เปิด 3 คดีร้อน ส้ม-น้ำเงิน-กกต. ใครร่วง-ใครรอด

วันนี้ (9 เม.ย.) ถือเป็นอีกวันสำคัญในทางการเมือง 1.เป็นวันแถลงนโยบายวันแรกของ “ครม.อนุทิน 2” ต่อรัฐสภา โดย “ฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น” ลับมีดรออภิปรายแบบจัดเต็ม ในลักษณะกึ่งๆ “ซักฟอก” ด้วยซ้ำ




นำโดยพรรคประชาชน ในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน พ่วงด้วยพรรคประชาธิปัตย์ “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” และพรรคกล้าธรรมที่ถูกดีดออกจากสมการจัดตั้งรัฐบาลเมื่อเดือนที่ผ่านมา

2.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จะหอบสำนวนพร้อมพยานหลักฐานกว่า 20 ลัง ไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เวลา 09.00 น. เอาผิด“อดีต 44 สส.ก้าวไกล” กรณีร่วมกันลงชื่อ และเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

น่าจับตาศาลฎีกาจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ หากไม่มีคำสั่งใดออกมา "10 สส.ส้ม"ที่ยังหลงเหลืออยู่ในสภาฯ ชุดปัจจุบันในนามพรรคประชาชน(ปชน.)จะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ซึ่งนั่นหมายถึง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค รวมถึง สส.ระดับนำในพรรค อาจต้อง “อดอภิปราย” ในการแถลงนโยบายครั้งนี้

สำหรับคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันเสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล “ชัยธวัช ตุลาธน” อดีตเลขาธิการพรรคก้าวไกล พร้อมพวกรวม 44 คน ในฐานความผิดฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ใจความตอนหนึ่งในมติของ ป.ป.ช.ค่อนข้างรุนแรง โดยกล่าวหาว่า การเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่น และธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์

เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง การกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่อง การแก้ไขกฎหมายกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง

ในการเลือกตั้ง 2569 มี สส.ปชน.ที่เป็นอดีต 44 สส.ก้าวไกล 15 ราย ถูกส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ในจำนวนนี้มี 12 คนถูกส่งลงปาร์ตี้ลิสต์ มี 3 คนถูกส่งลงสมัคร สส.เขต แต่ชนะการเลือกตั้ง 10 คน โดยกกต.รับรองผลการเลือกตั้ง สส.ปชน.ได้เข้าสภาฯ

แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน คือ 1.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 2.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 3.ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 4.ณัฐวุฒิ บัวประทุม 5.รังสิมันต์ โรม 6.ยวาโย อัศวรุ่งเรือง 7.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 8.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และ สส.แบบแบ่งเขต 2 คน คือ 9.ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.เขต 18 และ 10.นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.เขต 33

เบื้องต้น“พรรคส้ม”เดินหน้าแก้เกมเรื่องนี้ โดยจะมีการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ เอา 10 สส.ปชน.ที่ติดชนัก ออกจากโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เหลือแค่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากหัวหน้าพรรคถอยมาเป็นเลขาธิการพรรค ดัน “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” คนสนิท “กลุ่มเพื่อนเอก” เป็นหัวหน้า และดันแกนนำรุ่นที่ 3-4 ขึ้นมาเป็น กก.บห. เช่น “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ได้รับการโปรโมตเป็นรองหัวหน้าพรรค

นอกจากนี้ ฝ่ายกฎหมายของพรรค เตรียมยื่น 3 คำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากอาจทำให้ตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” เกิดสุญญากาศทางการเมืองด้วย

ไม่ใช่แค่กรณีดังกล่าว ช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้ อุณหภูมิทางการเมืองร้อนแรงไม่แพ้สภาพอากาศ ยังเหลืออีก 2 คดีใหญ่ เรียงคิวจ่อขึ้นเขียง ในยุคที่ “สีน้ำเงิน” ผงาดคุม “สภาฯล่าง-สภาฯสูง” แถมยังต้องบริหารราชการแผ่นดินในช่วง “วิกฤติพลังงาน” ที่เจอ “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ส่งผลให้ขาดตลาด และราคาดีเซลพุ่งไปแตะหลัก 47 บาทในเวลานี้

คดีต่อมา กรณี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ใน “บัตรเลือกตั้ง” ครั้งที่ผ่านมา ที่เดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย ภายหลังผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งรับคำร้องมาจากภาคประชาชน ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และศาลมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง “รับคำร้อง” ดังกล่าวไว้พิจารณา โดยให้คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายคือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งคำชี้แจง พร้อมพยานหลักฐานภายใน 15 วัน ซึ่งกำหนดเส้นตาย (ไม่นับเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ) จะเกิดขึ้นภายในช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้

กรณีดังกล่าว เป็นการกล่าวหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้แย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (3) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และ มาตรา 224

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวเรื่องนี้เมื่อ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ทนายความ “นักร้อง” ได้ยื่นคำร้องขอเอาตัวเองเป็นพยานในคดีนี้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติไม่รับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไม่ใช่ผู้ร้องในคดีนี้ ขณะเดียวกันศาลยังมีมติ “ไม่คุ้มครองชั่วคราว” ในการประกาศผลการเลือกตั้งของ กกต. โดยเห็นว่า ยังไม่มีเหตุป้องกันความเสียหาย หรือความรุนแรงอันใกล้จะถึง จึงไม่เป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย

เรื่องนี้ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีประสบการณ์เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมานานกว่าทศวรรษ ให้ความเห็นเมื่อ 30 มี.ค.ในกิจกรรมพบปะสื่อมวลชนที่ จ.กระบี่ ตอนหนึ่งว่า ต้องรอดูว่าฝ่ายผู้ร้อง (ผู้ตรวจการแผ่นดิน) หรือฝ่ายผู้ถูกร้อง (กกต.) จะยื่นใครมาเป็นพยานหรือไม่ เบื้องต้นต้องขอดูพยานหลักฐานก่อน โดยศาลฯมีอำนาจในการไต่สวนราว 1 ปี

ส่วนบัตรเลือกตั้งจะเป็นความลับหรือไม่นั้น “นครินทร์” ยืนยันว่า จะลับหรือไม่ลับก็อยู่ที่ข้อกฎหมาย ซึ่งเรายังไม่ได้คุยกัน เพราะคำว่าศาลไม่ใช่ความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นความเห็นของทั้ง 9 คนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญจัดตั้งขึ้นหน้าที่ตามอำนาจของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญ ที่มอบหมายให้ทำ ทั้ง 9 คนมีดุลพินิจเป็นอิสระ ดังนั้น หลังจากฟังข้อเท็จจริงแล้วแต่ละคนเชื่อว่ามีดุลพินิจในการวินิจฉัย ฉะนั้นบัตรเลือกตั้งจะเป็นความลับหรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยก็เป็นคำวินิจฉัยส่วนตน

ถัดมาเป็นคดีร้อนที่ถูกเขย่ามาตั้งแต่ 2 ปีก่อน นั่นคือกรณีกล่าวหา “ฮั้ว สว.” โดยคณะกรรมการไต่สวนและสืบสวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาให้ไต่สวนเรื่องนี้ มีรองเลขาฯ กกต. และรองอธิบดีดีเอสไอ เข้าไปเป็นกรรมการด้วย ได้สรุปผลการไต่สวนกล่าวหาว่ามีบุคคลร่วมกระทำความผิด 229 ราย ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรคการเมือง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อีก 91 ราย ในจำนวนนี้เกินกว่า 10 คน ปัจจุบันเป็น “รัฐมนตรี” ในยุค “ครม.อนุทิน 2”

ทว่าต่อมา “อิทธิพร บุญประคอง” เมื่อครั้งเป็นประธาน กกต. (ปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว) ได้ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 โดยลงนามเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 โดยให้มีอำนาจพิจารณาสำนวนการไต่สวนคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีกระแสข่าวสะพัดมาตั้งแต่กลางเดือน มี.ค.ว่า คณะอนุฯชุดที่ 36 นี้ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เห็นว่าคดีฮั้ว สว.ไม่มีการกระทำผิดเกิดขึ้น และอยู่ระหว่างขั้นตอนชงวาระเข้าที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ เพื่อลงมติอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป

เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะว่าคดีฮั้ว สว.ปรากฎพยานหลักฐานผ่านสื่อค่อนข้างชัดเจนหลายครั้ง ไม่ว่าจะปรากฏเหตุผู้สมัคร สว.สัมมนา หรือนอนพักที่โรงแรมแห่งเดียวกัน ใส่เสื้อหรือสวมหมวกที่มีลักษณะสี หรือสัญลักษณ์เดียวกัน แถมในขั้นตอนการกาเลือก สว.เหมือนมีการ “คำนวณ” ทางคณิตศาสตร์ชั้นสูง ผ่านโปรแกรมวิเคราะห์ ซึ่งปรากฏตามสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26

“ครม.อนุทิน 2” นัดแถลงนโยบายแก่รัฐสภาในวันนี้ ท่ามกลางปมร้อน “ฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น” เตรียมหยิบยกเรื่องนี้มากล่าวหา “ฝ่าฝืนจริยธรรม” หรือไม่ ทำให้ต้องรอดูว่าบทสรุปจะออกมาอย่างไร

ทั้งหมดคือ 3 คดีร้อนก่อน“สงกรานต์”ที่ดุเดือดไม่แพ้ “วิกฤติน้ำมัน” ที่กำลังเซาะกร่อนบ่อนทำลาย“รัฐนาวาสีน้ำเงิน” อยู่ในตอนนี้

https://www.facebook.com/share/p/18J4i2jqSN/

#ฝ่ายค้าน #รัฐบาล #ภูมิใจไทย #เนชั่นสุดสัปดาห์ #การเมือง #ข่าวล่าสุด #พรรคประชาชน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่