Himalaya Everest Base Camp : ประสบการณ์มันส์ๆ ไฟล์ทยกเลิกติดอยู่สนามบิน Lukla


สวัสดีค่ะเป็นครั้งแรกที่ได้โพสต์กระทู้ในพันทิป  รู้สึกประทับใจกับทริปและอยากแบ่งปันประสบการณ์ และก็ประกอบกับช่วงสถานกาณ์ COVID-19 ต้องอยู่แต่บ้านเลยหยิบภาพถ่ายกับเรื่องราวมาแบ่งปันเพื่อนๆ    แนะนำหรือติชมกันได้เลยน๊า (TriPLe Trail)
เริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ต้นปี 2019 และพวกเราออกเดินทางปลายตุลาคม ด้านล่างเป็นแผนการเดินทางที่ไกด์ให้ไว้ แต่ใครจะไปรู้ว่าอากาศจะปิดไฟลท์จะถูกยกเลิก ประสบการณ์แย่ๆ แต่เรื่องราวที่น่าจดจำก็เกิดขึ้นกับแก๊งพวกเรา
18 ตุลาคม (Day1)  :  ออกเดินทาง TG319  เวลา 10.15 – 12.25 น. (BKK to Kathmandu)
19 ตุลาคม (Day2)  : นั่งรถจาก Kathmandu – สนามบิน ลาเม ชาร์ป (Ramechhap)
                                  สนามบิน ลาเม ชาร์ป Ramechhap – สนามบิน Lukla
                                  Lukla 2,840 m trek to Phakding 2,610 m 
20 ตุลาคม (Day3)  : Phakding – Namche 3,448 m
21 ตุลาคม (Day4)  : Acclimatization day  (Namche – Everest View Point – Museum)
22 ตุลาคม (Day5) : Namche – Deboche 3,860 m
23 ตุลาคม (Day6) : Deboche – Dingboche 4,410 m
24 ตุลาคม (Day7) : Acclimatization day (View Point Dingboche)
25 ตุลาคม (Day8) : Dingboche – Lobuche 4,925 m
26 ตุลาคม (Day9) : Lobuche – Everest Base Camp (EBC) 5,380 m – Gorakshep 5,160 m
27 ตุลาคม (Day10) : Gorakshep – ขึ้นยอด Kalapatthar 5,555 m – Pheriche 4,200 m
28 ตุลาคม (Day11): Pheriche – Back to Khumjung 3,790 m
29 ตุลาคม (Day12) : Back to Phakding 
30 ตุลาคม (Day13) : Phakding - Lukla
31 ตุลาคม (Day14) : Lukla – Ramechhap – จากนั้นนั่งรถจาก Ramechhap มากาฐมัณฑุ (Kathmandu) 
1 พฤศจิกายน (Day15) :  Kathmandu
2 พฤศจิกายน (Day16) : Kathmandu  - BKK  โดย TG320 13.55-18.30 น.
หมายเหตุ  :  ช่วงที่กลุ่มเราออกเดินทางเป็นช่วงที่สนามบินในประเทศของ Kathmandu ปิดปรับปรุง  พวกเราต้องนั่งรถจากตู้จาก Kathmandu ไปขึ้นเครื่องที่เมือง ลาเม ชาร์ป (Ramechhap) ประมาณ 4-5 ชั่วโมง เพื่อไปนั่งเครื่องบินเล็กไป Lukla ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการ Trekking  ระหว่างทางจาก Kathmandu มา Ramechhap ทางโหดมากจ้า ก้นระบมกันทุกคน เดี๋ยวเอาไว้เล่าตอนถนัดไป
 ก่อนอื่นทำวีซ่าที่สถานฑูตก่อนเข้าประเทศเนปาล  ก็ง่ายนิดเดียว ทำวันนี้พรุ่งนี้ก็รับวีซ่าได้เลย ยื่นเอกสารแค่รูปถ่าย และนำพาสปอร์ตตัวจริง พร้อมกับกรอกแบบฟอร์มที่ดาวน์โหลดจากเวปไซด์ เท่านั้นเอง จากนั้นก็จ่ายตังค่าทำวีซ่า ซึ่งของเราทำแบบ 30 วัน ค่าวีซ่าคนละ 1,650 บาท ก็จะได้ใบเสร็จมา แล้วนำใบเสร็จมารับวีซ่าในวันรุ่งขึ้น เป็นอันเรียบร้อยสำหรับวีซ่าการเข้าเนปาล   สามารถยื่นขอวีซ่าในช่วง 9:00 – 12:00 แนะนำว่าให้ไปช่วงเช้า   นั่ง BTS ไปก็สะดวกเพราะหาที่จอดรถยาก นั่งไปลงสถานีพระโขนง แล้วก็นั่งวินมอไซด์ต่อไปประมาณ 20 บาท บอกว่าไปสถานฑูตเนปาล ง่ายดี  พี่วินรู้จักหมดทุกคัน
การเตรียมอุปกรณ์
1.     กระเป๋าเป้  : Day pack สำหรับใส่กระติกน้ำร้อน, เสื้อหนาว, ขนม ของที่ต้องติดตัวไว้ใช้ในระหว่างวัน
2.     กระเป๋า Duffle : สำหรับใส่ของทุกอย่างของเราที่เอาไปเนปาล ลูกหาบจะใบนี้ให้เรา 
3.     อุปกรณ์กันหนาว :  อันนี้เราเอาไปแบบนี้นะเพื่อนๆ 
-        Base layer  :  3ชุด
-        Fleece : 2ตัว
-        Down Jacket : 2 ตัว
-        เสื้อกันลม  : 2 ตัว (เอาไว้ใส่เปลี่ยนเผื่อถ่ายรูป 555) 
-        กางเกงใส่เดิน 2 ตัว   กางเกงแบบอุ่นมากๆ ใส่นอน  1 ตัว
-        หมวดกันแดด, หมวกกันหนาวอุ่น, ผ้า Buff ไว้ปิดจมูก ทั้งกันฝุ่นและกันหนาว,แว่นกันแดด
-        ถุงมือ, ถุงเท้า (ใส่เดิน กับใส่นอน)
-        Trekking Pole (อันนี้จำเป็นช่วยเราได้มากระหว่างเดิน)
-        ไฟฉายคาดหัว จำเป็นมากๆ เพราะเผื่อไว้เวลาเดินเราจะถึงค่ำกว่าปกติ(จำเป็นมาก)  เพราะสปีดการเดินของคนไทยจะไม่เท่าชาวยุโรป 
-        อื่นๆ เช่น  รองเท้าแตะ,กระติกน้ำร้อน, Universal plug, Sleeping bag สำหรับ –20 องศา หรือจะไปเช่าที่ย่าน Thamel ก็ได้สะดวกดี ในกรุ๊ปก็มีคนไปเช่าเหมือนกันใช้ได้เหมือนกัน, กระเป๋ายา, แผ่นแปะให้ความร้อน (ช่วยได้เยอะเลย)
4.     กล้องถ่ายรูป  ใช้ Nikon D750 เลนส์ 24-70 , 70-300tamron F4, เลนส์ 14-24 และ ขาตั้งกล้อง

เราเริ่มรวบรวมกลุ่มเพื่อนๆ  โดยเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน กว่าจะหาสมาชิกได้ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร เพราะเพื่อนของเราเองไม่ค่อยมีใครถนัดสายภูเขา  หาสมาชิกได้ประมาณ 8 คน ชาวไทย 6 คน ชาวอินดีย 1 คน และเป็นเพื่อนชาวกัมพูชา 1 คน (เราทุกคนไปทำความรู้จักกันที่เนปาล)  พวกเราทั้ง 8 คน เป็นนักวิ่งสายอาชีพ โดยเป็นระดับเทพ ประมาณ 4 คน  นึกในใจรอดแล้วเรามีคนลากขึ้นแน่นอน   ต้องบอกว่าช่วงเดือนที่เราไปในปี  2019 นั้น สนามบิน Khatmandu ที่บินภายในประเทศปิดปรับปรุงพอดี  เราก็เริ่มลังเลใจ เพราะไกด์ที่เนปาลแจ้งมาว่าเราต้องนั่งรถจาก Khatmandu ประมาณ 4-5 ชั่วโมงเพื่อไปขึ้นเครื่องที่เมือง Ramechhap ซึ่งเป็นสนามบินที่ใกล้ที่สุด(นี่ใกล้ที่สุดแล้วเหรอวะ!!)   เป็นเส้นทางบินเพื่อบินไปยัง Lukla   แต่ก็ใจมันอยากไปอะ ในที่สุดเราทุกคนก็ตัดสิน พร้อมออกเดินทาง  
วันแรก : ทุกคนเจอกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทุกอย่างราบรื่นดี มาด้วยบรรยากาศและความรู้สึกตื่นเต้นกับการเดินทาง  พร้อมอุปกรณ์เต็มสูบ และร่างกายที่เตรียมมาพร้อมบ้างไม่พร้อมบ้าง 555 ลืมบอกออกกำลังกายเตรียมร่างประมาณ 6 เดือน ก่อนเดินทาง โดยวิ่งสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ ประมาณ  2- 3 กิโลเมตร  ก็ช่วยได้นะ จขกท. วิ่งแบบนี้อะ   ถึงเนปาลประมาณบ่ายๆ ไกด์ของเราชื่อรามก็มารอรับเราหน้าสนามบิน จากนั้นนั่งรถตู้ไปโรงแรมแถว Thamel  ไกด์ขี่มอไซด์ตามมาเจอพวกเราที่โรงแรมทีหลัง  ซึ่งส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวก็จะมาพักกันแถว Thamel นี่แหละ อากาศปีนี้รู้สึกร้อนกว่าปีที่แล้วที่มา ทั้งๆ ที่มาช่วงเวลาเดียวกัน  ก็ประมาณ 19 – 21 องศา  จากนั้นก็ออกไปหาแลกเงินรูปีเนปาล  และพาเราไปชอปปิ้งสำหรับของที่ยังขาด  และก็พึ่งรู้ว่าเพื่อนๆ ร่วมทริปของเรานอกจากจะเป็นนักวิ่งแล้วยังเป็นนักชอปอีกด้วยว่ะ  บางคนที่ไม่ได้เอาถุงนอนมาก็มาเช่าที่ Thamel นี่แหละ ราคาไม่แพง จำไม่ได้ว่าราคาเท่าไหร่ต่อวัน  จขกท. เอาถุงนอนมาเอง   จากนั้นก็ไปกินข้าวเย็นมื้อแรกที่อลังการมากเหมือนกลัวว่านับจากวันพรุ่งนี้พวกเราจะกินอะไรไม่ได้อีกหลายวัน  รีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันที่หนักอีกวัน
วันที่สอง :  (Khatmandu – Ramechhap – Lukla - Phakding ) วันนี้ไกด์นัดพวกเราเจอกันตี 2 ที่ Lobby ของโรงแรม เพราะเราต้องไปขึ้นเครื่องที่ Ramechhap ประมาณ 6.30 น.  ล้อรถตู้ที่มารับหมุนตรงเวลามาก (อาหารเช้าโรงแรมก็เตรียมใส่ถุงไว้ให้ของใครของมัน)   ระหว่างทางจากกาฐมัณฑุไปRamechhap รถตู้วิ่งไปตามทางซึ่งถนนเป็นเหวและเป็นหุบเขาตลอดเส้นทาง ดีที่มันมืดมากเลยไม่ค่อยเห็นอะไร และทุกคนก็พยายามข่มตาหลับเพื่อเอาแรงไว้เดินในตอนเช้า  เพื่อนเราคนนึงเมารถและอวกใส่ถุงที่เตรียมมา กลิ่นใช้ได้ แต่ก็อีกแหละดีที่ความมืดช่วยชีวิตไปอีกทำให้ไม่เห็นภาพอะไรเท่าไหร่     เรามาถึง Ramechhap ก็เดินไปต่อแถว เพื่อ Check in ระหว่างรอก็ลุ้นไปว่าน้ำหนักกระเป๋าจะเกินมั้ย ถ้าเกินก็ต้องจ่ายเงินค่าน้ำหนักส่วนเกิน  สรุปก็จ่ายเงินเพิ่มกันไปเพราะทุกคนจัดเต็มขนกันมาทุกสิ่ง เอาลูกบอลมาบริจาคให้โรงเรียนที่ Namche ด้วยจ้า ในที่สุดก็ได้ขึ้นเครื่องบินเป็นเครื่องบินลำเล็กๆ ขึ้นไปแย่งที่นั่งกันเอง ทั้งลำรับผู้โดยสารได้ประมาณ 15 คน เรานั่งติดกับกัปตับเลย บินประมาณแค่ 30 นาที กัปตันก็ประกาศก่อนจะร่อนเครื่องลงรันเวย์ที่ติดอันดับสนามบินที่อันตรายที่สุดในโลก ทั้งลำก็ปรบมือและส่งเสียงให้กำลังใจกับปตัน เมื่อเครื่องบินจอดอย่างปลอดภัยที่สนามบิน  Lukla  โอ๊ย! รู้สึกดีมากสนุกตื่นเต้น  เราออกเดินทางจาก Lukla ที่ความสูง 2,840 เมตร ลงไปพักที่หมู่บ้าน Pakding ที่ความสูง 2,610 เมตร  ระยะทางวันนี้ประมาณ 7 กิโลเมตร  วันนี้จะเดินไม่ไกลมาก ทางเดินยังสบายๆ แนวราบ และเดินลง   แต่ก็ถือว่าเป็นวันที่หนักของพวกเราเพราะเราเหนื่อยล้าจากการออกเดินทางกันตั้งแต่ตี 2 ถือว่า Long day พอสมควร เราเดินทางถึง Pakding ประมาณ 17.30 น. นี่แค่วันแรกนะ เหนื่อยมากจ่ะแม่  ไม่มีเพื่อนคนไหนเดินออกไปถ่ายรูปเล่นเลยเพราะเหนื่อยและหิวสุดๆ กันทุกคน  โรงแรมที่นี่มีห้องน้ำในตัวสามารถอาบน้ำได้สะดวกสบาย มีน้ำอุ่นที่ไม่ค่อยจะอุ่นแต่ก็แก้ขัดได้นะ แนะนำวันแรกยังสั่งเนื้อสัตว์ทานได้ เพราะระยะการขนส่งยังสดใหม่ได้อยู่  แต่หลังจาก Namche ไปแนะนำให้สั่งอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ เพราะอาจท้องเสียได้


สนามบิน Ramechhap 

เตรียม Landing 

สนามบิน Lukla ที่รันเวย์สั้นมาก และติดอันดับสนามบินอันตรายที่สุดของโลก

ขอออกมายืนตากแดดคลายหนาวหน่อย
วันที่สาม : (Heading to Namche Bazar) วันนี้เราออกเดินทางจาก Pakding ไป Namche Bazar เริ่มเดินประมาณ 8.00 โมงเช้า อากาศจากไม่ค่อยหนาวที่ Khatmandu  เช้านี้รู้สึกอากาศหนาวเย็นๆ หยิบเอาเสื้อ Fleece มาใส่   แต่ระหว่างเดินของวันนี้เดินเดินไปก็ร้อนเอาเรื่อง  เตรียมเสื้อผ้าไปให้เหมาะๆ ดีๆ  หมวกกันแดดใช้วันนี้ได้  ระยะทางเดินวันนี้ช่วงเช้าที่เดินทางยังไม่ชันเท่าไหร่  แต่พอหลังข้าวเที่ยวนี่ซิ แทบช็อค ทางจะชันมา ชันแบบชันค่อดค่อด 45 - 50 องศา เลย  แถมช่วงบ่ายฝนเทลงมาอย่างหนักหน่วงช่วงระยะทางเดิน 5 กิโลเมตร สุดท้ายก่อนถึงหมู่บ้าน Namche Bazar  วันนี้เราเลยอดถ่ายรูปกับสะพานขวัญใจมหาชนที่เป็นสัญลักษณ์ของการมา EBC มักมีอยู่ในหนัง Hollywood คือสะพาน Hillary Bridge นี่เอง  ลูกหมาตกน้ำทั้งขบวน แต่พอเดินเข้ามาใกล้หมู่บ้านมากขึ้นๆ เราก็รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่อลังการของหมู่บ้านที่ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้   ทำให้หายเหนื่อยไปเลยกับ ระยะทางเดินวันนี้ประมาณ 12 กิโลเมตร  วันนี้ก็ยังอาบน้ำได้ วันนี้ที่ Namche น้ำอุ่นมาก  เป็นห้องน้ำรวม อาบน้ำเสียตังค์ค่าอาบประมาณ 400 รูปี  สบายหลังจากเดินตากฝนมา ได้อาบน้ำสระผมแล้วรู้สึกดี  สะบักสะบอม กันไปตามๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ธรรมดา หรือความแข็งแกร่งอย่างมนุษย์อัลตร้าแมน 

วันที่สี่ :  (Acclimatization day) วันนี้เป็นวันสบายๆ พักปรับระดับกันอยู่ที่ Namche Bazar ตื่นเช้ามาเราก็รอให้ฝนซา จากนั้นก็เดินไปปรับระดับร่างกาย ที่หมู่บ้านนี้มีทุกอย่างให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็น ร้านรวงขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ผับบาร์ ร้านกาแฟ  คลินิก ร้านขายยา ธนาคาร ตู้เอทีเอ็ม หรือแม้แต่ Salon ก็มี เราได้ไปสระไดร์ที่Namche Bazar ด้วยนะ  ค่าทำผมประมาณ 1,000 รูปีเอ๊ง  (270 บาท)  แต่อันนี้แค่ไปสระไดร์บนความสูงที่  3,440 เมตรจากระดับน้ำทะเล  เราไปเดินเล่นในเมืองช่วงสายๆ เดินชอปปิ้ง ของที่ยังขาดอยู่บ้าง  เราสามารถหาซื้อได้จากที่นี่โค้งสุดท้าย  นั่งจิบกาแฟก็ดี  ร้านที่นี่น่ารัก บรรยากาศดี  หลังจากอาหารเที่ยงอากาศเริ่มเปิด  พวกเรา  7 คนเลยตัดสินใจเดินไปยัง Museum มีรูปปั้น Tenzing Norgay นักปีนเขาชาวเชอร์ปา  ซึ่งพิชิตยอดเขา Everest คนแรก เมื่อ 29 May 1953 ขึ้นไปพร้อมกับ Sir Edmund Hillary พี่อีกคนในกลุ่มเริ่มมีอาการป่วยจึงไม่ได้ไปด้วยกัน   กลับจากเดินเล่นและปรับระดับความสูงก็แยกย้ายเข้าที่พัก วันนี้เดินประมาณ 4 -5 กิโลเมตร เบาๆ  ไกด์จะมา Brief เส้นทางทุกวันหลังอาหารเย็น
 *เด๋วมาต่อในcomment*

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่