1997 นั้นคือตัวผม ส่วนเธอนั้นคือ 1999
2019 ผมได้เลือกที่จะผลักไสเธอคนนั้นออกไปจากชีวิต เพื่อที่จะปกป้องเธอจากตัวผมเอง ทำให้ 2020 ได้ตระหนักว่าคนที่ใช่มันเป็นสิ่งที่หายากและแสนวิเศษจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆจะได้พบเจอหรือว่าหาได้มาง่ายๆ บางคนอาจจะต้องใช้ช่วงเวลาทั้งชีวิตเพื่อตามหามันหรือเจอตอนบั้นปลายของชีวิตก็นั้นแหละ
จากนี้ไปก็ 2021 เวลาจะยังคงไหลไปเรื่อยๆ สักวันคงอาจจะพบหรือไม่พบแล้วก็ได้ กับเธอที่ไม่แตกต่างกับผม แววตาที่ลึบลับแฝงความโศกเศร้าแต่ซ่อนความเจ็บปวดมากแค่ไหน เธอที่เสียสละแม้ว่าสิ่งๆนั้นตัวเธอเองก็อยากได้ เด็ดขาดที่สุดแต่ก็ละเอียดละอ่อนที่สุดเช่นกัน เป็นนางฟ้าในคราบนางมารร้าย ตรงไปและตรงมา เลือกเผชิญหน้ากับทุกสิ่งอย่างไม่ลดละแม้อาจจะต้องสูญเสีย ตัวเธอที่ต้องการความอบอุ่นแต่ก็ไม่แคร์ใครๆหน้าไหน เฉยเมยแถมยังแข็งกระด่างแต่ใส่ใจสิ่งที่สำคัญ และที่สำคัญมากๆเลยคือเธอที่ช่างเป็นผู้ใหญ่กว่าใครๆในหมู่พ้องเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับแต่มิอาจมีใครจะสู้เทียบเคียงเธอได้ เธอที่ฉลาดกว่าคนอื่นๆสามารถที่จะเข้าใจในทุกสิ่งที่ผมสอนได้เพียงไม่กี่ครั้ง เธอที่มองตาทำให้ทั้งผมทั้งเธอต่างรับรู้ความรู้สึกภายในแววตานั้น เธอคนนั้นที่เกลียดชังการทรยศและหักหลังยิ่งกว่าใครๆ และเธอคนที่ผมรักมากตั้งแต่วันนั้นจนวันหนึ่งที่ผมนึกชื่อเธอไม่ออกแล้ว
*จากนี้ไปเป็นบันทึกความทรงจำ เพราะว่า 1 ปีที่ผ่านมาผมเริ่มจะลืมเรื่องเกี่ยวกับเธอบางส่วนแล้ว นั้นก็หมายว่าอีก 5 ปีผมคงอาจจะลืมเรื่องราวของเธอไปจนหมดไม่ได้อยากลืมหรอกแต่ความทรงจำมนุษย์มันไม่ยั่งยืนเหมือนเมมโมรี่ของคอมพิวเตอร์เลยนะ Copy ทิ้งไว้ 100 ปีก็คงยัง Paste ได้โดยข้อมูลไม่ตกบกพร่องหายสักคำ
(เรื่องของชายผู้ที่ไม่เคยออกจากโลกของตัวเองมีโซ่ตรวนที่ล่ามไว้ตลอดมาจนกระทั้งได้พบเธอที่ไขกุญแจให้เขาเป็นอิสระ)
พวกเราเจอกันครั้งแรกที่ห้องเรียนวันเปิดเทอมมหาลัยปีแรก
เป็นกลุ่มที่ผมเข้าไปเจอด้วยตัวเองในนั้นมีผญ.หลายคนและต่างรุ่น เธอก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ผมได้พบเจอ สำหรับผมเธอไม่มีอะไรน่าสนใจเสียเลย หน้าตาปกติธรรมดาแววตาที่เรียบเฉยแต่กลับดูเศร้าสร้อย สายตาที่ไม่ได้แยแสใครๆ เค้าโครงหน้าที่ไปทางเชื้อสายจีนผิวขาวมัดผมเรียบร้อย ดูเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรี กิริยาการวางตัวที่สมเป็นลูกผู้ดี แต่งหน้าทาปากบางๆ "หึน่าเบื่อจริงๆ แต่งหน้าทาปากสะไม่อยากคุยด้วยเลย สร้างภาพทำตัวน่ารักให้น่าเอ็นดูเหมือนคุณหนูสินะ" นั้นเป็นความคิดของผมที่ไม่อยากจะสนใจและมักดูถูกคนอื่นอยู่เสมอมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เกลียดทุกคนบนโลกนี้ และจะมองทุกอย่างให้เลวร้ายมากที่สุดเป็นดั่งโลกที่ผมเข้าอยู่ได้แต่เพียงผู้เดียว ส่วนเธอนั้นก็เป็นคนที่เย็นชาและแข็งกระด่างอย่างให้ได้ชัดตั้งแต่แรกทั้งคำพูดคำจา น้ำเสียงที่เฉยชา เรียบๆจนนึกว่าเธอเป็นพวกเลสเบี้ยนยังไงยังงั้น
เวลาที่เริ่มผ่านไปกับการเรียนทำให้ผมเริ่มเบื่อหน่ายมากขึ้นที่จะอยู่กับแค่ไปม.หรือกลับหอ ผมจึงเดินออกไปเที่ยวไหนคนเดียวที่ๆอยากๆไปในวันหยุด นั้นคือสิ่งแรกที่ผมไปคือเดอะมอล ไปเดินเล่นมั้ง เล่นเกมตู้ เกมเต้นแถวนั้นจนมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงหนังแล้วก็พบหนังฉายวันนั้นที่น่าสนใจ แต่จะให้ไปดูคนเดียวมันก็กระไรอยู่เลยลองชวนคนไลน์กลุ่มที่เรียนด้วยกัน ก็มีบ้างที่ตอบไปไม่ได้ ซึ่งผมไม่ได้อยากจะชวนผญ.เป็นพิเศษหรอก ขอแค่ใครมาก็ได้ผช.ก็ได้หรอกแบบที่อย่างน้อยก็ไม่ได้เข้าไปคนเดียว จนกระทั้งนึกได้ว่า น้ำ(ผู้หญิงที่ผมเล่าตอนต้น) เธออยู่หอใกล้ผมหนิน่าจะลองชวนดู เธอถามว่าที่ไหน พอผมบอก เธอก็ตอบว่าไม่มีตังค์ นั้นคือบทสนทนาแรกที่ผมได้คุยกับน้ำอย่างตรงไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องเรียนหรืองานกลุ่ม ซึ่งวันนั้นผมก็ไม่ได้ไปดูแต่อย่างใด จึงมุ่งตรงกลับหอเลย
เวลายังคงผ่านมาเรื่อยเปื่อย น่าจะเป็นช่วง สิงหา ไม่ก็กันยา ละมั้ง "เวลามันก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันเนาะ ใกล้สอบแล้วสิ" ผมคิดงั้น แน่นอนว่าเรื่องการทำเกรด A มันเป็นที่ง่ายๆมากสำหรับคนอย่างผม ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือใส่ใจไรมากพอคิดงั้นก็ทำให้คิดว่า เสาร์-อาทิตย์นี้จะไปไหนดีน่าาา มีที่ไหนน่าไปบ้าง ณ ตอนที่คิดซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มไลน์ที่เรียนด้วยกันต่างออกจากห้องเรียนและแยกย้ายกลับบ้านในช่วง 3 ทุ่ม (มหาลัยผมเรียนช่วงค่ำ) และจังหวะนั้นเอง ที่ผมเห็นได้เห็นน้ำร่ำลากลุ่มต้องเองเรียบร้อยและเดินออกไปเพื่อกลับหอ ไอ้ผมก็ด่าสถบอยู่ในใจว่า "ชุดอะไรของมัน แอคติ้งให้ดูน่ารักดีๆแฮะ ให้ดูเป็นคนหนูผู้หญิงที่น่าเอ็นดูสินะ" (มันคือชุดเอี๊ยมมีสายกางเกงสองเส้นผ่านหัวไหล่สองข้างเพื่อประคองกางเกงกับเสื้อเชิ้ตแดง) ผมก็เลยอยากรู้อยากเห็นเลยเดินไปคู่กับน้ำแล้ว ไปคุยกับเธอ เรื่องกลับยังไงหรือเรียนเป็นไง จนเธอเริ่มสังเกตเห็นว่าผมน่าจะลืมอะไรไปเลยบอกกับผมว่า วันนี้ไม่กลับกับจักรยานเหรอ และก็ใช่ผมนึกได้ทันทีว่าลืม (ขอโทษนะที่ผมต้องโกหก ความจริงผมไม่ได้ลืมหรอกมันเป็นแผนตั้งใจแต่แรกก่อนมาคุยกลับเธอแล้ว แล้วถ้าถามว่าทำไมผมต้องทำแบบนี้ คำตอบคงเพราะ Curious and Doubt ว่าความจริงเป็นเธอเป็นคนประเภทไหนกันแน่)
วันถัดมาผมมาครุ่นคิดว่าเมื่อวานผมไปทำอะไร ทำไมต้องไปคุยกับมนุษย์ที่ไม่น่าสนใจด้วย ทำผิดผลาดจริงๆนะเมื่อวาน เหอะผมเลยตัดสินใจอยู่ห่าง น้ำ ดีกว่าว่าแล้วในวันนี้หลังเรียนเสร็จผมก็ว่าจะกลับพร้อมกับจักรยานเหมือนปกติ ซึ่งผมก็ขี่ไปเรื่อยๆ พร้อมกับมองทางถนนหนทางไปเรื่อยๆ จนเห็นแผ่นหลังคนๆหนึ่ง ซึ่งก็เป็นน้ำนั้นเอง ผมเลยได้เฝ้าดูไปก็เห็นว่า "ยัยนี้ดูเฉื่อยชาจังแฮะ ไม่มีอารมณ์หรือความรุ้สึกที่แสดงออกมาให้เห็นเลย นิ่งและน่าเบื่อชะมัด" ผมเลยตั้งใจจะขี่ผ่านไปจนกระทั้งเริ่มเห็นด้านข้างและแววตาของเธอ ทำให้ผมได้เห็นสีหน้าบางส่วนแล้วสายตาแบบนั้นมัน ทำให้รู้สึกว่าจริงๆ แล้วเธอนะคล้ายกับตัวผมเองที่ไร้อารมณ์และนิ่งเฉย แต่ภายใต้ความเงียบงันของความไร้อารมณ์กับเต็มไปด้วยเรื่องราวๆที่เลวร้าย และด้วยเหตุผลนั้นเองผมเริ่มสงสัย ทำให้สิ่งที่แผนที่ผมจะทำในวันนี้นั้นพังนั้นคือกลับหอให้ทันก่อน 3 ทุ่มตามที่ตั้งไว้ต้องล้มเลิก นั้นคงเป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำตามอารมณ์ของตนเอง ผมเริ่มปั่นจักรยานไปทักเธอ เธอเห็นแล้วก็หันมามองด้วยแววตาที่นิ่งเฉยแต่ก็รับรู้ถึงตัวตนผม ผมคุยกับน้ำได้อย่างเรียบง่าย จนกระทั่งผมลงจักรยานเดินคู่จูงจักรยานไปพร้อมกัน ตอนแรกเธอคงยังคุยกับแบบเฉยชา โทนเสียงที่ต่ำค้อยพวกเราคุยกันเล็กๆน้อย บางผมก็แอบคิดว่าเธอคงไม่ชอบผู้ชายมั้ง เพราะบางครั้งผมสังเกตว่าเวลาคุยกับผู้หญิงด้วยกันก็คุยด้วยเสียงปกติหนิ เดินมาเรื่อยๆ พวกเราก็เริ่มคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว เรื่องราวของผม ของเธอ พักที่ไหน ทำไมมาเรียนนี้ โตขึ้นอยากทำอะไร มีความฝันเช่นไร จนเดินมาเรื่อยๆ ผมก็นึกได้ว่าหนังผีเรื่องหนึ่งที่จะฉายใช่ Annabelle มันเข้าโรงแล้ว คำถามคือจะชวนใครไปดีนะ และน้ำเองก็อยู่ข้างๆนี้น่า จริงสินึกได้ยังงั้นก็เลยชวนไป และคำตอบคือเธอบอกว่าได้เลย เสาร์นี้ล่ะกัน และช่วยท้ายการสนทนามันก็เริ่มจะสิ้นสุดทางที่ต่างคนต่างแยกย้ายเข้าซอยจนของตัวเอง ท้ายสุด เธอหันมาถามผมว่า แล้วไหมไปปั่นจักรยานกลับแล้วเหรอ ผมได้แต่ทำหน้ายิ้มเจื่อนๆแล้วบอกว่า "ก็เดินกลับเป็นเพื่อนเธอไง มันดีกว่าเดินกลับคนเดียวใช่ไหมล่าาา" เธอหันหน้ากลับไปแล้วพูดว่า "อ้อเหรอ โอเคะ " นั้นคือน้ำเสียงที่น่ารักของเธอที่ผมได้ยินจากปากเธอครั้งแรกนั้นเอง จากนั้นพวกเราก็ลาต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ซึ่งผมก็ปั่นจักรยานไปพรางครุ่นคิดไปว่าเธอคงตั้งใจจะพูดว่า "เพื่อนงั้นเหรอ" มากกว่า "อ้อเหรอ โอเคะ " แต่มันไม่สำคัญหรอกเพราะว่า รู้สึกว่าผมจะเข้าใจเธอขึ้นมาหน่อยหนึ่งแล้วพร้อมกับได้ยินน้ำเสียงที่น่ารัก
วันเสาร์บ่ายของเวลาก่อนดูหนัง 1 ชั่วโมง ผมแต่งตัวพร้อมกับมือถือซึ่งมีข้อความที่บ่งบ่อง สถานที่ผมเจอกับน้ำในช่วงเวลานัด ก่อนฉาย 30 นาที ซึ่งเป็นที่ข้างสะพานลอยตรงข้ามฝั่งโรงหนัง ซึ่งผมขึ้นรถแดงเพื่อไปส่งตรงจุดที่นัดไว้ หลังจากนั่งรถแดงไปสักพักผมได้เห็นน้ำนั่งวินอยู่ต่อจากรถแดงที่ผมนั่งอยู่ ดูท่าสายตาของเธอคงไม่ได้จดจอไปข้างหน้าจึงไม่เห็นผม ผมได้แอบยิ้มนิดหนึ่งเพราะไม่คิดว่ามาออกพร้อมกันเลยเนี่ยนะ แต่กระนั้นผมก็ต้องเลยโบกมือแสดงให้เธอเห็นตัวตนของผมที่อยู่บนรถแดง สักพักหนึ่งเธอจึงสังเกตเห็นได้แล้วก็ยิ้มเล็กน้อยกับที่ผมแอบหัวเราะอยู่ในใจก่อนที่รถแดงผมนั้นรถติดเลยไปต่อไม่ได้ ส่วนทางวินของน้ำก็ถึงจุดหมายเป็นที่เรียบร้อย และเนื่องจากรถแดงจอดก่อนที่ที่วินของน้ำลงไปพอสมควร ผมจึงเริ่มออกวิ่งเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไม่ดีที่ควรทำเพราะ ความจริงผู้ชายควรมาถึงก่อนผู้หญิง ผมวิ่งมาอย่างฉับไวพร้อมจนถึงที่หมายในระยะเวลาอันรวดเร็วพร้อมกับเหงื่อนที่แตกโชกกับสภาพคนก้มลงหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย และเมื่อผมหันขึ้นไปจ้องสีหน้าของน้ำทำให้ผมเห็นใบที่เหมือนจะหัวเราะพร้อมกับพูดออกมาว่า "ถึงขนาดวิ่งมาเชียว" นั้นก็เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าผมเป็นตัวตลกไปให้เธอสะแล้วเหรอ ผมเลยรีบเดินออกไปพร้อมกับแถแก้ตัวน้ำขุ่นว่า"ก็เดียวไม่ทันรอบหนังไง" ซึ่งมันก็เหลืออีกตั้ง 20 นาทีก่อนถึงเวลาฉาย มีช่วงเวลาหนึ่งที่ผมลงบันไดแล้วเธอมาสกิดคอ ผมล่ะอยากหันไปดูแต่ด้วยความที่การแก้ตัวเมื่อกี้มันเป็นแค่การเบี่ยงเบนที่เธอก็รู้ได้อยู่แล้ว เลยไม่อยากรู้ไม่อยากเห็น และไม่อยากคุยกับเธอเลยรีบเดินเพื่อไปถึงโรงหนังอย่างรวดเร็ว ก็หนังที่ดูก็หลอนดีน่ะ มีคนนั่งเป็นเพื่อนดูหนังด้วยก็โล่งใจเยอะ ถึงแม้ผมจะแอบสะดุ้งเกือบทุกครั้งที่ผีจับสแกล์ ส่วนน้ำนะเหรอ อย่างนิ่งยังกับ น้ำในแม่น้ำที่ราบเรียบไร้คลื่นอันเงียบสงบ "ยัยนี้ไม่กลัว หรือตกใจ กรี๊ดร้องเหมือนผู้หญิงหน่อยเหรอ ช่างมีความเป็นลูกคนหนูสะจริงๆ ทั้งกิริยา มารยาทการวางตัว นั่งหลังตรง สุดๆ" นั้นคือความคิดในหัวผมหลังออกจากโรงหนังมากับน้ำ ท้ายสุด พวกเราก็แวะซื้อ ของใช้ ซึ่งน้ำซื้อพวกเครื่องสำอางค์เป็นหลักและต่างคนต่างแยกย้ายขึ้นวินกลับบ้าน
ตั้งแต่นั้นพวกเราก็เจอหน้ากันทุกวันกลับทางเดียวกันทุกวันสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มีบ้างที่ผมได้ชวนเธอไปดูหนังกัน(ส่วนมากหนักผี) ก็จะมีเธอไปกับผม แต่ในครั้งนั้นที่ผมกับน้ำออกมาจากโรงหนังเธอ บอกกับผมว่ามีเรื่องไม่ดีที่เกิดจากกระทำของตัวผมนะ บางทีอาจจะเป็นเพราะผมไปแสดงท่าทางหรือการกระทำที่ไม่ดีกับเขา (ซึ่งตรงจุดนี้ผมก็เข้าใจดีว่า เพราะอคติต่อมนุษย์คนอื่นๆของผมทำให้เกิดเหตุแบบนี้) ตอนแรกผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่าน้ำโดนใครเป่าหูมาเหรอ ถึงมาว่าผมยังงี้ ทำให้ผมคิดว่าจริงๆแล้วน้ำก็ไม่ต่างกับคนอื่นสินะ สุดท้ายผมก็มิอาจจะเชื่อใจน้ำได้เหรอเนี่ย นั้นทำให้ผมเริ่มขึ้นเสียงกลับใส่น้ำ ว่า "คิดไปเองละมั้ง เราก็ไม่ได้ไปทำร้ายใครสักหน่อย" น้ำก็เริ่มเหมือนเคืองที่ผมขึ้นเสียงใส่ น้ำเลยพูดอย่างอารมณ์เสียพร้อมสีหน้าเคร่งเครียดว่า "เออถ้าไม่เชื่อก็ตามใจคนเขาอุสาห์หวังดี ถ้าจะไม่ฟังกันก็ช่างเถอะ จะไม่ยุ่งด้วย ปล่อยเลยตามเลย" นั้นทำให้ผมตระหนักได้ว่า แปลกจัง คนปกติเขาพยายามจะรักษาความสัมพันธ์พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่กับเธอคนนี้มันไม่ใช่ กลับเตือนกลับตำหนิติเตียนผมว่าสิ่งที่ไหนควรหรือไม่ควร ไม่กลัวเหรอผมจะโกรธหรือการที่ต้องทะเลาะหรือเสี่ยงที่จะเลิกรากันเลย นั้นเป็นครั้งแรกเลยที่ผมรับรู้เลยว่า เธอคนนี้เป็นผญ.ที่สุดยอดที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นผมเลยตัดสินใจแล้วบอกว่า "ขอโทษนะ ที่ไม่เชื่อเธอแค่บางที บางครั้งเราก็อาจจะเผลอทำอะไรที่รุนแรงไป ไม่สิอาจเป็นความตั้งใจของเราและด้วยนิสัยเลวร้ายของเราด้วย เพราะฉะนั้นอาจมีเรื่องที่ไม่ดีที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปช่วยเตือนหรือแนะนำเราต่อไปอีกได้ไหมเราจะพยายามปรับตัวให้ได้ " แล้วท้ายสุดเหมือนสีหน้าของน้ำเริ่มผ่อนคลายลง จากอารมณ์ที่ดูติดไฟตอนนี้เหมือนถูกน้ำเย็นราดทับ สีหน้าเธอบ่งบอกถึงความตั้งใจพร้อมกับพูดมาว่า "ได้สิ" พร้อมกันนั้นเธอก็เดินเข้าไปซื้อของที่เซเว่นพร้อมกับผมที่เดินตามไปด้วยสีหน้าที่ไม่จะเชื่อเลยว่านี้เป็นครั้งแรกที่ตัวผมจะยอมผญ.คนนี้ได้ขนาดนี้
จะได้เจอคนแบบเธอที่เป็นเฉกเช่นนี้อีกไหมนะ
2019 ผมได้เลือกที่จะผลักไสเธอคนนั้นออกไปจากชีวิต เพื่อที่จะปกป้องเธอจากตัวผมเอง ทำให้ 2020 ได้ตระหนักว่าคนที่ใช่มันเป็นสิ่งที่หายากและแสนวิเศษจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆจะได้พบเจอหรือว่าหาได้มาง่ายๆ บางคนอาจจะต้องใช้ช่วงเวลาทั้งชีวิตเพื่อตามหามันหรือเจอตอนบั้นปลายของชีวิตก็นั้นแหละ
จากนี้ไปก็ 2021 เวลาจะยังคงไหลไปเรื่อยๆ สักวันคงอาจจะพบหรือไม่พบแล้วก็ได้ กับเธอที่ไม่แตกต่างกับผม แววตาที่ลึบลับแฝงความโศกเศร้าแต่ซ่อนความเจ็บปวดมากแค่ไหน เธอที่เสียสละแม้ว่าสิ่งๆนั้นตัวเธอเองก็อยากได้ เด็ดขาดที่สุดแต่ก็ละเอียดละอ่อนที่สุดเช่นกัน เป็นนางฟ้าในคราบนางมารร้าย ตรงไปและตรงมา เลือกเผชิญหน้ากับทุกสิ่งอย่างไม่ลดละแม้อาจจะต้องสูญเสีย ตัวเธอที่ต้องการความอบอุ่นแต่ก็ไม่แคร์ใครๆหน้าไหน เฉยเมยแถมยังแข็งกระด่างแต่ใส่ใจสิ่งที่สำคัญ และที่สำคัญมากๆเลยคือเธอที่ช่างเป็นผู้ใหญ่กว่าใครๆในหมู่พ้องเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับแต่มิอาจมีใครจะสู้เทียบเคียงเธอได้ เธอที่ฉลาดกว่าคนอื่นๆสามารถที่จะเข้าใจในทุกสิ่งที่ผมสอนได้เพียงไม่กี่ครั้ง เธอที่มองตาทำให้ทั้งผมทั้งเธอต่างรับรู้ความรู้สึกภายในแววตานั้น เธอคนนั้นที่เกลียดชังการทรยศและหักหลังยิ่งกว่าใครๆ และเธอคนที่ผมรักมากตั้งแต่วันนั้นจนวันหนึ่งที่ผมนึกชื่อเธอไม่ออกแล้ว
*จากนี้ไปเป็นบันทึกความทรงจำ เพราะว่า 1 ปีที่ผ่านมาผมเริ่มจะลืมเรื่องเกี่ยวกับเธอบางส่วนแล้ว นั้นก็หมายว่าอีก 5 ปีผมคงอาจจะลืมเรื่องราวของเธอไปจนหมดไม่ได้อยากลืมหรอกแต่ความทรงจำมนุษย์มันไม่ยั่งยืนเหมือนเมมโมรี่ของคอมพิวเตอร์เลยนะ Copy ทิ้งไว้ 100 ปีก็คงยัง Paste ได้โดยข้อมูลไม่ตกบกพร่องหายสักคำ
(เรื่องของชายผู้ที่ไม่เคยออกจากโลกของตัวเองมีโซ่ตรวนที่ล่ามไว้ตลอดมาจนกระทั้งได้พบเธอที่ไขกุญแจให้เขาเป็นอิสระ)
พวกเราเจอกันครั้งแรกที่ห้องเรียนวันเปิดเทอมมหาลัยปีแรก
เป็นกลุ่มที่ผมเข้าไปเจอด้วยตัวเองในนั้นมีผญ.หลายคนและต่างรุ่น เธอก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ผมได้พบเจอ สำหรับผมเธอไม่มีอะไรน่าสนใจเสียเลย หน้าตาปกติธรรมดาแววตาที่เรียบเฉยแต่กลับดูเศร้าสร้อย สายตาที่ไม่ได้แยแสใครๆ เค้าโครงหน้าที่ไปทางเชื้อสายจีนผิวขาวมัดผมเรียบร้อย ดูเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรี กิริยาการวางตัวที่สมเป็นลูกผู้ดี แต่งหน้าทาปากบางๆ "หึน่าเบื่อจริงๆ แต่งหน้าทาปากสะไม่อยากคุยด้วยเลย สร้างภาพทำตัวน่ารักให้น่าเอ็นดูเหมือนคุณหนูสินะ" นั้นเป็นความคิดของผมที่ไม่อยากจะสนใจและมักดูถูกคนอื่นอยู่เสมอมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เกลียดทุกคนบนโลกนี้ และจะมองทุกอย่างให้เลวร้ายมากที่สุดเป็นดั่งโลกที่ผมเข้าอยู่ได้แต่เพียงผู้เดียว ส่วนเธอนั้นก็เป็นคนที่เย็นชาและแข็งกระด่างอย่างให้ได้ชัดตั้งแต่แรกทั้งคำพูดคำจา น้ำเสียงที่เฉยชา เรียบๆจนนึกว่าเธอเป็นพวกเลสเบี้ยนยังไงยังงั้น
เวลาที่เริ่มผ่านไปกับการเรียนทำให้ผมเริ่มเบื่อหน่ายมากขึ้นที่จะอยู่กับแค่ไปม.หรือกลับหอ ผมจึงเดินออกไปเที่ยวไหนคนเดียวที่ๆอยากๆไปในวันหยุด นั้นคือสิ่งแรกที่ผมไปคือเดอะมอล ไปเดินเล่นมั้ง เล่นเกมตู้ เกมเต้นแถวนั้นจนมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงหนังแล้วก็พบหนังฉายวันนั้นที่น่าสนใจ แต่จะให้ไปดูคนเดียวมันก็กระไรอยู่เลยลองชวนคนไลน์กลุ่มที่เรียนด้วยกัน ก็มีบ้างที่ตอบไปไม่ได้ ซึ่งผมไม่ได้อยากจะชวนผญ.เป็นพิเศษหรอก ขอแค่ใครมาก็ได้ผช.ก็ได้หรอกแบบที่อย่างน้อยก็ไม่ได้เข้าไปคนเดียว จนกระทั้งนึกได้ว่า น้ำ(ผู้หญิงที่ผมเล่าตอนต้น) เธออยู่หอใกล้ผมหนิน่าจะลองชวนดู เธอถามว่าที่ไหน พอผมบอก เธอก็ตอบว่าไม่มีตังค์ นั้นคือบทสนทนาแรกที่ผมได้คุยกับน้ำอย่างตรงไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องเรียนหรืองานกลุ่ม ซึ่งวันนั้นผมก็ไม่ได้ไปดูแต่อย่างใด จึงมุ่งตรงกลับหอเลย
เวลายังคงผ่านมาเรื่อยเปื่อย น่าจะเป็นช่วง สิงหา ไม่ก็กันยา ละมั้ง "เวลามันก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันเนาะ ใกล้สอบแล้วสิ" ผมคิดงั้น แน่นอนว่าเรื่องการทำเกรด A มันเป็นที่ง่ายๆมากสำหรับคนอย่างผม ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือใส่ใจไรมากพอคิดงั้นก็ทำให้คิดว่า เสาร์-อาทิตย์นี้จะไปไหนดีน่าาา มีที่ไหนน่าไปบ้าง ณ ตอนที่คิดซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มไลน์ที่เรียนด้วยกันต่างออกจากห้องเรียนและแยกย้ายกลับบ้านในช่วง 3 ทุ่ม (มหาลัยผมเรียนช่วงค่ำ) และจังหวะนั้นเอง ที่ผมเห็นได้เห็นน้ำร่ำลากลุ่มต้องเองเรียบร้อยและเดินออกไปเพื่อกลับหอ ไอ้ผมก็ด่าสถบอยู่ในใจว่า "ชุดอะไรของมัน แอคติ้งให้ดูน่ารักดีๆแฮะ ให้ดูเป็นคนหนูผู้หญิงที่น่าเอ็นดูสินะ" (มันคือชุดเอี๊ยมมีสายกางเกงสองเส้นผ่านหัวไหล่สองข้างเพื่อประคองกางเกงกับเสื้อเชิ้ตแดง) ผมก็เลยอยากรู้อยากเห็นเลยเดินไปคู่กับน้ำแล้ว ไปคุยกับเธอ เรื่องกลับยังไงหรือเรียนเป็นไง จนเธอเริ่มสังเกตเห็นว่าผมน่าจะลืมอะไรไปเลยบอกกับผมว่า วันนี้ไม่กลับกับจักรยานเหรอ และก็ใช่ผมนึกได้ทันทีว่าลืม (ขอโทษนะที่ผมต้องโกหก ความจริงผมไม่ได้ลืมหรอกมันเป็นแผนตั้งใจแต่แรกก่อนมาคุยกลับเธอแล้ว แล้วถ้าถามว่าทำไมผมต้องทำแบบนี้ คำตอบคงเพราะ Curious and Doubt ว่าความจริงเป็นเธอเป็นคนประเภทไหนกันแน่)
วันถัดมาผมมาครุ่นคิดว่าเมื่อวานผมไปทำอะไร ทำไมต้องไปคุยกับมนุษย์ที่ไม่น่าสนใจด้วย ทำผิดผลาดจริงๆนะเมื่อวาน เหอะผมเลยตัดสินใจอยู่ห่าง น้ำ ดีกว่าว่าแล้วในวันนี้หลังเรียนเสร็จผมก็ว่าจะกลับพร้อมกับจักรยานเหมือนปกติ ซึ่งผมก็ขี่ไปเรื่อยๆ พร้อมกับมองทางถนนหนทางไปเรื่อยๆ จนเห็นแผ่นหลังคนๆหนึ่ง ซึ่งก็เป็นน้ำนั้นเอง ผมเลยได้เฝ้าดูไปก็เห็นว่า "ยัยนี้ดูเฉื่อยชาจังแฮะ ไม่มีอารมณ์หรือความรุ้สึกที่แสดงออกมาให้เห็นเลย นิ่งและน่าเบื่อชะมัด" ผมเลยตั้งใจจะขี่ผ่านไปจนกระทั้งเริ่มเห็นด้านข้างและแววตาของเธอ ทำให้ผมได้เห็นสีหน้าบางส่วนแล้วสายตาแบบนั้นมัน ทำให้รู้สึกว่าจริงๆ แล้วเธอนะคล้ายกับตัวผมเองที่ไร้อารมณ์และนิ่งเฉย แต่ภายใต้ความเงียบงันของความไร้อารมณ์กับเต็มไปด้วยเรื่องราวๆที่เลวร้าย และด้วยเหตุผลนั้นเองผมเริ่มสงสัย ทำให้สิ่งที่แผนที่ผมจะทำในวันนี้นั้นพังนั้นคือกลับหอให้ทันก่อน 3 ทุ่มตามที่ตั้งไว้ต้องล้มเลิก นั้นคงเป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำตามอารมณ์ของตนเอง ผมเริ่มปั่นจักรยานไปทักเธอ เธอเห็นแล้วก็หันมามองด้วยแววตาที่นิ่งเฉยแต่ก็รับรู้ถึงตัวตนผม ผมคุยกับน้ำได้อย่างเรียบง่าย จนกระทั่งผมลงจักรยานเดินคู่จูงจักรยานไปพร้อมกัน ตอนแรกเธอคงยังคุยกับแบบเฉยชา โทนเสียงที่ต่ำค้อยพวกเราคุยกันเล็กๆน้อย บางผมก็แอบคิดว่าเธอคงไม่ชอบผู้ชายมั้ง เพราะบางครั้งผมสังเกตว่าเวลาคุยกับผู้หญิงด้วยกันก็คุยด้วยเสียงปกติหนิ เดินมาเรื่อยๆ พวกเราก็เริ่มคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว เรื่องราวของผม ของเธอ พักที่ไหน ทำไมมาเรียนนี้ โตขึ้นอยากทำอะไร มีความฝันเช่นไร จนเดินมาเรื่อยๆ ผมก็นึกได้ว่าหนังผีเรื่องหนึ่งที่จะฉายใช่ Annabelle มันเข้าโรงแล้ว คำถามคือจะชวนใครไปดีนะ และน้ำเองก็อยู่ข้างๆนี้น่า จริงสินึกได้ยังงั้นก็เลยชวนไป และคำตอบคือเธอบอกว่าได้เลย เสาร์นี้ล่ะกัน และช่วยท้ายการสนทนามันก็เริ่มจะสิ้นสุดทางที่ต่างคนต่างแยกย้ายเข้าซอยจนของตัวเอง ท้ายสุด เธอหันมาถามผมว่า แล้วไหมไปปั่นจักรยานกลับแล้วเหรอ ผมได้แต่ทำหน้ายิ้มเจื่อนๆแล้วบอกว่า "ก็เดินกลับเป็นเพื่อนเธอไง มันดีกว่าเดินกลับคนเดียวใช่ไหมล่าาา" เธอหันหน้ากลับไปแล้วพูดว่า "อ้อเหรอ โอเคะ " นั้นคือน้ำเสียงที่น่ารักของเธอที่ผมได้ยินจากปากเธอครั้งแรกนั้นเอง จากนั้นพวกเราก็ลาต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ซึ่งผมก็ปั่นจักรยานไปพรางครุ่นคิดไปว่าเธอคงตั้งใจจะพูดว่า "เพื่อนงั้นเหรอ" มากกว่า "อ้อเหรอ โอเคะ " แต่มันไม่สำคัญหรอกเพราะว่า รู้สึกว่าผมจะเข้าใจเธอขึ้นมาหน่อยหนึ่งแล้วพร้อมกับได้ยินน้ำเสียงที่น่ารัก
วันเสาร์บ่ายของเวลาก่อนดูหนัง 1 ชั่วโมง ผมแต่งตัวพร้อมกับมือถือซึ่งมีข้อความที่บ่งบ่อง สถานที่ผมเจอกับน้ำในช่วงเวลานัด ก่อนฉาย 30 นาที ซึ่งเป็นที่ข้างสะพานลอยตรงข้ามฝั่งโรงหนัง ซึ่งผมขึ้นรถแดงเพื่อไปส่งตรงจุดที่นัดไว้ หลังจากนั่งรถแดงไปสักพักผมได้เห็นน้ำนั่งวินอยู่ต่อจากรถแดงที่ผมนั่งอยู่ ดูท่าสายตาของเธอคงไม่ได้จดจอไปข้างหน้าจึงไม่เห็นผม ผมได้แอบยิ้มนิดหนึ่งเพราะไม่คิดว่ามาออกพร้อมกันเลยเนี่ยนะ แต่กระนั้นผมก็ต้องเลยโบกมือแสดงให้เธอเห็นตัวตนของผมที่อยู่บนรถแดง สักพักหนึ่งเธอจึงสังเกตเห็นได้แล้วก็ยิ้มเล็กน้อยกับที่ผมแอบหัวเราะอยู่ในใจก่อนที่รถแดงผมนั้นรถติดเลยไปต่อไม่ได้ ส่วนทางวินของน้ำก็ถึงจุดหมายเป็นที่เรียบร้อย และเนื่องจากรถแดงจอดก่อนที่ที่วินของน้ำลงไปพอสมควร ผมจึงเริ่มออกวิ่งเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไม่ดีที่ควรทำเพราะ ความจริงผู้ชายควรมาถึงก่อนผู้หญิง ผมวิ่งมาอย่างฉับไวพร้อมจนถึงที่หมายในระยะเวลาอันรวดเร็วพร้อมกับเหงื่อนที่แตกโชกกับสภาพคนก้มลงหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย และเมื่อผมหันขึ้นไปจ้องสีหน้าของน้ำทำให้ผมเห็นใบที่เหมือนจะหัวเราะพร้อมกับพูดออกมาว่า "ถึงขนาดวิ่งมาเชียว" นั้นก็เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าผมเป็นตัวตลกไปให้เธอสะแล้วเหรอ ผมเลยรีบเดินออกไปพร้อมกับแถแก้ตัวน้ำขุ่นว่า"ก็เดียวไม่ทันรอบหนังไง" ซึ่งมันก็เหลืออีกตั้ง 20 นาทีก่อนถึงเวลาฉาย มีช่วงเวลาหนึ่งที่ผมลงบันไดแล้วเธอมาสกิดคอ ผมล่ะอยากหันไปดูแต่ด้วยความที่การแก้ตัวเมื่อกี้มันเป็นแค่การเบี่ยงเบนที่เธอก็รู้ได้อยู่แล้ว เลยไม่อยากรู้ไม่อยากเห็น และไม่อยากคุยกับเธอเลยรีบเดินเพื่อไปถึงโรงหนังอย่างรวดเร็ว ก็หนังที่ดูก็หลอนดีน่ะ มีคนนั่งเป็นเพื่อนดูหนังด้วยก็โล่งใจเยอะ ถึงแม้ผมจะแอบสะดุ้งเกือบทุกครั้งที่ผีจับสแกล์ ส่วนน้ำนะเหรอ อย่างนิ่งยังกับ น้ำในแม่น้ำที่ราบเรียบไร้คลื่นอันเงียบสงบ "ยัยนี้ไม่กลัว หรือตกใจ กรี๊ดร้องเหมือนผู้หญิงหน่อยเหรอ ช่างมีความเป็นลูกคนหนูสะจริงๆ ทั้งกิริยา มารยาทการวางตัว นั่งหลังตรง สุดๆ" นั้นคือความคิดในหัวผมหลังออกจากโรงหนังมากับน้ำ ท้ายสุด พวกเราก็แวะซื้อ ของใช้ ซึ่งน้ำซื้อพวกเครื่องสำอางค์เป็นหลักและต่างคนต่างแยกย้ายขึ้นวินกลับบ้าน
ตั้งแต่นั้นพวกเราก็เจอหน้ากันทุกวันกลับทางเดียวกันทุกวันสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มีบ้างที่ผมได้ชวนเธอไปดูหนังกัน(ส่วนมากหนักผี) ก็จะมีเธอไปกับผม แต่ในครั้งนั้นที่ผมกับน้ำออกมาจากโรงหนังเธอ บอกกับผมว่ามีเรื่องไม่ดีที่เกิดจากกระทำของตัวผมนะ บางทีอาจจะเป็นเพราะผมไปแสดงท่าทางหรือการกระทำที่ไม่ดีกับเขา (ซึ่งตรงจุดนี้ผมก็เข้าใจดีว่า เพราะอคติต่อมนุษย์คนอื่นๆของผมทำให้เกิดเหตุแบบนี้) ตอนแรกผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่าน้ำโดนใครเป่าหูมาเหรอ ถึงมาว่าผมยังงี้ ทำให้ผมคิดว่าจริงๆแล้วน้ำก็ไม่ต่างกับคนอื่นสินะ สุดท้ายผมก็มิอาจจะเชื่อใจน้ำได้เหรอเนี่ย นั้นทำให้ผมเริ่มขึ้นเสียงกลับใส่น้ำ ว่า "คิดไปเองละมั้ง เราก็ไม่ได้ไปทำร้ายใครสักหน่อย" น้ำก็เริ่มเหมือนเคืองที่ผมขึ้นเสียงใส่ น้ำเลยพูดอย่างอารมณ์เสียพร้อมสีหน้าเคร่งเครียดว่า "เออถ้าไม่เชื่อก็ตามใจคนเขาอุสาห์หวังดี ถ้าจะไม่ฟังกันก็ช่างเถอะ จะไม่ยุ่งด้วย ปล่อยเลยตามเลย" นั้นทำให้ผมตระหนักได้ว่า แปลกจัง คนปกติเขาพยายามจะรักษาความสัมพันธ์พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่กับเธอคนนี้มันไม่ใช่ กลับเตือนกลับตำหนิติเตียนผมว่าสิ่งที่ไหนควรหรือไม่ควร ไม่กลัวเหรอผมจะโกรธหรือการที่ต้องทะเลาะหรือเสี่ยงที่จะเลิกรากันเลย นั้นเป็นครั้งแรกเลยที่ผมรับรู้เลยว่า เธอคนนี้เป็นผญ.ที่สุดยอดที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นผมเลยตัดสินใจแล้วบอกว่า "ขอโทษนะ ที่ไม่เชื่อเธอแค่บางที บางครั้งเราก็อาจจะเผลอทำอะไรที่รุนแรงไป ไม่สิอาจเป็นความตั้งใจของเราและด้วยนิสัยเลวร้ายของเราด้วย เพราะฉะนั้นอาจมีเรื่องที่ไม่ดีที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปช่วยเตือนหรือแนะนำเราต่อไปอีกได้ไหมเราจะพยายามปรับตัวให้ได้ " แล้วท้ายสุดเหมือนสีหน้าของน้ำเริ่มผ่อนคลายลง จากอารมณ์ที่ดูติดไฟตอนนี้เหมือนถูกน้ำเย็นราดทับ สีหน้าเธอบ่งบอกถึงความตั้งใจพร้อมกับพูดมาว่า "ได้สิ" พร้อมกันนั้นเธอก็เดินเข้าไปซื้อของที่เซเว่นพร้อมกับผมที่เดินตามไปด้วยสีหน้าที่ไม่จะเชื่อเลยว่านี้เป็นครั้งแรกที่ตัวผมจะยอมผญ.คนนี้ได้ขนาดนี้