ปชป.แห่ถอนชื่อไม่มีผล! เพื่อไทย ผนึก ก้าวไกล เดินหน้าต่อ ลุยปิดสวิตช์ ส.ว.
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4874802
ปชป.แห่ถอนชื่อไม่มีผล เพื่อไทย ผนึก ก้าวไกล เดินหน้าต่อ ยื่นแก้รัฐธรรมนูญ 4 ญัตติ ลุยปิดสวิตช์ ส.ว.
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ว่าด้วยการยกเลิกให้ส.ว.ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ตามที่ 99 ส.ส.รัฐบาล และฝ่ายค้าน รวม 13 พรรคการเมือง ได้เข้ายื่นต่อนาย
ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 8 ก.ย. โดยตั้งแต่ช่วงเช้าวิปรัฐบาลได้กดดันในยังพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ กระทั่งมีส.ส.รัฐบาล ได้ส่งหนังสือเพื่อยืนยันขอถอนชื่อจากญัตติดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 5 คน
ประกอบด้วย นาย
จุลพันธ์ โนนศรีชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา นาย
มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ นาย
สุรทิน พิจารณ์ ส.ส.พรรคประชาธิปไตยใหม่ นาย
พิเชษฐ์ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธรรมไทย และนาย
พีระวิทย์ เรื่องรือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม
ขณะเดียวกัน ยังมีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ร่วมลงชื่ออีก 11 คนจากทั้งหมด 16 คน ขอถอนชื่อออกด้วย โดยคาดว่า จะส่งเอกสารอย่างเป็นทางในวันที่ 10 กันยายนนี้ จึงส่งผลให้ญัตติดังกล่าว ไม่สามารถบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมได้ เนื่องจากญัตติไม่สมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ
มีรายงานอีกว่า พรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน นำโดย พรรคเพื่อไทย ได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญไปอีก 4 ญัตติ
1. การยกเลิกอำนาจวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 ที่นอกจากให้มาจากการเลือกในบัญชีของพรรคการเมืองแล้ว ยังเลือกจาก ส.ส.ได้ด้วย
2. การยกเลิกอำนาจของวุฒิสภา ตามมาตรา 270 เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ และมาตรา 271 เกี่ยวกับการไม่เห็นชอบหรือแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายเกี่ยวกับ แก้ไขเพิ่มเติมโทษหรือองค์ประกอบความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฯลฯ เฉพาะเมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมีผลให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากความผิดหรือโทษ ที่เสนอโดยสภาผู้แทนราษฎร
3. การยกเลิกมาตรา 279 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลที่ทำให้ประกาศคำสั่งและการกระทำของ คสช. อยู่เหนือกว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ
4. การแก้ไขระบบเลือกตั้ง ด้วยการยกเลิกมาตรา 88, 83 ,85,90 ,91 และ 94 โดยแก้ไขระบบเลือกตั้งให้เป็นไปตามแนวทางของรัฐธรรมนูญพ.ศ 2540 คือใช้บัตร 2 ใบ คือเลือกคนและเลือกพรรคการเมือง
โดยตลอดทั้งวันที่ห้องประชุมชั้น 6 พรรคเพื่อไทย ได้ให้ส.ส.ทุกพรรคมาลงนาม มีส.ส.พรรคเพื่อไทย ส.ส.จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทยอยมาลงชื่ออย่างต่อเนื่อง ส่วนประเด็นพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลที่มีความเห็นไม่ตรงกันในการแก้รัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้น แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ประสานทางวาจากับแกนนำพรรคก้าวไกล เพื่อขอให้มาร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะทั้งสองพรรคต่างมีจุดยืนในหลักการเดียวกัน จากการพูดคุยได้ผลออกมาไปในทิศทางที่ดี และส.ส.ก้าวไกลส่วนใหญ่เห็นด้วยและจะร่วมลงชื่อเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้จะมีการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมต่อนาย
ชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ในวันที่ 10 ก.ย.เวลาประมาณ 13.30น.
นร.ไทยในสหรัฐฯแนะรัฐบาลแก้รธน.หยุดยั้งม็อบ-ยุติยึดอำนาจ
https://www.innnews.co.th/social/news_767627/
นร.ไทยในสหรัฐฯ สะท้อนแนวคิดทางการเมือง แนะ "รัฐบาล" แก้ รธน. ช่วยหยุดยั้งม็อบ-ยุติการยึดอำนาจ
นาย
กฤตัชญ์ กรรณิกา อายุ 16 ปี นักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา แสดงความคิดเรื่อง หยุดการยึดอำนาจ ว่า เรียนผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ตอนนี้ตนกำลังเรียนอยู่เกรด 11 โรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ตนมีโอกาสได้เรียนวิชารัฐศาสตร์ที่สอนกันในระดับมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา โดยตำราดังกล่าวสอนให้รู้ว่า จะหยุดม็อบได้อย่างไร นอกจากนี้ตนยังมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการหยุดยึดอำนาจจากการทำรัฐประหาร สืบเนื่องจากประเทศไทย มีการยึดอำนาจมากกว่า 20 ครั้ง สำเร็จกว่า 10 ครั้ง และอาจเกิดการยึดอำนาจขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะหยุดการยึดอำนาจซ้ำซากได้สำเร็จ หากแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 99 จึงอยากเสนอแนะให้รัฐบาลเลือกทำตามความต้องการของม็อบ หรืออยู่เงียบๆ หรือยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนทั้งประเทศอีกครั้ง
นักเรียนไทยในสหรัฐ ยังกล่าวอีกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560 มาตรา 99 เป็นทางออกที่น่าคิดทางเลือกหนึ่ง นั้นก็คือการแก้ไขให้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยทุก 2 ปี แทน 4 ปี ในช่วงที่ประชาธิปไตยไทยกำลังเปราะบาง เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม บริหารอารมณ์ของประชาชนได้ดีเพราะไม่ต้องทนนานถึง 4 ปี จนทนไม่ได้จึงก่อการความรุนแรงขับไล่รัฐบาล แต่ถ้าลดระยะเวลาเหลือ 2 ปีหมดวาระของรัฐบาล อารมณ์ของประชาชนที่กำลังถูกปั่นกระแสให้พุ่งก็จะฝ่อได้จนสามารถปิดประตูความรุนแรงบานปลาย หยุดโอกาสของการยึดอำนาจเพราะอารมณ์ของประชาชนจะอยู่ในการควบคุม ถ้าใครสกัดกั้นหรือล้มการเลือกตั้งก็ต้องจัดการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนแทนการแต่งตั้ง ซึ่งจะกระชับความสัมพันธ์ลดช่องว่างระหว่างประชาชนคนไทยกับ ส.ว.ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ถ้าจะคงการมี ส.ว. ไว้ต้องทำให้ประชาชนเห็นประโยชน์ของ ส.ว. จากการเลือกตั้งของประชาชนมากกว่าเห็นว่า ส.ว. จากการแต่งตั้งที่มีไว้เพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการซึ่งไม่เป็นผลดีต่อส่วนรวม
กล่าวโดยสรุป หยุดการยึดอำนาจ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 99 ให้อายุรัฐบาลสั้นลง และแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนแทนการแต่งตั้ง นอกจากนี้ ยังจะหยุดม็อบได้อีกด้วย ถ้ารัฐบาลเลือกที่จะทำตามต้องการของกลุ่มม็อบ หรือผู้นำประเทศเลือกที่จะเป็นเตมีย์ใบ้ หรือ เลือกที่จะยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน
ผวาม็อบนักเรียนลากยาวกระทบลงทุน
https://www.dailynews.co.th/economic/794425
เอกชนผวาม็อบนักเรียนลากยาวกระทบเชื่อมั่นลงทุน จี้รัฐเร่งคลี่คลายด่วน ด้าน“หอการค้าไทย-จีน” แนะรัฐขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ พร้อมเปิดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่น ไตรมาส 4/63 มอง เศรษฐกิจจีนทั้งการค้าและการลงทุนจะดีขึ้น
นาย
สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วยส.อ.ท. หอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย ประจำเดือนก.ย.ว่า ยอมรับว่า ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 19 ก.ย.นี้ว่า จะเป็นอย่างไร หากยืดเยื้อลากยาว จะไม่เป็นผลดีกับประเทศ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ขณะนี้รอจังหวะหมดโควิด–19 แล้วจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเห็นว่า ภาครัฐควรเปิดเวทีให้แสดงความคิดเห็นและรับฟังนำข้อมูลสิ่งไหนที่เป็นประโยชน์กับประเทศ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา ก็ควรไปปรับใช้
นาย
ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย-จีน ที่ได้จากการสำรวจความเห็นจาก คณะกรรมการกิตติมศักดิ์ คณะกรรมการบริหาร สมาชิกหอการค้า และ ผู้นำของสมาพันธ์หอการค้าไทยจีน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ในช่วงกลางไตรมาส 3 ของปี 63 เพื่อประเมินผลทางเศรษฐกิจไตรมาส 4 พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่า เศรษฐกิจจีนทั้งการค้าและการลงทุนไตรมาส 4 ปี 63 จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 63 ส่งผลให้การนำเข้าและส่งออกระหว่างไทยกับจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
“รอบ 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.63) การส่งออกไทยไปตลาดจีนขยายตัว 4.5% หรือเป็นสัดส่วน 12.8% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย จึงมีส่วนที่จะเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนการส่งออกไทยได้ระดับหนึ่งและเมื่อเศรษฐกิจจีนมีทิศทางดีขึ้นก็ย่อมส่งผลต่อการค้าและส่งออกของไทยกับจีนจะเติบโตเช่นกัน แต่ในมุมมองเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ยอมรับว่าผลสำรวจไม่มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะดีขึ้นหากแต่โอกาสที่จะลดลงมีไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับโอกาสที่จะทรงตัวและดีขึ้นรวมกัน”
ทั้งนี้แม้ว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ปีนี้จะหดตัว 12.2% แต่ก็เริ่มมีสัญญาณบวกจาก ความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลควรเร่งแก้ไขไตรมาส 4 โดยเร็ว ด้วยการเร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศที่แม้ว่า รัฐบาลจะได้ดำเนินการอยู่แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยได้ จึงจำเป็นต้องผลักดันมาตรการผ่อนคลายการเดินทางเข้าไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาส 4 ปี 2563 นี้ด้วย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาพำนักในประเทศไทยในระยะยาว
นอกจากนี้จากการสอบถามถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนพบว่า ปัจจัยสำคัญสุดคือการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ทางการเมืองและการประท้วงหากคลี่คลายได้จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ซึ่งให้ความสำคัญมากกว่าปัจจัยลำดับที่สองคือการทดลองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในคนได้อย่างสมบูรณ์ โดยนักธุรกิจที่ตอบการสำรวจคาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9-12 เดือนที่จะทำให้เกิดความมั่นใจในการลงทุนเพิ่มขึ้น
JJNY : 5in1 พท.ผนึกกก.ลุยปิดสวิตช์ส.ว./นร.ไทยในสหรัฐฯแนะแก้รธน./ผวาม็อบกระทบลงทุน/น้ำตาลไทยสาหัส/เศรษฐาเตือนศก.น่าห่วง
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4874802
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ว่าด้วยการยกเลิกให้ส.ว.ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ตามที่ 99 ส.ส.รัฐบาล และฝ่ายค้าน รวม 13 พรรคการเมือง ได้เข้ายื่นต่อนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 8 ก.ย. โดยตั้งแต่ช่วงเช้าวิปรัฐบาลได้กดดันในยังพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ กระทั่งมีส.ส.รัฐบาล ได้ส่งหนังสือเพื่อยืนยันขอถอนชื่อจากญัตติดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 5 คน
ประกอบด้วย นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ นายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.พรรคประชาธิปไตยใหม่ นายพิเชษฐ์ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธรรมไทย และนายพีระวิทย์ เรื่องรือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม
ขณะเดียวกัน ยังมีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ร่วมลงชื่ออีก 11 คนจากทั้งหมด 16 คน ขอถอนชื่อออกด้วย โดยคาดว่า จะส่งเอกสารอย่างเป็นทางในวันที่ 10 กันยายนนี้ จึงส่งผลให้ญัตติดังกล่าว ไม่สามารถบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมได้ เนื่องจากญัตติไม่สมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ
มีรายงานอีกว่า พรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน นำโดย พรรคเพื่อไทย ได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญไปอีก 4 ญัตติ
1. การยกเลิกอำนาจวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 ที่นอกจากให้มาจากการเลือกในบัญชีของพรรคการเมืองแล้ว ยังเลือกจาก ส.ส.ได้ด้วย
2. การยกเลิกอำนาจของวุฒิสภา ตามมาตรา 270 เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ และมาตรา 271 เกี่ยวกับการไม่เห็นชอบหรือแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายเกี่ยวกับ แก้ไขเพิ่มเติมโทษหรือองค์ประกอบความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฯลฯ เฉพาะเมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมีผลให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากความผิดหรือโทษ ที่เสนอโดยสภาผู้แทนราษฎร
3. การยกเลิกมาตรา 279 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลที่ทำให้ประกาศคำสั่งและการกระทำของ คสช. อยู่เหนือกว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ
4. การแก้ไขระบบเลือกตั้ง ด้วยการยกเลิกมาตรา 88, 83 ,85,90 ,91 และ 94 โดยแก้ไขระบบเลือกตั้งให้เป็นไปตามแนวทางของรัฐธรรมนูญพ.ศ 2540 คือใช้บัตร 2 ใบ คือเลือกคนและเลือกพรรคการเมือง
โดยตลอดทั้งวันที่ห้องประชุมชั้น 6 พรรคเพื่อไทย ได้ให้ส.ส.ทุกพรรคมาลงนาม มีส.ส.พรรคเพื่อไทย ส.ส.จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทยอยมาลงชื่ออย่างต่อเนื่อง ส่วนประเด็นพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลที่มีความเห็นไม่ตรงกันในการแก้รัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้น แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ประสานทางวาจากับแกนนำพรรคก้าวไกล เพื่อขอให้มาร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะทั้งสองพรรคต่างมีจุดยืนในหลักการเดียวกัน จากการพูดคุยได้ผลออกมาไปในทิศทางที่ดี และส.ส.ก้าวไกลส่วนใหญ่เห็นด้วยและจะร่วมลงชื่อเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้จะมีการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ในวันที่ 10 ก.ย.เวลาประมาณ 13.30น.
นร.ไทยในสหรัฐฯแนะรัฐบาลแก้รธน.หยุดยั้งม็อบ-ยุติยึดอำนาจ
https://www.innnews.co.th/social/news_767627/
นร.ไทยในสหรัฐฯ สะท้อนแนวคิดทางการเมือง แนะ "รัฐบาล" แก้ รธน. ช่วยหยุดยั้งม็อบ-ยุติการยึดอำนาจ
นายกฤตัชญ์ กรรณิกา อายุ 16 ปี นักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา แสดงความคิดเรื่อง หยุดการยึดอำนาจ ว่า เรียนผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ตอนนี้ตนกำลังเรียนอยู่เกรด 11 โรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ตนมีโอกาสได้เรียนวิชารัฐศาสตร์ที่สอนกันในระดับมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา โดยตำราดังกล่าวสอนให้รู้ว่า จะหยุดม็อบได้อย่างไร นอกจากนี้ตนยังมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการหยุดยึดอำนาจจากการทำรัฐประหาร สืบเนื่องจากประเทศไทย มีการยึดอำนาจมากกว่า 20 ครั้ง สำเร็จกว่า 10 ครั้ง และอาจเกิดการยึดอำนาจขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะหยุดการยึดอำนาจซ้ำซากได้สำเร็จ หากแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 99 จึงอยากเสนอแนะให้รัฐบาลเลือกทำตามความต้องการของม็อบ หรืออยู่เงียบๆ หรือยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนทั้งประเทศอีกครั้ง
นักเรียนไทยในสหรัฐ ยังกล่าวอีกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560 มาตรา 99 เป็นทางออกที่น่าคิดทางเลือกหนึ่ง นั้นก็คือการแก้ไขให้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยทุก 2 ปี แทน 4 ปี ในช่วงที่ประชาธิปไตยไทยกำลังเปราะบาง เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม บริหารอารมณ์ของประชาชนได้ดีเพราะไม่ต้องทนนานถึง 4 ปี จนทนไม่ได้จึงก่อการความรุนแรงขับไล่รัฐบาล แต่ถ้าลดระยะเวลาเหลือ 2 ปีหมดวาระของรัฐบาล อารมณ์ของประชาชนที่กำลังถูกปั่นกระแสให้พุ่งก็จะฝ่อได้จนสามารถปิดประตูความรุนแรงบานปลาย หยุดโอกาสของการยึดอำนาจเพราะอารมณ์ของประชาชนจะอยู่ในการควบคุม ถ้าใครสกัดกั้นหรือล้มการเลือกตั้งก็ต้องจัดการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนแทนการแต่งตั้ง ซึ่งจะกระชับความสัมพันธ์ลดช่องว่างระหว่างประชาชนคนไทยกับ ส.ว.ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ถ้าจะคงการมี ส.ว. ไว้ต้องทำให้ประชาชนเห็นประโยชน์ของ ส.ว. จากการเลือกตั้งของประชาชนมากกว่าเห็นว่า ส.ว. จากการแต่งตั้งที่มีไว้เพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการซึ่งไม่เป็นผลดีต่อส่วนรวม
กล่าวโดยสรุป หยุดการยึดอำนาจ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 99 ให้อายุรัฐบาลสั้นลง และแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนแทนการแต่งตั้ง นอกจากนี้ ยังจะหยุดม็อบได้อีกด้วย ถ้ารัฐบาลเลือกที่จะทำตามต้องการของกลุ่มม็อบ หรือผู้นำประเทศเลือกที่จะเป็นเตมีย์ใบ้ หรือ เลือกที่จะยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน
ผวาม็อบนักเรียนลากยาวกระทบลงทุน
https://www.dailynews.co.th/economic/794425
เอกชนผวาม็อบนักเรียนลากยาวกระทบเชื่อมั่นลงทุน จี้รัฐเร่งคลี่คลายด่วน ด้าน“หอการค้าไทย-จีน” แนะรัฐขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ พร้อมเปิดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่น ไตรมาส 4/63 มอง เศรษฐกิจจีนทั้งการค้าและการลงทุนจะดีขึ้น
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วยส.อ.ท. หอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย ประจำเดือนก.ย.ว่า ยอมรับว่า ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 19 ก.ย.นี้ว่า จะเป็นอย่างไร หากยืดเยื้อลากยาว จะไม่เป็นผลดีกับประเทศ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ขณะนี้รอจังหวะหมดโควิด–19 แล้วจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเห็นว่า ภาครัฐควรเปิดเวทีให้แสดงความคิดเห็นและรับฟังนำข้อมูลสิ่งไหนที่เป็นประโยชน์กับประเทศ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา ก็ควรไปปรับใช้
นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย-จีน ที่ได้จากการสำรวจความเห็นจาก คณะกรรมการกิตติมศักดิ์ คณะกรรมการบริหาร สมาชิกหอการค้า และ ผู้นำของสมาพันธ์หอการค้าไทยจีน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ในช่วงกลางไตรมาส 3 ของปี 63 เพื่อประเมินผลทางเศรษฐกิจไตรมาส 4 พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่า เศรษฐกิจจีนทั้งการค้าและการลงทุนไตรมาส 4 ปี 63 จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 63 ส่งผลให้การนำเข้าและส่งออกระหว่างไทยกับจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
“รอบ 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.63) การส่งออกไทยไปตลาดจีนขยายตัว 4.5% หรือเป็นสัดส่วน 12.8% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย จึงมีส่วนที่จะเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนการส่งออกไทยได้ระดับหนึ่งและเมื่อเศรษฐกิจจีนมีทิศทางดีขึ้นก็ย่อมส่งผลต่อการค้าและส่งออกของไทยกับจีนจะเติบโตเช่นกัน แต่ในมุมมองเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ยอมรับว่าผลสำรวจไม่มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะดีขึ้นหากแต่โอกาสที่จะลดลงมีไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับโอกาสที่จะทรงตัวและดีขึ้นรวมกัน”
ทั้งนี้แม้ว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ปีนี้จะหดตัว 12.2% แต่ก็เริ่มมีสัญญาณบวกจาก ความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลควรเร่งแก้ไขไตรมาส 4 โดยเร็ว ด้วยการเร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศที่แม้ว่า รัฐบาลจะได้ดำเนินการอยู่แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยได้ จึงจำเป็นต้องผลักดันมาตรการผ่อนคลายการเดินทางเข้าไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาส 4 ปี 2563 นี้ด้วย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาพำนักในประเทศไทยในระยะยาว
นอกจากนี้จากการสอบถามถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนพบว่า ปัจจัยสำคัญสุดคือการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ทางการเมืองและการประท้วงหากคลี่คลายได้จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ซึ่งให้ความสำคัญมากกว่าปัจจัยลำดับที่สองคือการทดลองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในคนได้อย่างสมบูรณ์ โดยนักธุรกิจที่ตอบการสำรวจคาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9-12 เดือนที่จะทำให้เกิดความมั่นใจในการลงทุนเพิ่มขึ้น