อนัตตาปฏิเสธชัดเจนในตัวแล้ว ว่าอัตตาไม่มี !
เรื่องว่า นิพพานเป็นอัตตา หรือไม่เป็นอัตตา (พูดตามบาลีว่า อนัตตา) นั้น ได้อธิบายไว้แล้วในหนังสือเล่มที่ได้พูดถึงตั้งแต่ต้น ที่ชื่อว่า พระไทย ใช่เขาใช่เรา? นิพพาน – อนัตตา: ฉบับเพียงเพื่อไม่ประมาท จึงไม่ต้องอธิบายซ้ำที่นี่อีก เพียงแต่ขอยกตัวอย่างมาบอกกล่าวให้รู้เข้าใจกันแบบง่ายๆ
พูดแบบเข้าใจกันง่ายๆ คำว่า “#อนัตตา” เป็นคำภาษาบาลี แปลเป็นไทยว่า “#ไม่เป็นอัตตา” คนเขาถามเขาเถียงกันว่า อันนั้นเป็นอัตตา ใช่ไหม? อันนี้เป็นอัตตาหรือไม่? พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อนัตตา” คือตรัสสอนให้เขารู้ว่ามันไม่เป็นอัตตา อะไรๆ ก็ไม่เป็นอัตตา พูดแบบบาลีก็ว่า #อนัตตาคือไม่เป็นอัตตา ก็แค่นั้นเอง
#ไม่ใช่ว่าอัตตาก็อันหนึ่งอย่างหนึ่งอนัตตาก็อีกอันหนึ่งอีกอย่างหนึ่ง แล้วมาถามว่า อันไหนเป็นอัตตา อันไหนเป็นอนัตตา การถามอย่างนั้น หรือพูดอย่างนั้น แสดงว่าไม่รู้ความหมายของคำบาลี พึงรู้ไว้ให้ชัดว่า ถ้าพูดว่าไม่เป็นอัตตา ก็คือคำบาลีว่า อนัตตา (=ไม่เป็นอัตตา) จบเท่านั้น ใครพูดว่า ไม่เป็นอัตตา ไม่เป็นอนัตตา ก็บอกในตัวเองว่าไม่รู้ความหมาย ไม่รู้คำแปล ไม่รู้จักคำว่าอนัตตานั่นเอง
ตัวอย่างที่จะเทียบให้เข้าใจ ก็ง่ายๆ อย่างที่เคยว่ามาแล้ว เช่นมีคนหนึ่งถามว่า ช้างเป็นแมว หรือช้างไม่เป็นแมว ถ้าเรารู้ ก็ตอบเขาไปสิว่า #ช้างไม่เป็นแมว
เขาถามว่า #นิพพานเป็นอัตตาหรือไม่เป็นอัตตา (ไม่เป็นอัตตา = บาลีว่า อนัตตา) #ก็ตอบเขาไปสิว่าไม่เป็นอัตตา (อนัตตา)
ถ้าใครตอบว่า นิพพานไม่เป็นอัตตา แล้วก็ไม่เป็นอนัตตา หรือว่า นิพพานนั้น อัตตาก็ไม่เป็น อนัตตาก็ไม่เป็น
นั่นก็เหมือนกับคนที่ พอถูกเขาถามว่า “ช้างเป็นแมว หรือช้างไม่เป็นแมว?” ก็ตอบว่า “ช้างก็เป็นช้าง ช้างไม่เป็นแมว และช้างไม่ใช่ไม่เป็นแมว” (หรือตอบว่า “ช้างเป็นแมว ก็ไม่ใช่ ช้างไม่เป็นแมว ก็ไม่ใช่”) พูดไปพูดมา ลงท้ายกลายเป็นบอกว่า ช้างก็เป็นช้าง และช้างก็เป็นแมว
เรื่องของภาษา เมื่อจะพูดจะตอบ ก็ต้องรู้เข้าใจความหมายของถ้อยคำ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะนึกเอาว่าเอา
อัตตา-อนัตตา #ไม่ใช่เรื่องที่จะว่าใครมีความเห็นอย่างไร แต่เรื่อง #อยู่ที่ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างไร และทำปัญญาภาวนาให้ประจักษ์สภาวะนั้น มีพุทธพจน์ปิดท้ายว่า
ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดว่า “#มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่บุคคลผู้มีความเห็นถูกต้องสมบูรณ์ (คือตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) จะพึงยึดถือสังขารใดๆ ว่าเที่ยง…จะพึงยึดถือสังขารใดๆ ว่าเป็นสุข…#จะพึงยึดถือธรรมใดๆว่าเป็นอัตตา #นั่นมิใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้” (ม.อุ.๑๔/๒๔๕/๑๗๐)
(ตอนที่ว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง สุขหรือทุกข์ เอาแค่สังขาร, #แต่ตอนไม่ยึดเป็นอัตตาไปถึงธรรม คือ คลุมหมด นิพพานก็เป็นธรรม – จึงเรียกว่า “#นิพพานธรรม” จะให้หนักแน่นขึ้นอีกก็ว่า “อสงฺขโต นิพฺพานธมฺโม” หรือว่า “นิพฺพานธมฺโม นิโรโธ นิโรธสจฺจํ” ฯลฯ)
จบไว้เพียงนี้ก่อน
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙/
#นิพพาน #อนัตตา #ไตรลักษณ์ #พระพุทธศาสนา #ปยุตฺโต #พุทธพจน์ #ธรรมะ #สามัญลักษณะ
พระป.อ.ปะยุตโต สอนว่า อนัตตาปฏิเสธชัดเจนในตัวแล้ว ว่าอัตตาไม่มี !
เรื่องว่า นิพพานเป็นอัตตา หรือไม่เป็นอัตตา (พูดตามบาลีว่า อนัตตา) นั้น ได้อธิบายไว้แล้วในหนังสือเล่มที่ได้พูดถึงตั้งแต่ต้น ที่ชื่อว่า พระไทย ใช่เขาใช่เรา? นิพพาน – อนัตตา: ฉบับเพียงเพื่อไม่ประมาท จึงไม่ต้องอธิบายซ้ำที่นี่อีก เพียงแต่ขอยกตัวอย่างมาบอกกล่าวให้รู้เข้าใจกันแบบง่ายๆ
พูดแบบเข้าใจกันง่ายๆ คำว่า “#อนัตตา” เป็นคำภาษาบาลี แปลเป็นไทยว่า “#ไม่เป็นอัตตา” คนเขาถามเขาเถียงกันว่า อันนั้นเป็นอัตตา ใช่ไหม? อันนี้เป็นอัตตาหรือไม่? พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อนัตตา” คือตรัสสอนให้เขารู้ว่ามันไม่เป็นอัตตา อะไรๆ ก็ไม่เป็นอัตตา พูดแบบบาลีก็ว่า #อนัตตาคือไม่เป็นอัตตา ก็แค่นั้นเอง
#ไม่ใช่ว่าอัตตาก็อันหนึ่งอย่างหนึ่งอนัตตาก็อีกอันหนึ่งอีกอย่างหนึ่ง แล้วมาถามว่า อันไหนเป็นอัตตา อันไหนเป็นอนัตตา การถามอย่างนั้น หรือพูดอย่างนั้น แสดงว่าไม่รู้ความหมายของคำบาลี พึงรู้ไว้ให้ชัดว่า ถ้าพูดว่าไม่เป็นอัตตา ก็คือคำบาลีว่า อนัตตา (=ไม่เป็นอัตตา) จบเท่านั้น ใครพูดว่า ไม่เป็นอัตตา ไม่เป็นอนัตตา ก็บอกในตัวเองว่าไม่รู้ความหมาย ไม่รู้คำแปล ไม่รู้จักคำว่าอนัตตานั่นเอง
ตัวอย่างที่จะเทียบให้เข้าใจ ก็ง่ายๆ อย่างที่เคยว่ามาแล้ว เช่นมีคนหนึ่งถามว่า ช้างเป็นแมว หรือช้างไม่เป็นแมว ถ้าเรารู้ ก็ตอบเขาไปสิว่า #ช้างไม่เป็นแมว
เขาถามว่า #นิพพานเป็นอัตตาหรือไม่เป็นอัตตา (ไม่เป็นอัตตา = บาลีว่า อนัตตา) #ก็ตอบเขาไปสิว่าไม่เป็นอัตตา (อนัตตา)
ถ้าใครตอบว่า นิพพานไม่เป็นอัตตา แล้วก็ไม่เป็นอนัตตา หรือว่า นิพพานนั้น อัตตาก็ไม่เป็น อนัตตาก็ไม่เป็น
นั่นก็เหมือนกับคนที่ พอถูกเขาถามว่า “ช้างเป็นแมว หรือช้างไม่เป็นแมว?” ก็ตอบว่า “ช้างก็เป็นช้าง ช้างไม่เป็นแมว และช้างไม่ใช่ไม่เป็นแมว” (หรือตอบว่า “ช้างเป็นแมว ก็ไม่ใช่ ช้างไม่เป็นแมว ก็ไม่ใช่”) พูดไปพูดมา ลงท้ายกลายเป็นบอกว่า ช้างก็เป็นช้าง และช้างก็เป็นแมว
เรื่องของภาษา เมื่อจะพูดจะตอบ ก็ต้องรู้เข้าใจความหมายของถ้อยคำ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะนึกเอาว่าเอา
อัตตา-อนัตตา #ไม่ใช่เรื่องที่จะว่าใครมีความเห็นอย่างไร แต่เรื่อง #อยู่ที่ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างไร และทำปัญญาภาวนาให้ประจักษ์สภาวะนั้น มีพุทธพจน์ปิดท้ายว่า
ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดว่า “#มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่บุคคลผู้มีความเห็นถูกต้องสมบูรณ์ (คือตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) จะพึงยึดถือสังขารใดๆ ว่าเที่ยง…จะพึงยึดถือสังขารใดๆ ว่าเป็นสุข…#จะพึงยึดถือธรรมใดๆว่าเป็นอัตตา #นั่นมิใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้” (ม.อุ.๑๔/๒๔๕/๑๗๐)
(ตอนที่ว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง สุขหรือทุกข์ เอาแค่สังขาร, #แต่ตอนไม่ยึดเป็นอัตตาไปถึงธรรม คือ คลุมหมด นิพพานก็เป็นธรรม – จึงเรียกว่า “#นิพพานธรรม” จะให้หนักแน่นขึ้นอีกก็ว่า “อสงฺขโต นิพฺพานธมฺโม” หรือว่า “นิพฺพานธมฺโม นิโรโธ นิโรธสจฺจํ” ฯลฯ)
จบไว้เพียงนี้ก่อน
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙/
#นิพพาน #อนัตตา #ไตรลักษณ์ #พระพุทธศาสนา #ปยุตฺโต #พุทธพจน์ #ธรรมะ #สามัญลักษณะ