วิจัยกสิกรฯ - บิ๊กแสนสิริ มอง 'ช้อปดีมีคืน' ประโยชน์ตกอยู่กับรายใหญ่
https://voicetv.co.th/read/KRCJ8U3X9
'เศรษฐา' วิเคราะห์มาตรการ ‘ช้อปดีมีคืน’ เปรียบเป็นคนป่วยเป็นมะเร็งแต่เอายาแก้หวัดมาฉีดให้ สุดท้ายประโยชน์ตกอยู่เฉพาะคนที่รายได้สูง สอดคล้อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกระตุ้นใช้จ่ายได้เพียงชั่วคราว ภาคค้าปลีกได้ผลประโยชน์มากสุด
เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นถึงมาตรการ 'ช้อปดีมีคืน' ลดหย่อนภาษีสำหรับการใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. - 31 ธ.ค. 2563 ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบศ. มีมติเห็นชอบเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายประเทศ
เศรษฐา ทวีต 5 ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @Thavisin ว่า
“#ช็อปดีมีคืน เห็นด้วยกับคอลัมน์ไทยรัฐเมื่อเช้าเรื่องมาตรการฝาแฝดของชิมช็อปใช้ที่คลอดออกมาไม่ต่างจากที่ผมให้ความเห็นมาตลอดว่า คนป่วยเป็นมะเร็งจะเอายาแก้หวัดมาฉีดให้ ก็ยาตัวเดิมแค่เปลี่ยนเข็ม”
“#ช็อปดีมีคืน เหมือนที่พูดเมื่อวานเรื่องข้อมูล big data ต่างๆ ว่ามีให้วิเคราะห์ได้หลายแง่มุมเพราะสมัยนี้เค้าวิเคราะห์ประเมินกันได้หลายมิติแบบยาวๆ กันแล้ว อย่าไปเอาแค่ผลระยะสั้นมาเป็นเหตุผล”
“#ช็อปดีมีคืน ประชาชนส่วนมากจะมีความสามารถในการใช้จ่ายเพื่อมาเอาภาษีคืนสักแค่ไหนในช่วงนี้ครับ สุดท้ายผมว่าประโยชน์ตกอยู่ที่ผู้มีรายได้สูง ยิ่งกลายเป็นซ้ำเติมเรื่องความเหลื่อมล้ำเข้าไปอีก”
“#ช็อปดีมีคืน ไทยรัฐคอลัมน์หน้า 2 ยังบอกอีกว่าคนที่ได้รับประโยชน์จากรายการนี้ต้องมีรายได้ 300,000 up มีเท่าไหร่ครับประชากรที่มีรายได้เท่านั้น?”
“#ช็อปดีมีคืน แต่ก็เอาหละครับ มีโครงการออกมายังดีกว่าไม่มี ขอให้ทยอยออกมาเร็วหน่อยให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน เอาใจช่วยครับ”
ค้าปลีกรายใหญ่ได้ประโยชน์มากสุด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มาตรการดังกล่าว น่าจะสามารถช่วยกระตุ้นการบริโภคในช่วงไตรมาส 4/2563 ได้ หากมีผู้เสียภาษีเข้าร่วมโครงการ 1.85-4.0 ล้านคน จะส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจถึง 55,500-120,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากรวมกับมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมาก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคนละครึ่ง และมาตรการเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มอีกเดือนละ 500 บาท รวมถึงการทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยว จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2563 มีแนวโน้มดีขึ้น และหดตัวลดลงเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ มาตรการ
“ช้อปดีมีคืน” น่าจะช่วยให้เกิดการระบายสินค้าคงคลังที่มีอยู่สูง อีกทั้งจะช่วยผลักดันยอดขายและเพิ่มสภาพคล่องของผู้ประกอบการต่างๆ ให้ดีขึ้น นอกจากนี้ การจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น จะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น โดยในภาพรวมภาคค้าปลีกน่าจะได้รับผลประโยชน์จากมาตรการนี้มากที่สุด ในขณะที่ยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นน่าจะส่งผลดีต่อภาคธนาคาร เนื่องจากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตน่าจะขยายตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ดี คาดว่ามาตรการ
"ช้อปดีมีคืน" จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้เพียงชั่วคราว และคงมีผลประโยชน์ต่อการจ้างงานค่อนข้างจำกัด เนื่องจากผู้ผลิตสินค้าอาจจะยังไม่พิจารณาการกลับมาผลิตเพิ่ม หากอุปสงค์ยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ผู้ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ น่าจะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษี ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) อาจไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงเท่าใดนัก และเมื่อการฟื้นตัวของการบริโภค หลังจากที่มาตรการหมดลงไปแล้ว คงกลับมาขึ้นอยู่กับ แรงขับเคลื่อนพื้นฐานของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การท่องเที่ยว รายได้จากการจ้างงาน และรายได้ภาคการเกษตร เป็นสำคัญ
คาดเงินเข้าระบบ 5.5 หมื่นล้าน
ศบศ. ระบุว่า มาตรการช้อปดีมีคืน จะเป็นการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2563 สำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 30,000 บาท
กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กลุ่มผู้ประกอบการประเภทผู้ค้าสินค้าและบริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการขายหนังสือและสินค้า OTOP โดยไม่รวมสินค้าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาสูบ สลากกินแบ่งรัฐบาล น้ำมัน ค่าที่พัก และค่าตั๋วเครื่องบิน
คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเนื่องจากการดำเนินมาตรการทั้งหมด 55,500 ล้านบาท ทั้งนี้ หากประชาชนได้ใช้สิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือโครงการคนละครึ่งแล้วจะไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้
“อินเดีย” เบอร์ 1 ข้าวโลกจ่อคว้ายอดส่งออก 14 ล้านตัน แซงไทยเท่าตัวเป็นปีแรก
https://www.prachachat.net/economy/news-534992
“อินเดีย” เบอร์ 1 ส่งออกข้าวโลกคว้ายอด 14 ล้านตัน แซงไทยเท่าตัวเป็นปีแรก จากปัจจัยบวกค่าเงินรูปีอ่อนค่า แถมไทยเผชิญภัยแล้ง-บาทแข็ง
แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า คาดการณ์ปีนี้อินเดีย ผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 1 ของโลกจะสามารถส่งออกเพิ่มขึ้นเกือบ 42% จากปีที่แล้ว จาก 9.9 ล้านตันเป็น 14 ล้านตัน ห่างจากไทยซึ่งเป็นเบอร์ 2 ของโลก ที่คาดว่าจะส่งออกได้ 6.5 ล้านตัน เป็นเท่าตัวจากเดิมที่เคยส่งออกห่างกันแค่ 2-3 ล้านตัน
สาเหตุหลักมาจากปริมาณส่งออกที่ลดลงจากไทยและเวียดนาม รวมถึงค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงประมาณ 3%
ขณะที่ไทยเผชิญภัยแล้ง อาจทำให้ยอดส่งออกในปีนี้ลดเหลือ 6.5 ล้านตัน ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 20 ปี โดยล่าสุด 8 เดือนแรกปีนี้ไทยเพิ่งจะส่งออกได้เพียง 3.65 ล้านตันเท่านั้น ส่วนเวียดนามก็พบปัญหาระดับน้ำต่ำในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเช่นกัน
โดยในจำนวน 14 ล้านตันนี้ อินเดียจะส่งออกข้าวบาสมาติไปยังอิหร่าน, ซาอุดิอาระเบียและอิรัก ซึ่งคาดการณ์ว่าปีนี้ยอดส่งออก 4.5 ล้านตัน ที่เหลือเป็นข้าวที่ไม่ใช่บาสมาติ
“ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะแอฟริกา มีความต้องการซื้อข้าวที่ไม่ใช่บาสมาติจากอินเดียมากขึ้น เนื่องจากราคาถูกกว่าที่อื่นๆ โดยราคาอินเดียล่าสุด เช่น ข้าวขาว 5% ตันละ 340 เหรียญสหรัฐ ข้าวนึ่ง ตันละ 380 เหรียญสหรัฐ และปลายข้าว อยู่ที่ 275 เหรียญ ซึ่งเทียบกับข้าวสาร 5% ของไทยตันละ 493 เหรียญ ซึ่งแม้ว่าจะลดลงมาจากก่อนหน้าที่ขายตันละ 513 เหรียญสหรัฐก็ถือว่ายังสูงกว่า ค่าบาทไทยแข็งค่าทำให้แข่งลำบาก”
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามประเมินสถานการณ์ว่าการผลิตข้าวนาปี 2563/2564 ปีนี้จะเป็นอย่างไร เพราะปริมาณน้ำในหลายเขื่อนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังต่ำ จนทางกระทรวงสาธารณสุขเกษตรและสหกรณ์ออกมาเตือถึงการปลูกข้างนาปี แต่ขณะนี้เริ่มมีฝนตกลงมาบ้างแล้ว
“ทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นำโดย นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมและคณะเตรียมลงพื้นที่สำรวจผลผลิตข้าวนาปี ที่จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2563 นี้”
JJNY : 4in1 'ช้อปดีมีคืน'ประโยชน์อยู่รายใหญ่/อินเดียข้าวส่งออกแซงไทย/สุทินชี้แก้รธน.ใช้ส.ว.คว่ำ/จตุรนต์แนะถามเฟซเรื่องIO
https://voicetv.co.th/read/KRCJ8U3X9
เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นถึงมาตรการ 'ช้อปดีมีคืน' ลดหย่อนภาษีสำหรับการใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. - 31 ธ.ค. 2563 ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบศ. มีมติเห็นชอบเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายประเทศ
เศรษฐา ทวีต 5 ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @Thavisin ว่า
“#ช็อปดีมีคืน เห็นด้วยกับคอลัมน์ไทยรัฐเมื่อเช้าเรื่องมาตรการฝาแฝดของชิมช็อปใช้ที่คลอดออกมาไม่ต่างจากที่ผมให้ความเห็นมาตลอดว่า คนป่วยเป็นมะเร็งจะเอายาแก้หวัดมาฉีดให้ ก็ยาตัวเดิมแค่เปลี่ยนเข็ม”
“#ช็อปดีมีคืน เหมือนที่พูดเมื่อวานเรื่องข้อมูล big data ต่างๆ ว่ามีให้วิเคราะห์ได้หลายแง่มุมเพราะสมัยนี้เค้าวิเคราะห์ประเมินกันได้หลายมิติแบบยาวๆ กันแล้ว อย่าไปเอาแค่ผลระยะสั้นมาเป็นเหตุผล”
“#ช็อปดีมีคืน ประชาชนส่วนมากจะมีความสามารถในการใช้จ่ายเพื่อมาเอาภาษีคืนสักแค่ไหนในช่วงนี้ครับ สุดท้ายผมว่าประโยชน์ตกอยู่ที่ผู้มีรายได้สูง ยิ่งกลายเป็นซ้ำเติมเรื่องความเหลื่อมล้ำเข้าไปอีก”
“#ช็อปดีมีคืน ไทยรัฐคอลัมน์หน้า 2 ยังบอกอีกว่าคนที่ได้รับประโยชน์จากรายการนี้ต้องมีรายได้ 300,000 up มีเท่าไหร่ครับประชากรที่มีรายได้เท่านั้น?”
“#ช็อปดีมีคืน แต่ก็เอาหละครับ มีโครงการออกมายังดีกว่าไม่มี ขอให้ทยอยออกมาเร็วหน่อยให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน เอาใจช่วยครับ”
ค้าปลีกรายใหญ่ได้ประโยชน์มากสุด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มาตรการดังกล่าว น่าจะสามารถช่วยกระตุ้นการบริโภคในช่วงไตรมาส 4/2563 ได้ หากมีผู้เสียภาษีเข้าร่วมโครงการ 1.85-4.0 ล้านคน จะส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจถึง 55,500-120,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากรวมกับมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมาก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคนละครึ่ง และมาตรการเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มอีกเดือนละ 500 บาท รวมถึงการทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยว จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2563 มีแนวโน้มดีขึ้น และหดตัวลดลงเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ มาตรการ “ช้อปดีมีคืน” น่าจะช่วยให้เกิดการระบายสินค้าคงคลังที่มีอยู่สูง อีกทั้งจะช่วยผลักดันยอดขายและเพิ่มสภาพคล่องของผู้ประกอบการต่างๆ ให้ดีขึ้น นอกจากนี้ การจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น จะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น โดยในภาพรวมภาคค้าปลีกน่าจะได้รับผลประโยชน์จากมาตรการนี้มากที่สุด ในขณะที่ยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นน่าจะส่งผลดีต่อภาคธนาคาร เนื่องจากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตน่าจะขยายตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ดี คาดว่ามาตรการ "ช้อปดีมีคืน" จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้เพียงชั่วคราว และคงมีผลประโยชน์ต่อการจ้างงานค่อนข้างจำกัด เนื่องจากผู้ผลิตสินค้าอาจจะยังไม่พิจารณาการกลับมาผลิตเพิ่ม หากอุปสงค์ยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ผู้ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ น่าจะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษี ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) อาจไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงเท่าใดนัก และเมื่อการฟื้นตัวของการบริโภค หลังจากที่มาตรการหมดลงไปแล้ว คงกลับมาขึ้นอยู่กับ แรงขับเคลื่อนพื้นฐานของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การท่องเที่ยว รายได้จากการจ้างงาน และรายได้ภาคการเกษตร เป็นสำคัญ
คาดเงินเข้าระบบ 5.5 หมื่นล้าน
ศบศ. ระบุว่า มาตรการช้อปดีมีคืน จะเป็นการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2563 สำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 30,000 บาท
กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กลุ่มผู้ประกอบการประเภทผู้ค้าสินค้าและบริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการขายหนังสือและสินค้า OTOP โดยไม่รวมสินค้าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาสูบ สลากกินแบ่งรัฐบาล น้ำมัน ค่าที่พัก และค่าตั๋วเครื่องบิน
คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเนื่องจากการดำเนินมาตรการทั้งหมด 55,500 ล้านบาท ทั้งนี้ หากประชาชนได้ใช้สิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือโครงการคนละครึ่งแล้วจะไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้
“อินเดีย” เบอร์ 1 ข้าวโลกจ่อคว้ายอดส่งออก 14 ล้านตัน แซงไทยเท่าตัวเป็นปีแรก
https://www.prachachat.net/economy/news-534992
“อินเดีย” เบอร์ 1 ส่งออกข้าวโลกคว้ายอด 14 ล้านตัน แซงไทยเท่าตัวเป็นปีแรก จากปัจจัยบวกค่าเงินรูปีอ่อนค่า แถมไทยเผชิญภัยแล้ง-บาทแข็ง
แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า คาดการณ์ปีนี้อินเดีย ผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 1 ของโลกจะสามารถส่งออกเพิ่มขึ้นเกือบ 42% จากปีที่แล้ว จาก 9.9 ล้านตันเป็น 14 ล้านตัน ห่างจากไทยซึ่งเป็นเบอร์ 2 ของโลก ที่คาดว่าจะส่งออกได้ 6.5 ล้านตัน เป็นเท่าตัวจากเดิมที่เคยส่งออกห่างกันแค่ 2-3 ล้านตัน
สาเหตุหลักมาจากปริมาณส่งออกที่ลดลงจากไทยและเวียดนาม รวมถึงค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงประมาณ 3%
ขณะที่ไทยเผชิญภัยแล้ง อาจทำให้ยอดส่งออกในปีนี้ลดเหลือ 6.5 ล้านตัน ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 20 ปี โดยล่าสุด 8 เดือนแรกปีนี้ไทยเพิ่งจะส่งออกได้เพียง 3.65 ล้านตันเท่านั้น ส่วนเวียดนามก็พบปัญหาระดับน้ำต่ำในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเช่นกัน
โดยในจำนวน 14 ล้านตันนี้ อินเดียจะส่งออกข้าวบาสมาติไปยังอิหร่าน, ซาอุดิอาระเบียและอิรัก ซึ่งคาดการณ์ว่าปีนี้ยอดส่งออก 4.5 ล้านตัน ที่เหลือเป็นข้าวที่ไม่ใช่บาสมาติ
“ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะแอฟริกา มีความต้องการซื้อข้าวที่ไม่ใช่บาสมาติจากอินเดียมากขึ้น เนื่องจากราคาถูกกว่าที่อื่นๆ โดยราคาอินเดียล่าสุด เช่น ข้าวขาว 5% ตันละ 340 เหรียญสหรัฐ ข้าวนึ่ง ตันละ 380 เหรียญสหรัฐ และปลายข้าว อยู่ที่ 275 เหรียญ ซึ่งเทียบกับข้าวสาร 5% ของไทยตันละ 493 เหรียญ ซึ่งแม้ว่าจะลดลงมาจากก่อนหน้าที่ขายตันละ 513 เหรียญสหรัฐก็ถือว่ายังสูงกว่า ค่าบาทไทยแข็งค่าทำให้แข่งลำบาก”
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามประเมินสถานการณ์ว่าการผลิตข้าวนาปี 2563/2564 ปีนี้จะเป็นอย่างไร เพราะปริมาณน้ำในหลายเขื่อนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังต่ำ จนทางกระทรวงสาธารณสุขเกษตรและสหกรณ์ออกมาเตือถึงการปลูกข้างนาปี แต่ขณะนี้เริ่มมีฝนตกลงมาบ้างแล้ว
“ทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นำโดย นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมและคณะเตรียมลงพื้นที่สำรวจผลผลิตข้าวนาปี ที่จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2563 นี้”