สวัสดีชาว pantip
อยากขอคำปรึกษา ปัญหาชีวิตที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาเลยซักนิด กับเรื่องราวชีวิตที่หม่นหมองของเรา
หรือใครก็ตามที่กำลังจะมีครอบครัวมีคู่ชีวิต โปรดอ่านเรื่องนี้แล้วนำไปเป็นอุทาหรณ์สอนชีวิตให้ทุกท่านเลือกคิด เลือกทำในสิ่งที่ดีกับทุกคนในบ้านนะคะ
ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวคนจีน มีสมาชิกอยู่ 5 คน พ่อ แม่ น้องชาย 2 คน และเราที่เป็นีพี่สาวคนโต
แม่เราเป็นแม่บ้าน ส่วนพ่อเป็นเจ้าของบริษัท พวกเค้าทั้ง 2 ได้ตกลงกันแล้วว่า พ่อจะทำงานหาเงิน ส่วนแม่จะเป็นคนรับผิดชอบดูแลเรื่องทุกอย่างในบ้าน อยู่ไปอยู่มา ก็เกิดวีรกรรมที่ 1 : พ่อก็ไปแอบสร้างครอบครัวที่ 2 ตั้งแต่เราอายุได้เพียง 2-3 ปีกับผู้หญิงที่เป็นลูกน้องของเค้า และมีลูกสาวอีก 3 คน
เราเติบโตมาท่ามกลางความชิงชังที่แม่มีให้พ่อ พร้อมกับการที่เราต้องฟังพ่อกับแม่ด่ากันไปใส่ความกันมา ทุกครั้งที่พ่อแม่ทะเลาะกัน เรามักจะได้ยินคำสาบส่งที่เลวร้ายจากแม่มาตลอด บางครั้งแม่ก็เห็นเราเป็นตัวตายตัวแทนของพ่อ บ้างก็ว่าว่าเราเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตเค้าพัง เพราะเราเป็นลูกเวร เพราะเราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ชาย เราไม่น่ารัก เราเป็นลูกที่แย่มาก เราไม่ได้เป็นโซ่ทองคล้องใจในวันที่พวกเค้าตั้งแง่ตั้งงอนใส่กัน ฯลฯ และอีกต่างๆนาๆสารพัดสิ่ง มันเยอะมากจนแทบจะไม่อยากจำ เราเยียวยาตัวเองได้แค่การพยายามที่จะลบออกจากสมองให้หมดเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะลบออกไปจากใจเราได้เลยแม้แต่น้อย
แม่เราเป็นคนอารมณ์รุนแรง พูดจาน้ำไม่มีมะนาว ในขณะที่พ่อก็เป็นคนเงียบขรึมมาตลอด พวกเค้าจะเป็นแบบนี้เฉพาะเวลาที่อยู่กับคนในครอบครัว แต่กลับกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เค้าก้าวขาออกนอกบ้านไปพบปะผู้คนแล้วนั้น เหมือนว่าเค้าทั้งคู่ได้กลายไปเป็นอีกคนไปในทันที แม่เราจะพูดจาน่ารักเป็นมิตร มีน้ำใจกับทุกคน ส่วนพ่อเราก็จะเป็นคนอารมณ์ดียิ้มเก่งคุยสนุกมีมุกตลกเสมอ นั่นคือสิ่งที่เราไม่เคยหาได้ในเวลาที่เราอยู่บ้าน มันทำให้เราโมโหอยู่ในใจตลอดเวลา ทำไมพวกเค้าไม่เป็นแบบนี้กับคนในบ้านบ้าง ไม่เลือกจะสร้างบรรยากาศในบ้านให้อบอุ่นและน่าอยู่ เชื่อเถอะว่า ต่อให้มีบ้านเป็นวิมานใหญ่โตสวยหรูขนาดไหน แต่ถ้าคนในบ้านด่ากันทุกวัน บ้านมันก็ไม่น่าอยู่หรอก
เราหลับหูหลับตาใช้ชีวิตวัยเด็กของเราไปเรื่อยๆ เพราะตอนเรายังเล็กๆ เราเป็นเด็กสมาธิสั้น คุณพ่อคุณแม่เลยให้เรามาเรียนเปียโน จนกลายเป็นว่า เปียโนคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเยียวยาจิตใจในยามที่ชีวิตเราเต็มไปด้วยมรสุมอารมณ์ เลยทำให้เราได้อยู่แต่กับสิ่งที่ดีงาม เราเลยเอาดีกับด้านนี้ด้วยการเป็นครูสอนเปียโน
จนเราอายุได้ 17 เกิดเรื่องใหญ่ที่บ้าน เป็นวีรกรรมที่ 2 ที่แม่เราทำขึ้น (ณ ตอนนั้น เราไม่รู้เหตุกาารณ์อะไรเลย เลยเล่าไม่ได้ว่าต้นเหตุมาจากเรื่องอะไร) จนเป็นเหตุให้พ่อเรารับไม่ได้ ด่าว่ารุนแรงกันไม่พอ ถึงขั้นลงไม้ลงมือทะเลาะทุบตีจนมีลูกหลงจากความรุนแรงมาโดนเราเต็มๆ และแล้ว ก็บ้านแตกสาแหรกขาดในที่สุด ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พ่อก็ไม่กลับมาอาศัยอยู่ร่วมบ้านกับพวกเราอีกเลย
แต่สัญญาก็ยังคงเป็นสัญญาระหว่างพวกเขา พ่อยังรับผิดชอบเรื่องการหาเลี้ยงดูครอบครัวเหมือนเดิมไม่ขาดตกบกพร่องใดๆทั้งสิ้น
จนเวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี นับจากวันที่บ้านสลายครอบครัวแตกกระจาย ตอนนี้เราอายุ 27 แล้ว ส่วนน้องชาย 2 คน อยู่มหาวิทยาลัย แม่เราก็เหมือนจะเริ่มปรับตัวได้ เค้าเริ่มพูดจากับเราและน้องๆน่ารักขึ้น และเริ่มมีเพื่อนมีฝูงใหม่ๆในวัยใหม่ๆเยอะขึ้น
แต่มันไม่ได้เป็น Happy Ending ง่ายๆ เพราะแม่ไปพบเจอกับคนที่ถูกตาถูกใจเข้า พวกเค้าก็ตกลงคบหาดูใจกันอย่างลับๆ โดยที่เราบังเอิญไปรู้เข้า แล้วบรรยากาศอึมครึมมาคุภายในบ้านระหว่างเรากับแม่มันก็เริ่มกลับมาอีก
ยรรยากาศแบบนั้นที่กลับมาในคราวนี้ เราโตขึ้นแล้ว และเราก็ไม่ได้เป็นเด็กที่จะหลับหูหลับตาใช้ชีวิตไปวันๆอีกต่อไป เรามีเป้าหมายชีวิต มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแฟน เรามีการมีงานที่เลี้ยงตัวได้ และพอจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายท่บ้านได้บ้างเล็กๆน้อยๆ
นิสัยเดิมๆที่แม่เคยหยุดแล้ว มันก็กลับมาอีกครั้งและรุนแรงกว่าเดิม เพราะเราเองก็ไม่ได้น่ารักเรียบร้อยเก็บวาจาได้เหมือนเมื่อก่อน เราไม่สามารถเก็บอารมณ์แห่งความไม่พอใจ ไม่สามารรองรับความ Toxic ได้อีกต่อไป บางครั้งเราก็สวนเค้ากลับบ้าง จนมันเริ่มจะรุนแรงขึ้น และรุนแรงกับจิตใจเรามากๆด้วย ถึงขั้นบางคืนเราก็นอนไม่หลับ ร้องไห้ตลอดคืน เศร้าหมองโดยไม่มีสาเหตุ จนวันนี้เราก็เศร้าและเครียดแบบนี้อยู่
สำหรับเราในฐานะลูกสาวคนโต เราไม่สามารถเลือกที่จะออกจากบ้านไปใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียว เพราะเราเองก็เป็นห่วงแม่ว่าเค้าจะต้องอยู่คนเดียว ญาติพี่น้องของเค้าก็ไม่ได้อยู่ละแวกบ้านเดียวกับเรา เราเลยเลือกจะอยู่กับเค้าต่อไปเรื่อยๆ แต่การเลือกตัวเลือกนี้ ก็ทำให้เราเครียดมากๆด้วยเหมือนกัน
ถ้าเกิดสถานการณ์แบบนี้แล้ว ควรทำอย่างไรต่อไปดี ที่ไม่ให้เราต้องมีสุขภาพจิตที่ย่ำแย่แบบนี้ การนอนร้องไห้ทุกคืน และความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่านั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย
อยากรับฟังความคืดเห็นของผู้ที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ
เป็นพระคุณอย่างยิ่ง
ปัญหาความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว
อยากขอคำปรึกษา ปัญหาชีวิตที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาเลยซักนิด กับเรื่องราวชีวิตที่หม่นหมองของเรา
หรือใครก็ตามที่กำลังจะมีครอบครัวมีคู่ชีวิต โปรดอ่านเรื่องนี้แล้วนำไปเป็นอุทาหรณ์สอนชีวิตให้ทุกท่านเลือกคิด เลือกทำในสิ่งที่ดีกับทุกคนในบ้านนะคะ
ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวคนจีน มีสมาชิกอยู่ 5 คน พ่อ แม่ น้องชาย 2 คน และเราที่เป็นีพี่สาวคนโต
แม่เราเป็นแม่บ้าน ส่วนพ่อเป็นเจ้าของบริษัท พวกเค้าทั้ง 2 ได้ตกลงกันแล้วว่า พ่อจะทำงานหาเงิน ส่วนแม่จะเป็นคนรับผิดชอบดูแลเรื่องทุกอย่างในบ้าน อยู่ไปอยู่มา ก็เกิดวีรกรรมที่ 1 : พ่อก็ไปแอบสร้างครอบครัวที่ 2 ตั้งแต่เราอายุได้เพียง 2-3 ปีกับผู้หญิงที่เป็นลูกน้องของเค้า และมีลูกสาวอีก 3 คน
เราเติบโตมาท่ามกลางความชิงชังที่แม่มีให้พ่อ พร้อมกับการที่เราต้องฟังพ่อกับแม่ด่ากันไปใส่ความกันมา ทุกครั้งที่พ่อแม่ทะเลาะกัน เรามักจะได้ยินคำสาบส่งที่เลวร้ายจากแม่มาตลอด บางครั้งแม่ก็เห็นเราเป็นตัวตายตัวแทนของพ่อ บ้างก็ว่าว่าเราเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตเค้าพัง เพราะเราเป็นลูกเวร เพราะเราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ชาย เราไม่น่ารัก เราเป็นลูกที่แย่มาก เราไม่ได้เป็นโซ่ทองคล้องใจในวันที่พวกเค้าตั้งแง่ตั้งงอนใส่กัน ฯลฯ และอีกต่างๆนาๆสารพัดสิ่ง มันเยอะมากจนแทบจะไม่อยากจำ เราเยียวยาตัวเองได้แค่การพยายามที่จะลบออกจากสมองให้หมดเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะลบออกไปจากใจเราได้เลยแม้แต่น้อย
แม่เราเป็นคนอารมณ์รุนแรง พูดจาน้ำไม่มีมะนาว ในขณะที่พ่อก็เป็นคนเงียบขรึมมาตลอด พวกเค้าจะเป็นแบบนี้เฉพาะเวลาที่อยู่กับคนในครอบครัว แต่กลับกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เค้าก้าวขาออกนอกบ้านไปพบปะผู้คนแล้วนั้น เหมือนว่าเค้าทั้งคู่ได้กลายไปเป็นอีกคนไปในทันที แม่เราจะพูดจาน่ารักเป็นมิตร มีน้ำใจกับทุกคน ส่วนพ่อเราก็จะเป็นคนอารมณ์ดียิ้มเก่งคุยสนุกมีมุกตลกเสมอ นั่นคือสิ่งที่เราไม่เคยหาได้ในเวลาที่เราอยู่บ้าน มันทำให้เราโมโหอยู่ในใจตลอดเวลา ทำไมพวกเค้าไม่เป็นแบบนี้กับคนในบ้านบ้าง ไม่เลือกจะสร้างบรรยากาศในบ้านให้อบอุ่นและน่าอยู่ เชื่อเถอะว่า ต่อให้มีบ้านเป็นวิมานใหญ่โตสวยหรูขนาดไหน แต่ถ้าคนในบ้านด่ากันทุกวัน บ้านมันก็ไม่น่าอยู่หรอก
เราหลับหูหลับตาใช้ชีวิตวัยเด็กของเราไปเรื่อยๆ เพราะตอนเรายังเล็กๆ เราเป็นเด็กสมาธิสั้น คุณพ่อคุณแม่เลยให้เรามาเรียนเปียโน จนกลายเป็นว่า เปียโนคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเยียวยาจิตใจในยามที่ชีวิตเราเต็มไปด้วยมรสุมอารมณ์ เลยทำให้เราได้อยู่แต่กับสิ่งที่ดีงาม เราเลยเอาดีกับด้านนี้ด้วยการเป็นครูสอนเปียโน
จนเราอายุได้ 17 เกิดเรื่องใหญ่ที่บ้าน เป็นวีรกรรมที่ 2 ที่แม่เราทำขึ้น (ณ ตอนนั้น เราไม่รู้เหตุกาารณ์อะไรเลย เลยเล่าไม่ได้ว่าต้นเหตุมาจากเรื่องอะไร) จนเป็นเหตุให้พ่อเรารับไม่ได้ ด่าว่ารุนแรงกันไม่พอ ถึงขั้นลงไม้ลงมือทะเลาะทุบตีจนมีลูกหลงจากความรุนแรงมาโดนเราเต็มๆ และแล้ว ก็บ้านแตกสาแหรกขาดในที่สุด ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พ่อก็ไม่กลับมาอาศัยอยู่ร่วมบ้านกับพวกเราอีกเลย
แต่สัญญาก็ยังคงเป็นสัญญาระหว่างพวกเขา พ่อยังรับผิดชอบเรื่องการหาเลี้ยงดูครอบครัวเหมือนเดิมไม่ขาดตกบกพร่องใดๆทั้งสิ้น
จนเวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี นับจากวันที่บ้านสลายครอบครัวแตกกระจาย ตอนนี้เราอายุ 27 แล้ว ส่วนน้องชาย 2 คน อยู่มหาวิทยาลัย แม่เราก็เหมือนจะเริ่มปรับตัวได้ เค้าเริ่มพูดจากับเราและน้องๆน่ารักขึ้น และเริ่มมีเพื่อนมีฝูงใหม่ๆในวัยใหม่ๆเยอะขึ้น
แต่มันไม่ได้เป็น Happy Ending ง่ายๆ เพราะแม่ไปพบเจอกับคนที่ถูกตาถูกใจเข้า พวกเค้าก็ตกลงคบหาดูใจกันอย่างลับๆ โดยที่เราบังเอิญไปรู้เข้า แล้วบรรยากาศอึมครึมมาคุภายในบ้านระหว่างเรากับแม่มันก็เริ่มกลับมาอีก
ยรรยากาศแบบนั้นที่กลับมาในคราวนี้ เราโตขึ้นแล้ว และเราก็ไม่ได้เป็นเด็กที่จะหลับหูหลับตาใช้ชีวิตไปวันๆอีกต่อไป เรามีเป้าหมายชีวิต มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแฟน เรามีการมีงานที่เลี้ยงตัวได้ และพอจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายท่บ้านได้บ้างเล็กๆน้อยๆ
นิสัยเดิมๆที่แม่เคยหยุดแล้ว มันก็กลับมาอีกครั้งและรุนแรงกว่าเดิม เพราะเราเองก็ไม่ได้น่ารักเรียบร้อยเก็บวาจาได้เหมือนเมื่อก่อน เราไม่สามารถเก็บอารมณ์แห่งความไม่พอใจ ไม่สามารรองรับความ Toxic ได้อีกต่อไป บางครั้งเราก็สวนเค้ากลับบ้าง จนมันเริ่มจะรุนแรงขึ้น และรุนแรงกับจิตใจเรามากๆด้วย ถึงขั้นบางคืนเราก็นอนไม่หลับ ร้องไห้ตลอดคืน เศร้าหมองโดยไม่มีสาเหตุ จนวันนี้เราก็เศร้าและเครียดแบบนี้อยู่
สำหรับเราในฐานะลูกสาวคนโต เราไม่สามารถเลือกที่จะออกจากบ้านไปใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียว เพราะเราเองก็เป็นห่วงแม่ว่าเค้าจะต้องอยู่คนเดียว ญาติพี่น้องของเค้าก็ไม่ได้อยู่ละแวกบ้านเดียวกับเรา เราเลยเลือกจะอยู่กับเค้าต่อไปเรื่อยๆ แต่การเลือกตัวเลือกนี้ ก็ทำให้เราเครียดมากๆด้วยเหมือนกัน
ถ้าเกิดสถานการณ์แบบนี้แล้ว ควรทำอย่างไรต่อไปดี ที่ไม่ให้เราต้องมีสุขภาพจิตที่ย่ำแย่แบบนี้ การนอนร้องไห้ทุกคืน และความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่านั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย
อยากรับฟังความคืดเห็นของผู้ที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ
เป็นพระคุณอย่างยิ่ง