม่มีการขัดขวางห้ามปรามหนำซ้ำพอเขารามือแม่เขาพูดออกมาว่า“ดีแล้วที่มัน(หมายถึงเขา)ไม่เตะซ้ำ)”

ณ วินาทีนั้นเราบอกกับตัวเองว่าเราไม่ต้องการให้ลูกที่เรารักมากต้องรับรู้พฤติกรรมเหล่านี้เราตัดสินใจเด็ดขาดที่จะไม่อยู่กับเขาแต่การที่จะพาลูกออกมามันไม่ใช่เรื่องง่ายเราต้องคิดต้องวางแผนอย่างหนักผู้หญิงอายุ20ต้นๆตัวคนเดียวลูกวัยไม่ถึงขวบและไม่มีเงิน

โดยนิสัยส่วนตัวเราเป็นคนไม่พูดเรื่องทั้งหมดครอบครัวเราไม่มีเคยมีใครได้รับรู้อะไรทั้งสิ้นพ่อแม่เราก็ไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวระหว่างเรากับเขาจนท่านทั้งสองเสียชีวิตไปเป็นสิบๆปีแล้วโดยไม่เคยรู้ว่าลูกสาวโดนทำร้าย

เราต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักก้มหน้าก้มตาเลี้ยงลูกโดยไม่เคยสนใจใครทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อลูกทุกลมหายใจเข้าออกคือลูกเราทำงานทุกอย่างที่ถูกต้องตามกฎหมายและขนบธรรมเนียมเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงลูก20+ปีผ่านไปลูกเราโตและรับผิดชอบตัวเองด้วยความเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวตัวคนเดียวจริงๆลูกซึมซับความแกร่งความอดทนพึ่งพาตนเองได้และเป็นบุคคลคุณภาพของสังคมนี่คือสิ่งภูมิใจที่สุดของคนเป็นแม่ความสำเร็จสูงสุดของผู้หญิงคนหนึ่งทั้งหมดนี้เราต่อสู้ฟันฝ่ามาด้วยหนึ่งสมองกับสองมือไม่มีญาติไม่เคยมีปู่มีย่า

แต่แล้ววันหนึ่งเจ้าของสเปิร์มก็ปรากฏขึ้นและอยากมีตัวตนในฐานะพ่อ(ภายหลังเราได้รู้ว่ามันเป็นแต่งเรื่องการโกหก)

การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมันยุ่งยากวุ่นวายจนลืมทุกสิ่งทุกอย่างลืมคนให้สเปิร์มลืมไปแม้กระทั่งว่าตัวเองมีทรัพย์สินไว้ที่บ้านของเขาสิ่งเดียวที่มีสมองคือต้องพาลูกไปให้ไกลความเลวร้ายที่เกิดขึ้นเหตุการณ์เขาทำร้ายเรามันฝังใจและหลอกหลอนเรามาตลอดและมีอนาคตที่ดีให้จงได้เราโดนทำร้ายเราทนได้แต่จะไม่มีทางให้ใครมาทำร้ายลูกอย่างเด็ดขาด

เราเป็นแม่ที่รักลูกมากเจ้าของสเปิร์มถึงขั้นออกปากกับครอบครัวถึงเขาเรื่องนี้

หลังจากโดนเขาทำร้ายเราออกจากบ้านเขาและไปทำงานส่งเงินกลับบ้านให้แม่เขาซึ่งเป็นคนดูแลลูกเราทุกเดือนโดยไม่เคยขาดเราไม่เคยเอาเรื่องส่วนตัวไปเล่าในที่ทำงานการที่เราลาหยุดทุกเดือนเป็นที่สงสัยของหัวหน้างานซึ่งเป็นชาวต่างชาติและได้เรียกตัวเข้าออฟฟิศเพื่อสอบถามจึงได้รับรู้เรื่องภาระลูกและเหตุผลที่ลางานบ่อยก็เพื่อไปเยี่ยมลูก

ครั้งหนึ่งที่เราไปเยี่ยมลูกแม่ของเขาได้เอ่ยปากบอกเล่าเรื่องเงินที่เราส่งไปให้; เขาได้เอาไปซื้อที่ดินไว้ด้วยความอ่อนต่อโลกและตัวตนความเป็นGoal oriented เรามุ่งมั่นที่จะพาลูกออกมาจากครอบครัวเขาเรื่องทรัพย์สินจึงไม่ได้ใส่ใจมากนักแม่เขาพาไปชี้ให้ดูที่ที่ซื้อด้วยเงินส่วนตัวของเราเราก็แค่รับรู้และยังคงเงียบไม่ปริปากในหัวนึกถึงแต่เป้าหมายสำคัญกว่าที่รออยู่

ในที่สุดเราก็พาลูกออกมาได้สำเร็จ
เราหอบหิ้วลูกกลับบ้านมีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าของลูกใบเดียวและตะกร้าใส่ของเด็กอ่อนหนึ่งใบพาลูกอายุไม่ถึงขวบขึ้นรถไฟจากภาคหนึ่งไปสู่อีกภาคของประเทศกลับถึงบ้านพ่อแม่เราเหลือเงินติดตัวอยู่172 บาทตัวเลขนี้เราจะจดจำไปจนตาย

ทุกอย่างผ่านพ้นไปยากลำบากแค่ไหนlives must go on

ผู้หญิงไทยมีโอกาสไปใช้ต่างประเทศแบ่งออกเป็น2-3กลุ่มใหญ่ๆ1. ไปทำงาน2. ไปเรียนต่อ3. มีสามีเป็นชาวต่างชาติ
เราอยู่ในกลุ่มแรกดิ้นรนจนมีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของนายจ้างต่างชาติและได้รับการจ้างงานที่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นพลเมือง(citizenships qualifiers)

12ปีหลังจากเราและลูกออกมาจากขุมนรกแห่งนั้นเราได้พาลูกกลับไปกราบลาปู่ย่าเพื่อที่จะย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศถึงจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับพวกเขาแต่เราสอนลูกให้ยึดถือขนบธรรมเนียมอันดีงามของไทย-ไปลามาไหว้

เราเดินออกมาจากชีวิตเขาเปลี่ยนชีวิตตัวเองและลูกได้สำเร็จปล่อยวางละทิ้งทุกอย่างให้เป็นอดีตไปไม่นำเอาความขุ่นเคืองใจใดๆมาคิดอีกเลย

เมื่อเห็นว่าลูกโตเป็นผู้ใหญ่และสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองเราจึงได้กลับไปไทยในระหว่างที่พักอยู่ที่ไทยวันหนึ่งเราก็ได้รับจดหมายลงทะเบียนมาถึงที่อยู่ของเรา

หน้าซองระบุชื่อ/ที่อยู่พี่สาวเขา
เนื้อความ; ถึงลูก(ของเรา)
-เจ้าของสเปิร์มยังมีชีวิตอยู่
-ปู่/ย่าแก่แล้วอยากเห็นหน้าหลาน
หลาน ที่ไม่เคยมีตัวตนมา20+ปีแต่พอปู่/ย่าเข้าสู่วัยไม้ใกล้ฝั่งยักแย่ยักยันด้วยโรคภัยและความชรากลัวตัวเองจะตายตาไม่หลับอยากเห็นหน้า

อย่างที่บอกแต่ต้นเราไม่เคยปิดบังเรื่องเจ้าของสเปริ์มเราเลี้ยงลูกแบบเพื่อนพูดคุยปรึกษากันได้ทุกเรื่องวิถีชีวิตแบบตะวันตกเราเคารพความเป็นมนุษย์ของเขารวมไปถึงการตัดสินใจและเชื่อมั่นในปัจเจกบุคคลของลูกเราส่งต่อจดหมายนี้ให้ลูกทันทีและปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง

เป็นไปตามคาดลูกไม่ให้ความสนใจจดหมายนั้นเลยแต่ด้วยมารยาทลูกได้แสดงให้รู้ว่าเขารับรู้แล้วแต่ก็นั่นแหละเจ้าของสเปิร์ม/ญาติยังคงดันทุรังที่จะให้ได้ดั่งใจพวกให้ได้เมื่อไม่ได้ดั่งใจทางญาติของเจ้าของสเปิร์มก็รบเร้าอย่างหนักและแต่งเรื่องโกหกโดยการเอาทรัพย์สินมาล่อ

ตามที่บอกไปแล้วเราไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจใดๆหลงเหลืออยู่เมื่อเห็นการรบเร้าอย่างหนักเราก็ไม่ได้มีความพะวงสงสัยใดๆเลยแม้แต่น้อยเพื่อความสบายใจของพวกเขาเราได้ตอบกลับไปว่าลูกของเรามีอนาคตที่ดีเราในฐานะคนเป็นแม่ได้สร้างทรัพย์สินไว้ให้เขาพอสมควรพร้อมส่งหลักฐานการครอบครองทรัพย์สินของเราขอให้วางใจ

ขอเล่าย้อนไปนิดหนึ่ง
เราโดนรบเร้าจากญาติของเขาจึงได้โทรศัพท์ไปหาเขาการพูดคุยครั้งนั้นเขาได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ปู่/ย่า(อ้างว่า)จะให้แก่ลูกของเรารวมไปถึงทรัพย์สินที่ซื้อด้วยเงินส่วนตัวของเราและส่วนที่เป็นทรัพย์สินที่เขาหามาได้ด้วยตัวเองที่จะมอบให้ลูกพร้อมบอกมูลค่า/สถานที่ตั้งลักษณะทรัพย์แต่ละชิ้นอย่างละเอียด

การพูดคุยครั้งนั้นมีหลายอย่างที่ไม่make sense สักเท่าไหร่แต่ด้วยความที่ไม่เคยคิดอยากได้ของของเขาเราจึงไม่ได้ใส่ใจเช่น
-ปู่/ย่าต้องการให้ทรัพย์สินแก่หลานแต่ได้โอนไปเป็นชื่อของพี่สาวเขาเป็นสิบปีแล้ว!
-การให้ทำได้โดยการไปทำธุรกรรมยกให้ผู้รับไม่จำเป็นต้องไปด้วยตนเอง
และอีกหลายอย่าง

เรารู้และเข้าใจดีว่าลูกมีภาระมากทั้งการเรียนและการงานแต่ก็ได้พยายามชักชวนให้ลูกติดต่อกลับพวกเขาบ้างในที่สุดลูกก็ติดต่อกลับและได้ให้ภาพถ่ายกับพวกเขาไว้แต่ด้วยสถานการณ์โรคระบาดลูกไม่สามรถที่จะเดินทางกลับไปเยี่ยมพวกเขาได้

หลังจากที่พวกเขาได้ดั่งใจเรื่องมรดกที่ปู่ย่าจะให้หลานพ่อจะให้ลูกก็ไม่เคยมีการเอ่ยถึงอีกเลยหนำซ้ำทรัพย์สินที่ระบุว่าซื้อมาด้วยเงินส่วนตัวของเราก็โดนฮุบไปโดยตอนแรกบ่ายเบี่ยงไม่พูดถึงและต่อมาอ้างว่าเป็นเงินของพี่สาวของเขาบ้างเงินของแม่เขาบ้าง

เราบอกพวกเขาตั้งแต่ต้นเราก้าวออกมาจากชีวิตพวกเขาโดยไม่มีความขุ่นเคืองใจอย่าได้มาสร้างเวรสร้างกรรมต่อกันและกันในตอนนี้เลยตอนที่ทุกคนหัวหงอกกันหมดแล้ว

เหตุการณ์ทุกอย่างเราพอจะเดาได้อยู่แล้วแต่ด้วยความอยากรู้จากปากพวกเขาเราได้ติดต่อกลับไปแต่โดนวางสายใส่และบล็อกไลน์บล็อกเบอร์เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเราไม่มีทางได้ที่ดินของเราคืนมาเรื่องมรดกที่จะให้ลูกเราก็เป็นแค่เรื่องตลกที่พวกเขารวมหัวกันแต่งขึ้นมา
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  Single Mom ครอบครัว จังหวัดตรัง
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่