“..สมุทัย..คือ อาการของจิตที่เคลื่อนจากสภาพเดิมปกติเดิมของใจ ซึ่งมีอาการแว้บออกไปขั้นแรก... ก่อนจะเป็นสังขาร หรือ อะไรต่ออะไรเยอะแยะ
แล้วเข้าไปยึดเอาเป็น "อัตตา" เป็นอุปาทาน อันเป็นต้นเหตุของกองทุกข์จิปาถะ
ผู้ที่มาพิจารณาเห็นต้นตอบ่อเกิดของทุกข์ จนเห็นชัดแจ้งด้วยใจด้วยปัญญาของตน ดังได้อธิบายมาแล้วนี้
จนละความเข้าใจผิดหลงติดยึดมั่นอยู่ในขันธ์ห้านี้ได้... ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาพิจารณาเห็น "สมุทัยสัจ"โดยแจ้งชัด
เป็นอันว่าได้ผจญต่อสู้ กับศัตรูข้าศึกทัพที่สองรองจาก "ทุกขสัจจ์"
"สมุทัย" นี้พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นของควรละ และ ท่านผู้รู้ทั้งหลายเมื่อมาพิจารณากำหนดเอาทุกข์เป็นอารมณ์อยู่ เมื่อเห็นทุกข์... เป็นธรรมเพราะจิตไม่เข้าไปยึดเอาทุกข์นั้นมาไว้ที่จิต
ถึงทุกข์นั้น ๆ จะไม่ปรากฏอยู่ที่จิตก็ตาม แต่ทุกข์นั้น ๆ ก็ยังปรากฏอยู่ที่ขันธ์ ๕ เพราะขันธ์ ๕ ยังไม่ดับแตกสลาย
เหตุนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่า
ทุกข์เป็นของควรกำหนด มิใช่ของควรละ เพราะถึงละแล้วก็ยังปรากฏอยู่
เมื่อสาวหาเหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์ก็จะปรากฏว่า ที่เป็นทุกข์เพราะจิตเข้าไปยึดเอาขันธ์ ๕ มาเป็น "อัตตา"
ก่อนที่จิตจะเข้าไปยึดเอาขันธ์ ๕ มาเป็นอัตตา ก็จะปรากฏว่าอาการของจิต เปลี่ยนจากสภาพปกติของเดิมของมัน คือ อาการแว้บออกจากใจ "อันหนึ่ง" นั้นเอง
ฉะนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายที่เห็นภัยในทุกข์ที่มีอยู่ในวัฏฏะ ด้วยใจด้วยปัญญาอันชอบแล้ว เมื่อจับต้นตอบ่อเกิดของทุกข์ได้แล้ว
ท่านจึงดำรงตั้งมั่นอยู่ใน... "ความเป็นหนึ่งของใจ" ... ไม่มีสอง
แล้วละอาการของจิตทั้งปวง
ตั้งต้นแต่อาการแว้บออกจากใจครั้งแรกได้เลย
ฉะนั้นสมุทัย พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เป็นของควรละ เพราะเห็นเป็นโทษเป็นภัยของทุกข์ทั้งปวง
ได้โดยแท้จริงแล้วจึงละ
แล้วก็ละได้เด็ดขาดจริง ๆ เสียด้วย..”
เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)
ที่มาจาก "บัญญัติ ๖"
🙇🏻สิริธัมฺโม📖🖋️
เชื่อว่าหลายคนไม่เคยอ่าน เรื่องอธิบายสมุทัย แบบนี้🙏ลองอ่านดูครับ
แล้วเข้าไปยึดเอาเป็น "อัตตา" เป็นอุปาทาน อันเป็นต้นเหตุของกองทุกข์จิปาถะ
ผู้ที่มาพิจารณาเห็นต้นตอบ่อเกิดของทุกข์ จนเห็นชัดแจ้งด้วยใจด้วยปัญญาของตน ดังได้อธิบายมาแล้วนี้
จนละความเข้าใจผิดหลงติดยึดมั่นอยู่ในขันธ์ห้านี้ได้... ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาพิจารณาเห็น "สมุทัยสัจ"โดยแจ้งชัด
เป็นอันว่าได้ผจญต่อสู้ กับศัตรูข้าศึกทัพที่สองรองจาก "ทุกขสัจจ์"
"สมุทัย" นี้พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นของควรละ และ ท่านผู้รู้ทั้งหลายเมื่อมาพิจารณากำหนดเอาทุกข์เป็นอารมณ์อยู่ เมื่อเห็นทุกข์... เป็นธรรมเพราะจิตไม่เข้าไปยึดเอาทุกข์นั้นมาไว้ที่จิต
ถึงทุกข์นั้น ๆ จะไม่ปรากฏอยู่ที่จิตก็ตาม แต่ทุกข์นั้น ๆ ก็ยังปรากฏอยู่ที่ขันธ์ ๕ เพราะขันธ์ ๕ ยังไม่ดับแตกสลาย
เหตุนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่า
ทุกข์เป็นของควรกำหนด มิใช่ของควรละ เพราะถึงละแล้วก็ยังปรากฏอยู่
เมื่อสาวหาเหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์ก็จะปรากฏว่า ที่เป็นทุกข์เพราะจิตเข้าไปยึดเอาขันธ์ ๕ มาเป็น "อัตตา"
ก่อนที่จิตจะเข้าไปยึดเอาขันธ์ ๕ มาเป็นอัตตา ก็จะปรากฏว่าอาการของจิต เปลี่ยนจากสภาพปกติของเดิมของมัน คือ อาการแว้บออกจากใจ "อันหนึ่ง" นั้นเอง
ฉะนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายที่เห็นภัยในทุกข์ที่มีอยู่ในวัฏฏะ ด้วยใจด้วยปัญญาอันชอบแล้ว เมื่อจับต้นตอบ่อเกิดของทุกข์ได้แล้ว
ท่านจึงดำรงตั้งมั่นอยู่ใน... "ความเป็นหนึ่งของใจ" ... ไม่มีสอง
แล้วละอาการของจิตทั้งปวง
ตั้งต้นแต่อาการแว้บออกจากใจครั้งแรกได้เลย
ฉะนั้นสมุทัย พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เป็นของควรละ เพราะเห็นเป็นโทษเป็นภัยของทุกข์ทั้งปวง
ได้โดยแท้จริงแล้วจึงละ
แล้วก็ละได้เด็ดขาดจริง ๆ เสียด้วย..”
เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)
ที่มาจาก "บัญญัติ ๖"
🙇🏻สิริธัมฺโม📖🖋️