การนอนกรน เป็นปัญหาของใครหลายๆ คน แต่ละคนก็จะมีระดับของการนอนกรน และสาเหตุที่แตกต่างกัน แล้วถ้าเรามีอาการนอนกรน หรือคนใกล้ชิดนอนกรน ต้องทำยังไง รักษาหายไหม แล้วขั้นตอนการรักษาต้องทำยังไง นพ.วีระพล กิมศิริ แพทย์ประจำคลินิกหู คอ จมูก รพ.วิชัยเวชฯ หนองแขม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการนอนกรนไว้ครับ
ทำไมเราถึงนอนกรน?
การนอนกรนจัดว่าเป็นปัญหาของการนอนหลับที่พบได้บ่อย เสียงกรน นอกจากก่อความรำคาญแก่ผู้ที่นอนด้วยแล้วยังทำให้เกิดความผิดปกติกับร่างกายมากมาย เช่น อ่อนเพลียตอนกลางวัน ประสิทธิภาพในการคิด จดจำ ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ ความดัน รวมถึงการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
อาการนอนกรน จะเกิดในขณะนอนหลับ เนื่องจากกล้ามเนื้อคอจะผ่อนคลายและหย่อนตัว ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง อากาศที่เคลื่อนผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง จะทำให้เกิดการสั่นของเนื้อเยื่อคอ การสั่นลักษณะนี้จะทำให้เกิดเสียงกรนขึ้น แต่ก็ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดการแคบลงหรืออุดตันของทางเดินหายใจ เช่น ต่อมทอนซิลโต คนที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือ อ้วนมาก อาจมีเนื้อเยื่อผนังคอที่มาก ผู้ที่มีลิ้นโต หรือมีเนื้องอก มีถุงน้ำของระบบทางเดินหายใจส่วนบน การนอนกรนจึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนว่าเราอาจจะมีความผิดปกของระบบทางเดินหายใจ
ผู้ที่มีสภาวะการนอนปกติ
ผู้ที่มีสภาวะนอนกรน
ใครบ้างที่เสี่ยงที่จะนอนกรน?
การที่เราทุกคนนอนหลับ ต้องมีการหย่อนของกล้ามเนื้อบริเวณช่องคออยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้เกิดทางเดินหายใจที่แคบ แต่บางคนเกิดเสียงกรน บางคนไม่เกิดเสียงกรน อันนี้ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งโครงสร้างของช่องคอ และจากตัวโรคประจำตัวด้วย หมายความว่า ในคนไข้ที่มีน้ำหนักตัวเยอะหรือมีคอที่ใหญ่ และมีการตีบแคบของคออยู่แล้ว หรือมีอวัยวะบางอย่างที่ใหญ่มาก ๆ เช่น ทอลซิล เมื่อมีการหย่อนมากขึ้นของกล้ามเนื้อในช่องคอ ก็จะเกิดมีอาการเสียงกรนได้ง่ายขึ้นกว่าคนปกติ รวมถึงคนไข้ที่เป็นผู้สูงอายุทั้งหลาย เพราะเมื่ออายุมากขึ้น การหย่อนยานของกล้ามเนื้อต่าง ๆ เมื่อเราหลับ ก็จะเกิดการหย่อนมากกว่าคนที่แข็งแรงทั่ว ๆ ไป
นอนกรน อันตรายหรือเปล่า?
อาการนอนกรน แบ่งง่าย ๆ เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก : อาการนอนกรนธรรมดา คือมีเสียงกรนเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (ไม่อันตราย) มีผลกระทบต่อผู้ป่วยน้อย แต่มีผลกระทบกับคนรอบข้าง หรือผู้ที่นอนด้วย ทำให้นอนหลับยาก
กลุ่มที่สอง คือ การนอนกรนอันตราย กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีภาวะหยุดหายใจร่วมด้วย ซึ่งกลุ่มนี้จะมีผลกับผู้ป่วยค่อนข้างเยอะ ถ้าไม่รักษาอาจมีอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ทำให้เรียนหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าต้องขับรถอาจเกิดอุบัติเหตุในท้องถนนได้ นอกจากนี้ยังจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคร้ายแรง อื่นๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตในปอดสูง โรคหลอดเลือดในสมอง
ข้อสังเกตุอาการนอนกรน ที่เข้าข่ายอันตราย?
เราสามารถสังเกตุด้วยตัวของเราเองได้ง่าย ๆ
1. ถ้าในกรณีที่เรารู้สึกว่าเรานอนหลับเพียงพอ ครบตามชั่วโมงของเรา 6-8 ชั่วโมง ตามภาวะปกติ แต่เรายังรู้สึกว่าง่วงตลอดทั้งวัน หรือมีภาวะหลับในขณะขับรถสิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนอันนึง ที่อาจจะเตือนเราว่า ตอนที่เรากรนอยู่นั้นอาจมีภาวะหยุดหายใจร่วมด้วย
2. คนรอบข้างจะสังเกตุเห็นช่วงเวลาที่เราหลับ เราหยุด นิ่ง หลังจากที่กรนมาสักพัก อาการจะเป็นลักษณะหยุด แล้วเกิดเฮือกขึ้นมา ตื่นขึ้นมา แล้วก็กลับมานอนกรนใหม่ เป็นหลายรอบใน 1 คืน เป็นสัญญาณอันนึงนะครับที่บ่งบอกว่าคนไข้อาจจะเริ่มมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ
ถ้าพบว่ามีอาการควรทำอย่างไร?
ผู้ที่มีปัญหานอนกรน หรือสงสัยว่าเราจะมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับหรือเปล่า สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ได้ แพทย์จะทำการวินิจฉัย โดยจะประเมินจากประวัติและการตรวจร่างกายของคนไข้ รวมถึงอาจจะให้ทำแบบประเมินเบื้องต้น หรือเป็นแบบประเมินมาตรฐาน เพื่อประเมินว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงมากไหมในการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ เพื่อให้รู้ถึงระดับความรุนแรงและพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ต่อไป
นอนกรนเสี่ยงกว่าที่คิดนะครับ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการนอนกรน อย่าชะล่าใจ...ว่าไม่อันตราย ควรรีบพบแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหา เพื่อการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน
นอนกรน..ทำยังไงดี?
การนอนกรนจัดว่าเป็นปัญหาของการนอนหลับที่พบได้บ่อย เสียงกรน นอกจากก่อความรำคาญแก่ผู้ที่นอนด้วยแล้วยังทำให้เกิดความผิดปกติกับร่างกายมากมาย เช่น อ่อนเพลียตอนกลางวัน ประสิทธิภาพในการคิด จดจำ ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ ความดัน รวมถึงการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
อาการนอนกรน จะเกิดในขณะนอนหลับ เนื่องจากกล้ามเนื้อคอจะผ่อนคลายและหย่อนตัว ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง อากาศที่เคลื่อนผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง จะทำให้เกิดการสั่นของเนื้อเยื่อคอ การสั่นลักษณะนี้จะทำให้เกิดเสียงกรนขึ้น แต่ก็ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดการแคบลงหรืออุดตันของทางเดินหายใจ เช่น ต่อมทอนซิลโต คนที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือ อ้วนมาก อาจมีเนื้อเยื่อผนังคอที่มาก ผู้ที่มีลิ้นโต หรือมีเนื้องอก มีถุงน้ำของระบบทางเดินหายใจส่วนบน การนอนกรนจึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนว่าเราอาจจะมีความผิดปกของระบบทางเดินหายใจ
การที่เราทุกคนนอนหลับ ต้องมีการหย่อนของกล้ามเนื้อบริเวณช่องคออยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้เกิดทางเดินหายใจที่แคบ แต่บางคนเกิดเสียงกรน บางคนไม่เกิดเสียงกรน อันนี้ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งโครงสร้างของช่องคอ และจากตัวโรคประจำตัวด้วย หมายความว่า ในคนไข้ที่มีน้ำหนักตัวเยอะหรือมีคอที่ใหญ่ และมีการตีบแคบของคออยู่แล้ว หรือมีอวัยวะบางอย่างที่ใหญ่มาก ๆ เช่น ทอลซิล เมื่อมีการหย่อนมากขึ้นของกล้ามเนื้อในช่องคอ ก็จะเกิดมีอาการเสียงกรนได้ง่ายขึ้นกว่าคนปกติ รวมถึงคนไข้ที่เป็นผู้สูงอายุทั้งหลาย เพราะเมื่ออายุมากขึ้น การหย่อนยานของกล้ามเนื้อต่าง ๆ เมื่อเราหลับ ก็จะเกิดการหย่อนมากกว่าคนที่แข็งแรงทั่ว ๆ ไป
อาการนอนกรน แบ่งง่าย ๆ เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก : อาการนอนกรนธรรมดา คือมีเสียงกรนเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (ไม่อันตราย) มีผลกระทบต่อผู้ป่วยน้อย แต่มีผลกระทบกับคนรอบข้าง หรือผู้ที่นอนด้วย ทำให้นอนหลับยาก
เราสามารถสังเกตุด้วยตัวของเราเองได้ง่าย ๆ
1. ถ้าในกรณีที่เรารู้สึกว่าเรานอนหลับเพียงพอ ครบตามชั่วโมงของเรา 6-8 ชั่วโมง ตามภาวะปกติ แต่เรายังรู้สึกว่าง่วงตลอดทั้งวัน หรือมีภาวะหลับในขณะขับรถสิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนอันนึง ที่อาจจะเตือนเราว่า ตอนที่เรากรนอยู่นั้นอาจมีภาวะหยุดหายใจร่วมด้วย
2. คนรอบข้างจะสังเกตุเห็นช่วงเวลาที่เราหลับ เราหยุด นิ่ง หลังจากที่กรนมาสักพัก อาการจะเป็นลักษณะหยุด แล้วเกิดเฮือกขึ้นมา ตื่นขึ้นมา แล้วก็กลับมานอนกรนใหม่ เป็นหลายรอบใน 1 คืน เป็นสัญญาณอันนึงนะครับที่บ่งบอกว่าคนไข้อาจจะเริ่มมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ
ถ้าพบว่ามีอาการควรทำอย่างไร?
ผู้ที่มีปัญหานอนกรน หรือสงสัยว่าเราจะมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับหรือเปล่า สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ได้ แพทย์จะทำการวินิจฉัย โดยจะประเมินจากประวัติและการตรวจร่างกายของคนไข้ รวมถึงอาจจะให้ทำแบบประเมินเบื้องต้น หรือเป็นแบบประเมินมาตรฐาน เพื่อประเมินว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงมากไหมในการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ เพื่อให้รู้ถึงระดับความรุนแรงและพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ต่อไป