โครงการระบายน้ำจากทะเลสาบ Fucine







.
ที่ Abruzzo ทางตะวันตกใจกลางอิตาลี
ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร
ทางตะวันออกของกรุงโรม
คือ ที่ราบที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี
พืชผักที่ปลูกที่นี่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วอิตาลี
ด้วยคุณภาพและรสชาติที่โดดเด่น
พืชที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ มันฝรั่ง Fucino
ซึ่งได้รับรางวัลสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ได้รับการปกป้อง ในปี 2014
ฉลากคุณภาพที่ได้รับรางวัลจากสหภาพยุโรป
สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีความเป็นเลิศ

พื้นที่แห่งนี้ล้อมรอบด้วยเนินเขาเตี้ย ๆ
หุบเขาที่กว้างและตื้นแห่งนี้ไม่ใช่เป็นพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด
ในอดีตมีทะเลสาบอยู่ที่พื้นที่แห่งนี้
และเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในอิตาลี
จนกระทั่งถูกระบายน้ำจนหมดสภาพทะเลสาบไปในปี  1878

ชาวโรมันรู้จักทะเลสาบในฐานะ Fucinus Lacus 
และตั้งถิ่นฐานบนฝั่งรวมถึง Marruvium
นครรัฐของชนเผ่า Marsi ก่อนกลายเป็นดินแดนโรม 

ในปี 89 ก่อนคริสตกาล
ที่นี่เคยเกิดสงคราม Battle of Fucine Lake  

ทะเลสาบแห่งนี้ให้ดินที่อุดมสมบูรณ์
และเป็นแหล่งปลาน้ำจืดจำนวนมาก
แต่ก็เชื่อว่าเป็นสถานที่เพาะพันธุ์ยุง
ที่เป็นสาเหตุไข้มาลาเรีย
เพราะน้ำไม่มีการไหลถ่ายเท
ออกไปสู่พื้นที่ลุ่ม/แม่น้ำตามธรรมชาติ
ทำให้น้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกโดยรอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Fucine Lake หรือ Lago Fucino ในอิตาลี
จึงเป็นที่มาของความทุกข์ยากมาตั้งแต่สมัยโบราณ
ทะเลสาบแห่งนี้ไม่มีทางออกตามธรรมชาติ
ทำให้น้ำในทะเลสาบทะลักขึ้นมา
และท่วมหมู่บ้านต่าง ๆ บ่อยครั้ง
ชาวเมืองจึงเรียกร้อง Julius Caesar
ให้หาวิธีจัดการระบายน้ำในทะเลสาบ
และทำให้พื้นที่หุบเขากลับคืนมา
แต่ก่อนที่ Julius Caesar
จะสามารถทำตามแผนนี้ได้ก็ถูกลอบสังหารเสียก่อน

หนึ่งศตวรรษต่อมาในปี 41 ก่อนคริสตศักราช
จักรพรรดิ  Claudius มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า
จะควบคุมการไหลของทะเลสาบ Fucine
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวที่ตั้งใจนั้น
จักรพรรดิ  Claudius จึงสั่งให้ขุดอุโมงค์
ระยะทางยาว 6 กิโลเมตรผ่านเนินเขา
ใกล้กับ Avezzano เพื่อถ่ายเทน้ำในทะเลสาบลงสู่แม่น้ำ Liri
โดยใช้คนงานมากกว่า 30,000 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นทาส
โดยใช้เวลาขุดคลองถึง 11 ปีในการปรับระดับความลาดชัน
และการขุดอุโมงค์ผ่านเนินเขาดังกล่าว

 
โครงการที่ยักษ์ใหญ่เช่นนี้ที่โรมไม่เคยทำมาก่อน
เช่น ดินถล่มและอุโมงค์ทรุดตัวลงเพราะต้านแรงกดดันไม่ไหว
และมีคำกล่าวอ้างว่ามีคนตายเพราะการก่อสร้างจำนวนมาก
เพราะผลงานที่สร้างได้พิสูจน์แล้วว่า
คือเรื่องหายนะครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเกิดความผิดพลาดทางวิศวกรรรม
ทำให้น้ำในทะเลสาบไหลออกมาเร็วเกินไป
จนเกือบทำให้จักรพรรดิ์ Claudius และข้าทาสบริวารเกือบจมน้ำตาย
ขณะที่รวมตัวกันอยู่บนแพลอยน้ำตรงช่องทางระบายน้ำ

 
ในที่สุดอุโมงค์ก็สร้างเสร็จสมบูรณ์
ซึ่งในยุคนั้นเป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในโลก
เท่าที่มนุษย์เคยสร้างมาในยุคนั้น
และยังคงเป็นเช่นนั้นมาเป็นเวลา 18 ศตวรรษ
จนกระทั่งการเริ่มต้นขุดอุโมงค์รถไฟ Fréjus
หรือ Mont Cenis Tunnel ลอดใต้เทือกเขาแอลป์ในปี 1871
ระยะทางยาว 13.7 กิโลเมตร


.
เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จกับผลงาน
ของงานระบายน้ำของทะเลสาบ Fucine Lake
จักรพรรดิ์ Claudius จึงจัดให้มีการทำสงครามทางเรือ
ที่เรียกว่า Naumachia บนทะเลสาบ Fucine
มหกรรมยอดนิยมยองชาวโรม
ที่ชอบดูการต่อสู้ระหว่างนักโทษที่ถูกตัดสินประหารชีวิต
แบบใครรอดตายก็ได้รับการอภัยโทษ
เหมือนการต่อสู้กันถึงตายของ Gladiator

หลังจากการต่อสู้สงครามทางเรือสิ้นสุดลง
ประตูปิดทางน้ำก็ถูกเปิดออกมา
พร้อมกับเลือดคนตาย/คนเป็น
ที่ปนเปื้อนกับน้ำในทะเลสาบ Fucine
ก็เริ่มไหลออกไปสู่แม่น้ำ Liri 
ซึ่งได้ลดขนาดพื้นที่ของทะเลสาบ
จาก 140 ตารางกิโลเมตรเหลือต่ำกว่า 60 ตารางกิโลเมตร

 
หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน
และการรุกรานของอนารยชนที่มารุกรานโรม
ทำให้อุโมงค์ขาดการดูแลบำรุงรักษา
ทางระบายน้ำจึงพังทะลายและอุดตัน
ไปด้วยเศษตะกอนดินซากไม้และขยะต่าง ๆ

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 6
เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงมาก
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิสภาพทะเลสาบ
มีการยกพื้นดินสูงขึ้นจนพ้นทางเข้าอุโมงค์ระบายน้ำ
ทำให้ทะเลสาบมีระดับน้ำกลับคืนสู่ระดับเดิม
กลืนกินพื้นดินกลับมาจนเหมือนในอดีตก่อนที่มีการระบายน้ำ
หลังจากที่มีความพยายามหลายครั้ง
ที่จะแก้ไขทางระบายน้ำใหม่แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ในการฟื้นฟูระบบระบายน้ำโรมัน
ในศตวรรษที่ 13 และศตวรรษที่ 15

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 17
Alessandro Torlonia เจ้าชายและนายธนาคารชาวอิตาลี
ทำธุรกิจผูกขาดเกลือและยาสูบในโรมและเนเปิลส์
และท่านต้องการจะลงทุนขยายพื้นที่เพาะปลูกในบริเวณทะเลสาบ
และแก้ไขปัญหาภัยไข้มาเลเรีย น้ำท่วมบ่อยครั้ง
จึงได้ว่าจ้าง Jean François Mayor de Montricher วิศวกรชาวสวิส
หลังจากผ่านการทำงานด้านระบายน้ำมาหลายโครงการนานกว่าทศวรรษมาแล้ว 

วิศวกรชาวสวิสสามารถแก้ไขอุโมงค์เดิมได้
โดยมีการขยายความกว้างความสูงของอุโมงค์ได้ตามที่ต้องการ
มีการเพิ่มคลองซอยและจุดบ่อพักเชื่อมต่อ
มีการสรุปผลงานในปี 1870 และในปี 1873
การระบายน้ำจากทะเลสาบ Fucine ก็เริ่มขึ้น
กินเวลาเพียง 5 ปี  ในปี 1878
น้ำในทะเลสาบก็ถูกระบายจนหมดสิ้น
กลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ 140 ตารางกิโลเมตร
ชาวประมงในทะเลสาบ  Fucine ต้องละทิ้งแหอวนจับปลา
และเริ่มทำการเพาะปลูกพืชทดแทน
กลบฝังอดีตทะเลสาบด้วย ธัญพืช Cereals ผัก และ Sugar Beats
 

ในปี 1876  Carlo Nicola Carnevali สถาปนิกชาวอิตาลี
ได้สร้างประตู 3 ประตูเปิดปิดสลับกันได้บนสะพานโค้ง
ประตูน้ำอันแรกจะมีรูปปั้นอันศักดิ์สิทธิ์สูง 23 ฟุตตกแต่งไว
ประตูน้ำจะควบคุมการไหลของน้ำที่มาจาก
คลอง Fucine (ที่เดิมท่วมขังในทะลสาบ)
ไหลลงสู่คลองระบายน้ำด้านนอก
จากนั้นน้ำไหลผ่านอุโมงค์ใต้ภูเขา Salviano
และไหลออกไปรวมกับแม่น้ำ Liri

ในปี 1942 มีการขุดอุโมงค์อีกเส้นหนึ่ง
ขุดทางระบายน้ำเพื่อชดเชยการทำงานของอุโมงค์เดิม
อุโมงค์ทั้งสองชุดนี้ยังคงระบายน้ำที่ไหลบ่า
และน้ำส่วนเกินออกจากพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง
ด้วยปริมาณน้ำที่ 9 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีผ่านทางระบายน้ำ
 

เรียบเรียง/ที่มา

https://bit.ly/2A7kEtG
https://go.nasa.gov/2Xq0HGv
https://bit.ly/2WZ25Ba




ทางเข้าอุโมงค์หลัก

อุโมงค์หลักที่ภูเขา Salviano

Interior of the Blacksmith Tunnel (Cunicolo del Ferraro)

ทางระบายน้ำ

ภาพตัดขวางอุโมงค์ระบายน้ำ

ทางระบายน้ำที่ Capistrello

Madonna ที่ทางเข้าทางระบายน้ำ




ผลผลิตจากธัญพืช

เกษตรกรรมอียิปต์ยุคโบราณ

การเก็บเกี่ยวของชาวโรมัน

ทุ่งข้าวสาลี ใน Dorset  England

ทุ่งข้าวสาลี ใน  Behbahan Iran

การนวดข้าว  Tacuinum Sanitatis ศตวรรษที่ 14

น้ำตก Liri ที่ Isola del Liri

Sugar Beats



Gladiator

Gladiator

Gladiator

 
Gladiator

Prince Don Alessandro Raffaele Torlonia และ Jean François Mayor de Montricher




คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
Romans - Aqueducts




แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ธรณีวิทยา ประเทศอิตาลี ประวัติศาสตร์ อุทกภัย
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่