ทิฏฐิ62..ตอน-5 : กรรมที่อนัตตากระทำ.....จักถูกต้องเราได้อย่างไร ?

กระทู้คำถาม


หยุด...เรื่องทิฏฐิ62..สำหรับวันนี้---จะเอาทิฏฐิของภิกษุรูปหนึ่งมาแสดง...ครับ
 

 ว่าด้วยกรรมที่อนัตตากระทำจะถูกต้องอัตตา 

[๑๙๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า 

" ท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ได้ยินว่า ด้วยประการดังนี้แล รูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็น อนัตตา
  กรรมที่อนัตตากระทำ จักถูกต้องอนัตตาคือกรรมได้อย่างไร? "
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของภิกษุนั้นด้วยพระทัยแล้ว ได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

" ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่โมฆบุรุษบางคน ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจอวิชชา มีใจถูกตัณหา ครอบงำ จะพึงสำคัญสัตถุศาสน์
  ว่าเป็นคำสอนที่ควรคิดให้ตระหนักว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ด้วยประการดังนี้แล รูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
  เป็นอนัตตา กรรมที่อนัตตากระทำ จักถูกต้องอัตตาคือกรรมได้อย่างไร?   นี้เป็นฐานะที่จะมีได้ "
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เธอทั้งหลาย อันเราได้แนะนำไว้แล้ว ด้วยการทวนถามในธรรมนั้นๆ ในบาลีประเทศ นั้นๆ
จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

 - รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
   ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

-  พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? 
   ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

-  พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? 
   ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

- พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
   ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
   ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
ย่อมทราบ ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฉะนี้แล.

จบ สูตรที่ ๑๐.

https://etipitaka.com/read/thai/17/101/



สรุป..<----ผมอาจจะสรุปไม่ถูกต้องนัก ...ถ้าจะแสดงความเห็น..ก็โปรดแสดงความเห็นในลักษณะที่วิญญูชนพึงกระทำ

1. ผมจะชี้ให้เห็น 2 ข้อความ.. ดังนี้
     ภิกษุคิด:............. กรรมที่อนัตตากระทำ จักถูกต้อง....อนัตตา...คือกรรมได้อย่างไร? "
                                อนตฺตกตานิ กมฺมานิ กมฺมตฺตานํ ผุสิสฺสนฺตีติ ฯ 
     พระองค์กล่าว:..... กรรมที่อนัตตากระทำ จักถูกต้อง....อัตตา.....คือกรรมได้อย่างไร?  
                                อนตฺตกตานิ กมฺมานิ กมฺมตฺตานํ ผุสิสฺสนฺตีติ ฯ 

      จะเห็นว่า...บาลีตรงกัน...แต่แปลไม่เหมือนกัน <----คือพิมพ์ผิด
      อันแรก...ลงท้ายด้วย "..อนัตตาคือกรรรมได้อย่างไร"  ส่วนอันหลังเป็น "... อัตตาคือกรรมได้อย่างไร "

2.  จากข้อ 1: 
      อนตฺตกตานิ กมฺมานิ กมฺมตฺตานํ ผุสิสฺสนฺตีติ ฯ   <---มาดูว่าจากบาลี..จะแปลเป็นไทยได้ข้อความอย่างไร
      อนตฺตกตานิ----อนัตตากระทำ
      กมฺมานิ----------กรรม
      กถมตฺตานํ-------อย่างไร+ประมาณ    อย่างไร +  ซึ่งอัตตา(ซึ่งตน)
      ผุสิสฺสนฺตีติ-------กระทบ

      แปลเป็นข้อความได้ว่า........ " กรรม..ที่อนัตตากระทำ...จะถูกต้อง(มีผลกระทบ)อัตตาได้อย่างไร? "

  3. จากคำแปลไทย..ที่ว่า " กรรม..ที่อนัตตากระทำ...จะถูกต้อง(มีผลกระทบ)ได้อย่างไร? "
      พระภิกษุท่านคิดอย่างนี้...หมายถึงอะไร
      ผมจะวิเคราะห์ว่า...
                                 
       ท่านคิดว่า..ก็ขันธ์5...มันเป็นอนัตตา.. อย่างนี้อนัตตามันทำกรรม..แล้วจะไปมีผลกระทบอัตตาได้อย่างไร?

4. จะเห็นว่า...ความคิดของภิกษุท่านนั้น..
     ท่านคิดแย้งพระศาสดา...คิดงัดข้อในคำสอน...ในใจนะว่า..

     " โอ้.. ก็ในเมื่อขันธ์๕...มันเป็นอนัตตา.. อย่างนี้..อนัตตามันทำกรรมอะไร.... มันจะไปมีผลกระทบอัตตาได้อย่างไร "

     พระศาสดาท่าน.. ท่านจึงว่า..มีผู้ที่ไปเข้าใจคำสอนของเราผิด..ด้วยความไม่รู้...แล้วจะมาแย้งเรา--จะแย้งคำสอนเรา
     ( อติธาวิตพฺพํ----atidhāvitabba: runs past, outstrips; goes too far; goes against, transgresses.)

     ดังนั้น...  พระศาสดาท่านจึงแสดงธรรมแบบถามตอบกับเหล่าภิกษุ... 
    เพื่อชี้ให้เห็นว่า...ขันธ์๕..มันไม่เที่ยง  และเมื่อขันธ์๕..มันไม่เที่ยง..ขันธ์๕..มันก็เป็นทุกข์
     และเมื่อ..ขันธ์๕..มันไม่เที่ยง-เป็นทุกข์ ----> มันจึงเป็น...อนัตตา...

     จากนั้น..อันนี้สำคัญ 
                     เมื่อสิ่งใดเป็น  " อนัตตา " ---สิ่งนั้นก็ไม่ควรเห็นว่า..เป็นของเรา --- เป็นเรา ---เป็นตัวตนเขาเรา

     นี่ก็คือการถอน...อุปาทานในขันธ์๕....
            โดยพระองค์ชี้ให้เห็น...อาทีนวะ--ของขันธ์๕...ซึ่งก็คือ... ความไม่เที่ยง-เป็นทุกข์...นั่นเอง

5. เรื่องของเรื่อง..ก็คือ  อุปาทานในขันธ์๕....   ภิกษุรูปนี้ไม่เข้าใจ...อุปาทาน...ที่พระองค์ชี้แจ้งในต้นพระสูตร

    - หากยังมีอุปาทานในขันธ์๕..ซึ่งมันเป็นอนัตตาก็จริง.......เราก็จะมีทุกข์--เพราะไปมีอุปาทานในสิ่งที่เป็นทุกข์
    - หากละได้สิ้นซึ้งอุปาทานในขันธ์๕...แล้ว ขันธ์๕..มันจะเป็นอะไร.....เราก็จะไม่มีทุกข์(เราไม่เกี่ยว)..อีกต่อไป

    อย่าลืมว่า... กรรมเก่าคือกายนี้.....ผัสสะก็คือกรรมใหม่ 
    และ...ผู้ที่กระทำมันไม่ใช่ขันธ์๕..นี่ซิ เพราะขันธ์๕..มันเป็นเพียงธาตุ

     ผมแนะให้ไปดูต้นพระสูตรนะ...  พระองค์ทรงแจกแจงว่า   " ขันธ์๕-อุปาทาน-อุปาทานธ์๔ " <---ไปพิจารณาดูว่ามันต่างกันอย่างไร

6. พระสูตรแปลไทย..แปลเกินมา...ตรง.." อัตตา "....ซึ่งผมเห็นว่า...  สรุปว่า..ลงที่ " อัตตาถูกแล้ว "

    เพราะคำว่า    กถมตฺตานํ  สนธิมาจาก  กถํ + อตฺตานํ  =  อย่างไร+ซึ่งตน <---แปลว่า  " ซึ่งตนอย่างไร "
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่