JJNY : กมธ.โอนงบฯเดือด แฉทหารเก็บเอกสารลับกลางที่ประชุม/ณัฐชาจี้ชวนยื่นศาลปมธรรมนัส/พปชร.ถกเดือด/ค้าชายแดน4ด.สูญ4หมื่นล.

กมธ.โอนงบฯเดือด แฉทหารแทรกแซง เก็บเอกสารลับกลางที่ประชุม
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4283568
 

 
กมธ.โอนงบฯเดือด แฉทหารแทรกแซง เก็บเอกสารลับกลางที่ประชุม มุบมิบข้อมูล 1.7 หมื่นล้าน จี้เชิญ บิ๊กตู่ แจงเอง ในฐานะเป็นผู้เอางบไปใช้
 
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย 63 เป็นการพิจารณางบจากส่วนราชการกลับเข้าสู่งบกลาง เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 โดยกรรมาธิการฯ จากซีกพรรคฝ่ายค้านได้วอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม มาแถลงถึงปัญหาและอุปสรรคการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ที่ไม่สามารถพิจารณาปรับลดงบประมาณ ในวงเงิน 8.8 หมื่นล้านบาทได้
 
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการฯ แถลงตั้งข้อสังเกตว่า การพิจารณาของกรรมาธิการฯ เราพบว่าหลังจากที่เชิญผู้ถูกตัดงบฯ มาชี้แจง มีหลายหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลตั้งเกณฑ์ว่า ถ้าทำไม่ทันให้ตัดงบมาหมดเลย แทนที่จะไปเอางบที่มีความสำคัญน้อย ปรากฏว่ามีการตัดงบหลายโครงการที่มีความจำเป็นมาไว้ที่งบกลาง ไม่สามารถนำงบประมาณ จาก พ.ร.ก.กู้เงินมาทดแทนได้
 
ประกอบกับงบประมาณที่มีการโอนกลับมาให้รัฐบาล ส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ทั้งที่ยังมีปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่จะต้องเร่งฟื้นฟูอยู่ ประกอบกับในรายละเอียดของงบประมาณก็ไม่ชัดเจน มีเพียงเอกสาร 2 แผ่น ที่มาชี้แจงต่อกรรมาธิการฯ จึงอยากให้รัฐบาลรับฟังความเห็นปรับโอนงบประมาณจากโครงการที่จำเป็น
 
นายวรวัจน์ กล่าวต่อว่า ปัญหาในการพิจารณางบประมาณที่มีการโอนกลับจากกระทรวงกลาโหม กว่า 17,000 หมื่นล้านบาทนั้น ระหว่างการชี้แจงจากผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม มีเอกสารที่หัวเอกสารระบุว่าเป็นเอกสารลับ และระหว่างที่พิจารณาไม่นาน ก็มีนายทหารเดินมาเก็บเอกสารกลับคืนทั้งหมด จึงเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ เพราะข้อมูลเหล่านี้มีความจำเป็นและไม่น่าจะอยู่ในชั้นความลับ เพราะเป็นงบประมาณที่ถูกปรับโอนไว้ ประกอบกับเป็นสิทธิของกรรมาธิการฯ ตามรัฐธรรมนูญ ที่สามารถเรียกข้อมูลดังกล่าวได้ แต่ประธานกรรมาธิการฯ ก็ไม่อนุญาตให้เรียกเอกสารจาก กระทรวงกลาโหมอีก ถือเป็นการปิดกั้นการทำหน้าที่อย่างมาก
 
ขณะที่น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การพิจารณางบของกระทรวงกลาโหม ไม่มีรายละเอียดเปิดเผยที่ชัดเจน ตนรู้สึกว่าเป็นงบประมาณที่ไม่สามารถแตะต้องได้ มีการอ้างว่าเป็นชั้นความลับมาก ต้องเซ็นลายมือชื่อทุกครั้งที่รับ และเก็บเอกสารคืนในระยะเวลาที่รวดเร็ว ทำให้ไม่สามารารถพิจารณาได้ครบถ้วน
 
รวมถึงข้อมูลการโอนงบประมาณส่วนอื่นๆ ก็ไม่มีการระบุรายละเอียดที่ชัดเจนเช่นกัน ทำให้ต้องมีหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการฯ เพื่อขอเชิญพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มาชี้แจงรายรายละเอียดด้วยตัวเองแทน แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากประธานกรรมาธิการฯ
 
ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการฯ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การให้เจ้าหน้าที่ทหารมาเรียกเก็บเอกสารกลางที่ประชุม เป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติ จึงขอฝากติงถึงผู้ใหญ่ในกระทรวงกลาโหมว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะการพิจารณาของกรรมาธิการฯ จะต้องเขียนรายงานข้อสังเกต จึงจำเป็นต้องมีเอกสารรายละเอียดมาประกอบการพิจารณา เพื่อดูว่าเหตุใดหน่วยรับงบประมาณยอมตัดงบประมาณคืนกลับมาที่งบกลาง ทั้งที่งบประมาณบางส่วนก็มีความจำเป็น โดยเฉพาะงบด้านบุคลากรทางการแพทย์ งบประมาณด้านสาธารณสุข จึงอยากให้นายกรัฐมนตรี มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ในฐานะผู้ที่จะนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้
 
แต่ในกรรมาธิการฯ โดยนายวราเทพ รัตนากร รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม พยายามบ่ายเบี่ยง อ้างว่าการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณปกติจะไม่เชิญคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาชี้แจง ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่กฎหมายปกติ และเพิ่งมีการตั้งคระกรรมาธิการฯเป็นฉบับแรก เพราะพ.ร.บ.โอนงบประมาณ 4 ฉบับที่ผ่านมา ผ่านการลงมติโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุค [เผล่ะจัง] จึงไม่มีการตั้งกรรมาธิการ
 
นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า จากปัญหาทั้งหมด จึงเป็นอุปสรรคที่ทำให้คณะกรรมาธิการฯไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นต้องรอว่ากระทรวงกลาโหมจะส่งเอกสารมาให้กรรมาธิการฯ อีกครั้งหรือไม่ หรือนายกรัฐมนตรี จะมาชี้แจงด้วยตัวเองได้หรือไม่ ถ้าที่ประชุมมีมติไม่ให้เรียกเอกสารากกระทรวงกลาโหม รวมถึงไม่ให้นายกรัฐมนตรีมาชี้แจงต่อ กรรมาธิการฯ ฝ่ายค้านจะขอให้ทำข้อสังเกตแนบท้ายในรายงานที่จะเสนอต่อที่ปะชุมสภาฯ ในวาระ 2 และ 3 ว่าการประชุมของกรรมาธิการฯเป็นนการประชุมที่ขาดอิสระถูกจำกัดขอบเขต ทำให้ไม่สามารถปฏบัติงานได้เต็มที่


 
“ณัฐชา”จี้”ชวน”ยื่นศาลรธน.ปมสมาชิกภาพ”ธรรมนัส”
https://www.innnews.co.th/politics/news_695564/
 
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่พรรคก้าวไกล ได้ยื่นหนังสือต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 63 จนถึงวันนี้เกือบ 2 สัปดาห์แล้ว โดยขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งต่อคําร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามอันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10) และมีเหตุให้ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามนัยมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (10) ตามแห่งรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย ว่าตนอยากทราบความคืบหน้าของเรื่องนี้ว่าคืบหน้าไปถึงไหนเเล้ว เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะสะท้อนต่อการทำงานของวงการนิติบัญัติ ในฐานะผู้พิทักษ์กฎหมายเเละตัวเเทนของราษฎรที่เป็นกระบอกเสียงของประชาชน

โดยณัฐชา กล่าวอีกว่า ตนขอเรียกร้องต่อประธานสภาในฐานะประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ขอให้ช่วยดำเนินการเเละติดตามเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ขอให้ประธานสภาปฏิบัติหน้าที่เที่ยงธรรมระหว่างฝ่ายรัฐบาลเเละฝ่ายค้านซึ่งผู้ที่มีคุณสมบัติต้องห้ามจะต้องได้รับการตรวจสอบและถอดถอนจากตำแหน่ง
 
ทั้งนี้ นายณัฐชา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นที่ ประชาชนให้ความสนใจในประเด็นดังกล่าวอีกทั้งยังแสดงความกังวลว่าเรื่องนีจะเงียบไปเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของตนแต่เป็นผลประโยชน์ของประชาชน การที่มีเจ้ากระทรวงมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลซึ่งตัวแทนของประชาชนที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารควรมีคุณสมบัติที่โปร่งใสเพราะเข้ามาทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ประชาชนหากรัฐมนตรีมีคุณสมบัติน่ากังขาประชาชนจะหวังพึ่งใคร
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่