สวัสดีชาวเรื่องเล่าจากแฟนเพจทุกท่านนะครับ ผมชื่อสมพร บ้านอยู่นครศรีธรรมราชครับ วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องสมัยที่เรียนอยู่ชั้นป.5 ครับ
ก่อนอื่นต้องขอย้อนไป 30 ปีที่แล้วครับ ผมเกิดที่นคร หมู่บ้านที่ผมอยู่เป็นหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่มาก ในหมู่บ้านจะมีโรงเรียนเล็กๆประจำหมู่บ้าน ผมเรียนตั้งแต่อนุบาล จนถึง ป.6 พอจบแล้วค่อยย้ายมาเรียนในเมือง แต่ตอนที่เรียนอยู่โรงเรียนแห่งนี้ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมจะนำมาเล่าในวันนี้ครับ
ตอนที่เราเรียนที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน เรารู้สึกผูกพันกับโรงเรียนมาก รู้สึกว่าเป็นบ้านหลังที่สองเลยก็ว่าได้ ลักษณะของโรงเรียนก็เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว มีห้องพักครู กับห้องเรียนแต่ละชั้นเรียน แค่นั้น รอบโรงเรียนจะติดกับทะเลส่วนหลังโรงเรียนจะติดวัด ซึ่งวัดในที่นี้จะไม่ใช่พื้นที่ศาลาวัดหรืออุโบสถนะครับ แต่มันคือป่าช้าที่เขาเอาไว้ฝังศพของชาวบ้านที่ตาย ผมเคยร่วมพิธีเผาศพที่นั่นนะ ตรงกลางป่าช้าจะมีกองฟอน เอาไว้เผาศพที่ตายปกติ ส่วนที่ต้องฝังก็คือศพที่ตายผิดธรรมชาติหรือที่เรียกว่าตายโหงครับ
บางทีเวลาที่วัดมีการเผาศพ ถ้าวันไหนไม่ค่อยมีลมทะเล ควันและกลิ่นก็จะปลิวและลอยมาทางอาคารเรียน ครูก็จะบอกนักเรียนช่วยกันปิดหน้าต่างเพราะควันจะลอยเข้ามาในห้องเรียน แต่ถ้าวันไหนมีลมโรงเรียนก็โชคดีไป
ที่หน้าเสาธงตอนเช้า ครูใหญ่จะประกาศย้ำอยู่ตลอดว่า ห้ามนักเรียนไปเล่นบริเวณหลังโรงเรียน แต่ก็ไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไมไม่ให้ไปเล่น แต่พวกเราก็คิดกันไปเองว่าครูเขาอาจจะกลัวพวกเราโดนงูกัด เพราะหลังโรงเรียนมันรก
คราวนี้มาเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่พวกผมไปเจอมาครับ
นักเรียนชั้นป.5 จะมีผู้ชายอยู่ 17 คน ผู้หญิงอีก 9 คน ผู้ชายแท้ๆก็ครบทีมฟุตบอล 11 คนพอดี มีทั้งเตะเก่งและไม่เก่ง ดึงมาให้ครบทีมเล่นสนุกๆก็พอแล้ว เวลาว่างที่ไม่ได้เรียนพวกเราก็จะจัดทีมเตะฟุตบอลเดิมพันกับพี่ชั้นป.6 เย็นวันศุกร์ พวกเรานัดกันเตะบอลเดิมพันกับพี่ป.6 ตาแรกป.6 ชนะ พวกเราไม่ยอม ก็เตะกันไปเรื่อยๆ เปลี่ยนกันชนะ พี่ป.6 ก็ไม่ยอม ก็ต้องเตะต่อไปอีกจนเวลาล่วงเลยไปทุ่มนึง มองแทบไม่เห็นลูกฟุตบอลอยู่ละ เราก็เลยคุยกันว่าจะเลิกเล่น ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาแก้กันใหม่
ทีนี้มีรุ่นพี่คนนึงแกชื่อพี่อั๋น พูดขึ้นมาว่า เรามาหาอะไรสนุกๆ เล่นกันดีกว่า พวกเราก็ถามว่า ทำอะไรพี่ พี่คนนั้นก็เลยตอบกลับมาว่า ไปเล่นผีถ้วยแก้วกันที่หลังโรงเรียน!!
เท่านั้นแหละ พวกเรานิ่ไม่มีการห้ามกันหรอกนะ ด้วยความที่มีพวกหลายคน แล้วในวัยนั้นด้วย คิดแต่จะสนุกอย่างเดียว พวกเราก็ได้ตอบตกลงว่า เล่น!!
คราวนี้พี่อั๋นพูดขึ้นมาว่า พาไปเอากระดานผีถ้วยแก้วหน่อย อยู่ในตู้หลังห้อง พวกผมก็ยกพวกกันไปเอาที่ห้องป.6 ที่พวกพี่ๆเขาซ่อนเอาไว้เล่นกัน
พอไปเอามาแล้ว พวกเราก็เดินไปหลังโรงเรียนกัน ขออธิบายลักษณะหลังโรงเรียนนะครับ หลังโรงเรียนก็คือด้านหลังของอาคารที่พวกเราเรียนกัน จะมีแทงค์น้ำสี่เหลี่ยมแบบใหญ่ๆ ห้องน้ำเก่าที่ไม่ค่อยมีใครใช้แล้ว แต่ก็มีการทำความสะอาดอยู่ ไม่ได้ปล่อยให้ทิ้งร้าง ด้านหลังของห้องน้ำติดรั้วลวดหนามวัดซึ่งเป็นป่าช้า
ตอนนั้นเราอาศัยไฟตะเกียงน้ำมันก๊าซที่เขาเอาไว้ใช้ในห้องเรียน เราแอบเอาออกมาด้วย สถานที่ ที่เราจะนั่งเล่นผีถ้วยแก้วกันคือ ด้านบนของแทงค์น้ำ ความสูงของแทงค์น้ำประมาณสองเมตรครึ่ง ก็ไม่สูงมากนัก พวกเราทั้ง20คน ก็พากันปีนขึ้นไปนั่งด้านบน แล้วก็เริ่มพิธีกรรม
เรากางกระดานพร้อมทั้งวางอุปกรณ์ ส่วนคนเล่นเราตกลงกันว่าจะเล่นครั้งละ 4 คน ส่วนคนที่เหลือก็นั่งล้อมวงกันดู
คือจริงๆเราไม่พร้อมที่จะเล่นเท่าไหร่นะครับ เพราะปกติเล่นผีถ้วยแก้ว ต้องมีธูป เทียน พอเราหาไม่ได้ เราก็เลยใช้บุหรี่แทน พวกเราคิดว่าเล่นแบบขำๆ บุหรี่ก็น่าจะใช้แทนธูปได้ เพราะใช้ควันคว่ำแก้วเหมือนกัน
ดังนั้น ต้องมีคนใดคนนึงท่องเชิญวิญญาณ แล้วอมควันพ่นใส่แก้วแล้วคว่ำ
หน้าที่นี้ก็ต้องเป็นพี่อั๋นอยู่แล้ว เพราะแกเป็นคนชวนเล่น
พี่อั๋นบอกว่า เมื่อแตะแก้วกันครบแล้ว ให้กล่าวคาถา ๔ พยางค์ "พุท โธ ธา ยะ"
เริ่มจากคนพี่อั๋นเองว่า พุท คนที่สองว่า โธ คนที่สาม ว่า ธา คนที่สี่ว่า ยะ วนตามเข็มนาฬิกา จนครบ 3 จบ
จากนั้นเราก็เริ่มทำพิธีการตามที่พี่อั๋นบอก พอพี่อั๋นพูดว่า พุท คนที่สองว่า โธ คนที่สามกำลังจะพูดว่า ธา พวกเราก็ตกใจเสียงที่ดังมาจากในป่าหลังห้องน้ำ เสียงเหมือนมีสัตว์หรือคนกำลังวิ่งลุยป่าออกมา พวกเราก็ได้กระโดดลงจากแทงค์น้ำ วิ่งออกไปหน้าโรงเรียนแบบตัวใครตัวมัน
พอถึงหน้าโรงเรียนจะมีเสาไฟส่องสว่างหน่อย พวกเราก็ยืนรอกัน เพื่อนับจำนวนเพื่อนว่ากลับมากันครบมั๊ย พอนับจำนวนเสร็จ ก็ปรากฏว่าหายไปหนึ่งคน ชื่อ มานิต เพื่อนผมเอง ทีนี้งานใหญ่ละ เพราะเราต้องตามหามานิตกัน
ด้วยความที่เรากลัวผู้ใหญ่ว่า พวกเราก็ต้องไปตามหากันเอง เราส่งคนไปดูมานิตที่บ้าน เผื่อมานิตมันวิ่งแยกออกไปแล้วไม่มีคนเห็น แต่พอเพื่อนที่ไปดูที่บ้าน ไปถามหามานิตกับพ่อแม่ พ่อมานิตย์ก็บอกว่ามานิตยังไม่กลับมา พวกเราก็ต้องกลับเข้าไปในโรงเรียนอีกครั้ง
โชคดี เราไปเจอลุงภารโรง ชื่อลุงดำ เห็นลุงดำเดินออกมาจากโรงอาหาร พวกเราก็เลยเดินไปหาลุงดำ แล้วเล่าเรื่องให้ลุงดำฟัง ลุงดำก็เลยพาพวกเราเข้าไปตามหามานิตในโรงเรียน
ลุงดำเดินนำหน้าไป พวกเราเดินตามหลัง ตอนนั้นไฟฉายก็ไม่มี พวกเราถามว่าลุงดำทำไมไม่พกไฟฉาย ลุงดำแกก็ไม่ตอบ พวกเรากลัวแกว่า ก็เลยไม่ถามอะไรมาก
พอพวกเราเดินเข้าไป เห็นมานิตนอนอยู่ กำลังนอนร้องไห้ พวกเราก็รีบเข้าไปหา พอเจอมานิต พวกเรารู้สึกผิดมาก ตอนนั้นมานิตบาดเจ็บ มีแผลตรงก้น โดนปากฉลามแทงเข้าไปตรงแก้มก้น ขาแพลงอีก พวกเราก็เลยประคองมานิตออกไป แต่ตอนนั้นไม่รู้ลุงดำแกหายไปไหน แต่เราเจอมานิตแล้ว เราก็ไม่ได้สนใจลุงดำแล้ว จากนั้นก็พามานิตไปอนามัย ไปปลุกหมอ ให้มาทำแผล หมอก็ฉีดยาแล้วก็ล้างแผลให้ พวกเราก็ไปส่งมานิตที่บ้าน มันดึกแล้วพวกเราก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน
พวกเรากะว่า เดินไปทางบ้านลุงดำ กะว่าจะเดินไปขอบคุณแกซักหน่อย ที่ช่วยพาตามหามานิต แต่พอถึงบ้านลุงดำ เห็นคนนั่งเต็มเลย แล้วก็มีคนกำลังจุดประทัด ซึ่งเดาได้เลย หากมีการจุดประทัด หมายถึงว่า บ้านหลังนั้นมีคนตาย
พวกเราเดินเข้าไปบ้านลุงดำ ทุกคนขาอ่อนแรงแทบทรุดลงกับพื้น เพราะญาติพี่น้องลุงดำ กำลังอาบน้ำให้ลุงดำอยู่บนแคร่ไม้ แต่เป็นลุงดำที่อยู่ในสภาพร่างไร้วิญญาณ
ตอนนั้นรู้สึกว่าหน้าผมชาไปหมด ก็เลยถามชาวบ้านว่าลุงดำตายเมื่อไหร่ ตายยังไง
ชาวบ้านก็เล่าให้ฟังว่า ลุงดำตายเมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมานิ่เอง แกไปเก็บขยะแถวริมทะเล ลูกมะพร้าวหล่นใส่หัว ไม่รู้โดนอิท่าไหนจุดไหน กว่าคนจะไปเจอ แกก็ไม่หายใจแล้ว ส่งโรงบาลไม่ทัน ตายคาที่
พอฟังแบบนี้แล้ว ต่างคนต่างกลับบ้านแบบพูดอะไรไม่ออก สิ่งที่พาพวกเราไปตามหามานิตคืออะไร ตอนนั้นคือพวกเราเห็นทั้งยี่สิบกว่าคน ว่าลุงดำพาเราไปตามหามานิต
พอตอนเช้า พวกเราไปเยี่ยมมานิตกันที่บ้าน มานิตก็เลยเล่าให้ฟังว่า ตอนที่กระโดดลงจากแทงค์น้ำ พวกกระโดดลงไป เหมือนมันมีหลุม เท้าข้างขวาลงหลุมพอดี ก้นก็เลยกระแทกพื้น แต่ตรงพื้นมันมีเศษแก้วอยู่ ก็เลยเสียบเข้าไปตรงแก้มก้น ตอนนั้นชลมุน ต่างคนต่างวิ่งหนี ตอนนั้นรู้สึกปวดมาก เท้าเดินไม่ไหว ปวดก้นด้วย ก็เลยนอนร้องโอ้ยๆอยู่คนเดียว
สิ่งที่ทำให้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะปวด แต่มานิตเห็นผู้หญิงคนนึง ใส่ผ้าถุง ผมยาวปะบ่า เดินวนเวียนอยู่บนแทงค์น้ำ ตอนนั้นกลัวมาก รู้แหละว่าไม่ใช่คน มานิตก็เลยพยายามอุบเงียบไว้ กลัวผู้หญิงคนนั้นเห็น พอผู้หญิงคนนั้นเดินวนอยู่บนแทงค์น้ำ ซักพักก็นั่งห้อยขาลงมา เหมือนเขามองหาใคร แต่แปลกตรงที่เขามองไม่เห็นมานิต อาจจะเป็นเพราะมานิตห้อยพระหลวงปู่ทวด จากนั้นก็เห็นลุงดำแกเดินมากับพวกเพื่อนๆนิ่แหละ ผู้หญิงคนนั้นก็หายไป มานิตก็บอกว่ายังไงก็ฝากไปขอบคุณลุงดำด้วยนะที่ช่วย
พวกเราก็เลยบอกมานิตว่า มานิต ลุงดำที่เราเจอเมื่อคืน แกตายตั้งแต่หัวค่ำแล้ว เมื่อคืนลุงดำแกเป็นผี ตอนนั้นมานิตก็ไม่เชื่อ พ่อมานิตก็เลยพูดขึ้นมาว่า จริง เมื่อคืนพวกเอ็งเจอผีลุงดำ แกตายตั้งแต่หัวค่ำแล้ว มีคนไปเจอศพตอนห้าโมงเย็น แต่พวกเราเจอกันตอนทุ่มกว่าสองทุ่ม นั่นมันผีลุงดำแล้ว ตอนนั้นมานิตก็หน้าซีดไปเลย และนั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่พวกเราทั้งยี่สิบคนที่เจอผีครั้งแรกในชีวิตครับ.
ปัจจุบันนี้โรงเรียนนี้ก็ถูกยุบไปหลายปีแล้วครับ เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนน้อย ก็เลยโดนยุบไป ให้เด็กย้ายไปเรียนโรงเรียนขยายโอกาศอีกหมู่บ้านนึงครับ.
ถ้าชอบก็อย่าลืมกด Like กดแชร์กันด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ.
ฝากเพจด้วยนะครับ
เรื่องเล่าจากแฟนเพจ
เรื่องหลอนหลังโรงเรียน
ก่อนอื่นต้องขอย้อนไป 30 ปีที่แล้วครับ ผมเกิดที่นคร หมู่บ้านที่ผมอยู่เป็นหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่มาก ในหมู่บ้านจะมีโรงเรียนเล็กๆประจำหมู่บ้าน ผมเรียนตั้งแต่อนุบาล จนถึง ป.6 พอจบแล้วค่อยย้ายมาเรียนในเมือง แต่ตอนที่เรียนอยู่โรงเรียนแห่งนี้ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมจะนำมาเล่าในวันนี้ครับ
ตอนที่เราเรียนที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน เรารู้สึกผูกพันกับโรงเรียนมาก รู้สึกว่าเป็นบ้านหลังที่สองเลยก็ว่าได้ ลักษณะของโรงเรียนก็เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว มีห้องพักครู กับห้องเรียนแต่ละชั้นเรียน แค่นั้น รอบโรงเรียนจะติดกับทะเลส่วนหลังโรงเรียนจะติดวัด ซึ่งวัดในที่นี้จะไม่ใช่พื้นที่ศาลาวัดหรืออุโบสถนะครับ แต่มันคือป่าช้าที่เขาเอาไว้ฝังศพของชาวบ้านที่ตาย ผมเคยร่วมพิธีเผาศพที่นั่นนะ ตรงกลางป่าช้าจะมีกองฟอน เอาไว้เผาศพที่ตายปกติ ส่วนที่ต้องฝังก็คือศพที่ตายผิดธรรมชาติหรือที่เรียกว่าตายโหงครับ
บางทีเวลาที่วัดมีการเผาศพ ถ้าวันไหนไม่ค่อยมีลมทะเล ควันและกลิ่นก็จะปลิวและลอยมาทางอาคารเรียน ครูก็จะบอกนักเรียนช่วยกันปิดหน้าต่างเพราะควันจะลอยเข้ามาในห้องเรียน แต่ถ้าวันไหนมีลมโรงเรียนก็โชคดีไป
ที่หน้าเสาธงตอนเช้า ครูใหญ่จะประกาศย้ำอยู่ตลอดว่า ห้ามนักเรียนไปเล่นบริเวณหลังโรงเรียน แต่ก็ไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไมไม่ให้ไปเล่น แต่พวกเราก็คิดกันไปเองว่าครูเขาอาจจะกลัวพวกเราโดนงูกัด เพราะหลังโรงเรียนมันรก
คราวนี้มาเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่พวกผมไปเจอมาครับ
นักเรียนชั้นป.5 จะมีผู้ชายอยู่ 17 คน ผู้หญิงอีก 9 คน ผู้ชายแท้ๆก็ครบทีมฟุตบอล 11 คนพอดี มีทั้งเตะเก่งและไม่เก่ง ดึงมาให้ครบทีมเล่นสนุกๆก็พอแล้ว เวลาว่างที่ไม่ได้เรียนพวกเราก็จะจัดทีมเตะฟุตบอลเดิมพันกับพี่ชั้นป.6 เย็นวันศุกร์ พวกเรานัดกันเตะบอลเดิมพันกับพี่ป.6 ตาแรกป.6 ชนะ พวกเราไม่ยอม ก็เตะกันไปเรื่อยๆ เปลี่ยนกันชนะ พี่ป.6 ก็ไม่ยอม ก็ต้องเตะต่อไปอีกจนเวลาล่วงเลยไปทุ่มนึง มองแทบไม่เห็นลูกฟุตบอลอยู่ละ เราก็เลยคุยกันว่าจะเลิกเล่น ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาแก้กันใหม่
ทีนี้มีรุ่นพี่คนนึงแกชื่อพี่อั๋น พูดขึ้นมาว่า เรามาหาอะไรสนุกๆ เล่นกันดีกว่า พวกเราก็ถามว่า ทำอะไรพี่ พี่คนนั้นก็เลยตอบกลับมาว่า ไปเล่นผีถ้วยแก้วกันที่หลังโรงเรียน!!
เท่านั้นแหละ พวกเรานิ่ไม่มีการห้ามกันหรอกนะ ด้วยความที่มีพวกหลายคน แล้วในวัยนั้นด้วย คิดแต่จะสนุกอย่างเดียว พวกเราก็ได้ตอบตกลงว่า เล่น!!
คราวนี้พี่อั๋นพูดขึ้นมาว่า พาไปเอากระดานผีถ้วยแก้วหน่อย อยู่ในตู้หลังห้อง พวกผมก็ยกพวกกันไปเอาที่ห้องป.6 ที่พวกพี่ๆเขาซ่อนเอาไว้เล่นกัน
พอไปเอามาแล้ว พวกเราก็เดินไปหลังโรงเรียนกัน ขออธิบายลักษณะหลังโรงเรียนนะครับ หลังโรงเรียนก็คือด้านหลังของอาคารที่พวกเราเรียนกัน จะมีแทงค์น้ำสี่เหลี่ยมแบบใหญ่ๆ ห้องน้ำเก่าที่ไม่ค่อยมีใครใช้แล้ว แต่ก็มีการทำความสะอาดอยู่ ไม่ได้ปล่อยให้ทิ้งร้าง ด้านหลังของห้องน้ำติดรั้วลวดหนามวัดซึ่งเป็นป่าช้า
ตอนนั้นเราอาศัยไฟตะเกียงน้ำมันก๊าซที่เขาเอาไว้ใช้ในห้องเรียน เราแอบเอาออกมาด้วย สถานที่ ที่เราจะนั่งเล่นผีถ้วยแก้วกันคือ ด้านบนของแทงค์น้ำ ความสูงของแทงค์น้ำประมาณสองเมตรครึ่ง ก็ไม่สูงมากนัก พวกเราทั้ง20คน ก็พากันปีนขึ้นไปนั่งด้านบน แล้วก็เริ่มพิธีกรรม
เรากางกระดานพร้อมทั้งวางอุปกรณ์ ส่วนคนเล่นเราตกลงกันว่าจะเล่นครั้งละ 4 คน ส่วนคนที่เหลือก็นั่งล้อมวงกันดู
คือจริงๆเราไม่พร้อมที่จะเล่นเท่าไหร่นะครับ เพราะปกติเล่นผีถ้วยแก้ว ต้องมีธูป เทียน พอเราหาไม่ได้ เราก็เลยใช้บุหรี่แทน พวกเราคิดว่าเล่นแบบขำๆ บุหรี่ก็น่าจะใช้แทนธูปได้ เพราะใช้ควันคว่ำแก้วเหมือนกัน
ดังนั้น ต้องมีคนใดคนนึงท่องเชิญวิญญาณ แล้วอมควันพ่นใส่แก้วแล้วคว่ำ
หน้าที่นี้ก็ต้องเป็นพี่อั๋นอยู่แล้ว เพราะแกเป็นคนชวนเล่น
พี่อั๋นบอกว่า เมื่อแตะแก้วกันครบแล้ว ให้กล่าวคาถา ๔ พยางค์ "พุท โธ ธา ยะ"
เริ่มจากคนพี่อั๋นเองว่า พุท คนที่สองว่า โธ คนที่สาม ว่า ธา คนที่สี่ว่า ยะ วนตามเข็มนาฬิกา จนครบ 3 จบ
จากนั้นเราก็เริ่มทำพิธีการตามที่พี่อั๋นบอก พอพี่อั๋นพูดว่า พุท คนที่สองว่า โธ คนที่สามกำลังจะพูดว่า ธา พวกเราก็ตกใจเสียงที่ดังมาจากในป่าหลังห้องน้ำ เสียงเหมือนมีสัตว์หรือคนกำลังวิ่งลุยป่าออกมา พวกเราก็ได้กระโดดลงจากแทงค์น้ำ วิ่งออกไปหน้าโรงเรียนแบบตัวใครตัวมัน
พอถึงหน้าโรงเรียนจะมีเสาไฟส่องสว่างหน่อย พวกเราก็ยืนรอกัน เพื่อนับจำนวนเพื่อนว่ากลับมากันครบมั๊ย พอนับจำนวนเสร็จ ก็ปรากฏว่าหายไปหนึ่งคน ชื่อ มานิต เพื่อนผมเอง ทีนี้งานใหญ่ละ เพราะเราต้องตามหามานิตกัน
ด้วยความที่เรากลัวผู้ใหญ่ว่า พวกเราก็ต้องไปตามหากันเอง เราส่งคนไปดูมานิตที่บ้าน เผื่อมานิตมันวิ่งแยกออกไปแล้วไม่มีคนเห็น แต่พอเพื่อนที่ไปดูที่บ้าน ไปถามหามานิตกับพ่อแม่ พ่อมานิตย์ก็บอกว่ามานิตยังไม่กลับมา พวกเราก็ต้องกลับเข้าไปในโรงเรียนอีกครั้ง
โชคดี เราไปเจอลุงภารโรง ชื่อลุงดำ เห็นลุงดำเดินออกมาจากโรงอาหาร พวกเราก็เลยเดินไปหาลุงดำ แล้วเล่าเรื่องให้ลุงดำฟัง ลุงดำก็เลยพาพวกเราเข้าไปตามหามานิตในโรงเรียน
ลุงดำเดินนำหน้าไป พวกเราเดินตามหลัง ตอนนั้นไฟฉายก็ไม่มี พวกเราถามว่าลุงดำทำไมไม่พกไฟฉาย ลุงดำแกก็ไม่ตอบ พวกเรากลัวแกว่า ก็เลยไม่ถามอะไรมาก
พอพวกเราเดินเข้าไป เห็นมานิตนอนอยู่ กำลังนอนร้องไห้ พวกเราก็รีบเข้าไปหา พอเจอมานิต พวกเรารู้สึกผิดมาก ตอนนั้นมานิตบาดเจ็บ มีแผลตรงก้น โดนปากฉลามแทงเข้าไปตรงแก้มก้น ขาแพลงอีก พวกเราก็เลยประคองมานิตออกไป แต่ตอนนั้นไม่รู้ลุงดำแกหายไปไหน แต่เราเจอมานิตแล้ว เราก็ไม่ได้สนใจลุงดำแล้ว จากนั้นก็พามานิตไปอนามัย ไปปลุกหมอ ให้มาทำแผล หมอก็ฉีดยาแล้วก็ล้างแผลให้ พวกเราก็ไปส่งมานิตที่บ้าน มันดึกแล้วพวกเราก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน
พวกเรากะว่า เดินไปทางบ้านลุงดำ กะว่าจะเดินไปขอบคุณแกซักหน่อย ที่ช่วยพาตามหามานิต แต่พอถึงบ้านลุงดำ เห็นคนนั่งเต็มเลย แล้วก็มีคนกำลังจุดประทัด ซึ่งเดาได้เลย หากมีการจุดประทัด หมายถึงว่า บ้านหลังนั้นมีคนตาย
พวกเราเดินเข้าไปบ้านลุงดำ ทุกคนขาอ่อนแรงแทบทรุดลงกับพื้น เพราะญาติพี่น้องลุงดำ กำลังอาบน้ำให้ลุงดำอยู่บนแคร่ไม้ แต่เป็นลุงดำที่อยู่ในสภาพร่างไร้วิญญาณ
ตอนนั้นรู้สึกว่าหน้าผมชาไปหมด ก็เลยถามชาวบ้านว่าลุงดำตายเมื่อไหร่ ตายยังไง
ชาวบ้านก็เล่าให้ฟังว่า ลุงดำตายเมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมานิ่เอง แกไปเก็บขยะแถวริมทะเล ลูกมะพร้าวหล่นใส่หัว ไม่รู้โดนอิท่าไหนจุดไหน กว่าคนจะไปเจอ แกก็ไม่หายใจแล้ว ส่งโรงบาลไม่ทัน ตายคาที่
พอฟังแบบนี้แล้ว ต่างคนต่างกลับบ้านแบบพูดอะไรไม่ออก สิ่งที่พาพวกเราไปตามหามานิตคืออะไร ตอนนั้นคือพวกเราเห็นทั้งยี่สิบกว่าคน ว่าลุงดำพาเราไปตามหามานิต
พอตอนเช้า พวกเราไปเยี่ยมมานิตกันที่บ้าน มานิตก็เลยเล่าให้ฟังว่า ตอนที่กระโดดลงจากแทงค์น้ำ พวกกระโดดลงไป เหมือนมันมีหลุม เท้าข้างขวาลงหลุมพอดี ก้นก็เลยกระแทกพื้น แต่ตรงพื้นมันมีเศษแก้วอยู่ ก็เลยเสียบเข้าไปตรงแก้มก้น ตอนนั้นชลมุน ต่างคนต่างวิ่งหนี ตอนนั้นรู้สึกปวดมาก เท้าเดินไม่ไหว ปวดก้นด้วย ก็เลยนอนร้องโอ้ยๆอยู่คนเดียว
สิ่งที่ทำให้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะปวด แต่มานิตเห็นผู้หญิงคนนึง ใส่ผ้าถุง ผมยาวปะบ่า เดินวนเวียนอยู่บนแทงค์น้ำ ตอนนั้นกลัวมาก รู้แหละว่าไม่ใช่คน มานิตก็เลยพยายามอุบเงียบไว้ กลัวผู้หญิงคนนั้นเห็น พอผู้หญิงคนนั้นเดินวนอยู่บนแทงค์น้ำ ซักพักก็นั่งห้อยขาลงมา เหมือนเขามองหาใคร แต่แปลกตรงที่เขามองไม่เห็นมานิต อาจจะเป็นเพราะมานิตห้อยพระหลวงปู่ทวด จากนั้นก็เห็นลุงดำแกเดินมากับพวกเพื่อนๆนิ่แหละ ผู้หญิงคนนั้นก็หายไป มานิตก็บอกว่ายังไงก็ฝากไปขอบคุณลุงดำด้วยนะที่ช่วย
พวกเราก็เลยบอกมานิตว่า มานิต ลุงดำที่เราเจอเมื่อคืน แกตายตั้งแต่หัวค่ำแล้ว เมื่อคืนลุงดำแกเป็นผี ตอนนั้นมานิตก็ไม่เชื่อ พ่อมานิตก็เลยพูดขึ้นมาว่า จริง เมื่อคืนพวกเอ็งเจอผีลุงดำ แกตายตั้งแต่หัวค่ำแล้ว มีคนไปเจอศพตอนห้าโมงเย็น แต่พวกเราเจอกันตอนทุ่มกว่าสองทุ่ม นั่นมันผีลุงดำแล้ว ตอนนั้นมานิตก็หน้าซีดไปเลย และนั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่พวกเราทั้งยี่สิบคนที่เจอผีครั้งแรกในชีวิตครับ.
ปัจจุบันนี้โรงเรียนนี้ก็ถูกยุบไปหลายปีแล้วครับ เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนน้อย ก็เลยโดนยุบไป ให้เด็กย้ายไปเรียนโรงเรียนขยายโอกาศอีกหมู่บ้านนึงครับ.
ถ้าชอบก็อย่าลืมกด Like กดแชร์กันด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ.
ฝากเพจด้วยนะครับ เรื่องเล่าจากแฟนเพจ