JJNY : 3 ส.ส. ก้าวไกลเยี่ยมคนไร้บ้าน/ชัชชาติ ชี้แนะวิธีแก้6ข้อ/ส.อ.ท.ผวาแล้งฉุดผลผลิต20-30%/โควิดทั่วโลกตายใกล้75,000

3 ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล เยี่ยมคนไร้บ้านหัวลำโพง จ่อเป็นกระบอกเสียงนำปัญหาเข้าสภา
https://www.matichon.co.th/politics/news_2126495
 

 
3 ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล เยี่ยมคนไร้บ้านหัวลำโพง จ่อเป็นกระบอกเสียงนำปัญหาเข้าสภา หวังเห็นการจัดสรรพื้นที่ให้อยู่-สร้างรัฐสวัสดิการ
 
เมื่อวันที่ 6 เมษายน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ และนายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่เพื่อนำอาหารและอุปกรณ์การป้องกัน ไวรัสโควิด-19 เช่นหน้ากากผ้า เจลล้างมือ ไปแจกจ่าย และพูดคุยกับประชาชนที่อาศัยหลับนอนบริเวณในพื้นที่สาธารณะ ย่านหัวลำโพง ซึ่งโดยปกติแล้วก่อนที่จะมีสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด บริเวณนี้มีคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะจำนวนมาก
 
จากการลงพื้นที่ได้พูดคุยกับประชาชนกลุ่มนี้ นายณัฐชา เปิดเผยว่า คนไร้บ้านทราบข้อมูลและการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 หรือ social distancing การเว้นระยะห่างทางสังคม แต่ข้อจำกัดของคนไร้บ้าน คือ พวกเขาต้องนอนรวมกันในพื้นที่สาธารณะทำให้มาตราการนี้ไม่อาจใช้ได้กับคนกลุ่มนี้ รวมไปถึงการเข้าถึงสิทธิการรักษาเมื่อติดเชื้อ พวกเขามีความกังวลว่าหากมีใครคนใดคนหนึ่งที่นอนที่นี้ติดเชื้อ แน่นอนว่าอีกหลายคนต้องติดตามไปด้วย พวกเขาจะสามารถเข้าถึงการตรวจได้อย่างไร
 
เนื่องจากที่ผ่านพวกเขาคือกลุ่มคนที่ถูกมองข้ามอยู่แล้ว เสียงสะท้อนจากคนไร้บ้านจะดังพอถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะเมื่อสอบถามจากพวกเขาได้รับเป็นคำตอบเดียวกันว่าเข้าไม่ถึงมาตราการเยียวยาของรัฐเพราะข้อจำกัดของ การลงทะเบียนผ่านสมาร์ทโฟน พวกเขากล่าวทิ้งท้ายว่าสุดท้ายแล้วมาตราการที่ออกมาเยียวยาของช่วยคนที่ไม่ได้มีปัญหาจริงๆ
 
ขณะที่นายจิรวัฒน์กล่าวว่า วันนี้สถานการณ์ ไวรัสระบาด ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย แม้เมื่อวานนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะมีมาตราการดูแลกลุ่มคนไร้บ้าน แต่การลงพื้นที่วันนี้ทำให้เห็นว่ารัฐสวัสดิการนั้นเป็นสิ่งที่ควรผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นมานานก่อให้เกิดปัญหาคนไร้บ้าน กลายเป็นเหมือนเชือกมัดปมขนาดใหญ่ซ้อนๆ กันที่แก้ไขยาก สิ่งสำคัญ เราจะต้องเริ่มแก้ที่ต้นปัญหาให้ตรงจุด นั้นก็คือรัฐบาลควรจัดสรรพื้นที่ให้คนเหล่านี้ได้อยู่อาศัย อย่างเป็นระบบไม่เพียงแต่ในสถานการณ์เช่นนี้เท่านั้น เเละมีรัฐสวัสดิการ เพื่อให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกันในสังคม ทั้งนี้ ตนจะนำปัญหาดังกล่าวไปหารือในคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคม เเละคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันในการแก้ไขปัญหาต่อไป
 
ด้านนาย ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ ระบุว่าในส่วนของพรรคก้าวไกล ไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหาดังกล่าว โดยนโยบายของพรรคคือการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม เเละในสัดส่วนของปีกเเรงงาน ได้มีการสนับสนุนในเรื่องของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เเละรัฐสวัสดิการในเบื้องต้น เเต่ถึงอย่างไรหน้าที่การบริหารจัดการเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เราในฐานะพรรคฝ่ายค้านได้เเค่เสนอนโยบาย เเละร่วมตรวจสอบรัฐบาลในเบื้องต้น ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนต้องให้ความร่วมมือ ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ เเละผู้คนไร้บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นประชาชนคนไทยเช่นเดียวกัน
 

 
'ชัชชาติ'ชี้วิกฤติ'โควิด' กระทบศก.รุนแรง-แนะวิธีแก้ 6 ข้อ
https://www.dailynews.co.th/politics/767479
 
“ชัชชาติ”ชี้วิกฤต”โควิด”มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง มากกว่าต้นยำกุ้ง แนะวิธีแก้ปัญหา 6 ข้อ ย้ำเวลานี้คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของอนาคตประเทศ
 
เมื่อวันที่ 7 เม.ย.นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ อดีตรมว.คมนาคม ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  

วิกฤตโควิดครั้งนี้ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างรุนแรง  มากกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540 ในครั้งนั้นเรามีปัญหากับสถาบันการเงินและบริษัทใหญ่ๆ ที่มีการกู้เงินดอลล่าร์จากต่างประเทศเยอะ
 
ในขณะที่ภาคการเกษตร ภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออก ยังพอช่วยประคองเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะเมื่อค่าเงินบาทในตอนนั้นอ่อนลงอย่างมาก ทำให้เราส่งออกสินค้าต่างๆ และการท่องเที่ยวดีขึ้น แต่มาวิกฤตครั้งนี้ ผลกระทบที่รุนแรงกลับเป็นด้านการท่องเที่ยว เกษตรกรรมและการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักสำหรับ GDP ของประเทศไทยในปัจจุบัน แถมวิกฤตครั้งนี้ยังส่งผลกระทบทั่วโลก แม้แต่ภาคการผลิตและส่งออกก็ชะลอตัวจากคำสั่งซื้อที่ลดลงด้วย ผลกระทบดังกล่าวจะมีผลต่อคนจำนวนมาก และอาจมีคนตกงานถึง 5 ล้านคน และ GDP ของปีนี้ลดลงมากกว่า 6%
 
ณ เวลานี้ หัวใจที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยกู้วิกฤตของประเทศในครั้งนี้ คือ มาตรการของภาครัฐ ที่ต้องเร่งดำเนินการในการช่วยเหลือคนและสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจในการเดินหน้าต่อไป จากที่ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ผมคิดว่า หัวใจสำคัญของมาตรการของรัฐคือ
 
1. ต้องแก้ปัญหาเรื่องการระบาดให้เด็ดขาด ต้นตอของวิกฤตคือการระบาดของไวรัสโควิด ถ้าระบาดไม่จบ วิกฤตไม่จบ ต้องให้ผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องโรคระบาดและการสาธารณสุขจริงๆ รับผิดชอบด้านนี้ เรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศที่ทำได้ดี เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์
 
2.การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ต้องมีขนาดใหญ่และเพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจที่จำเป็น ตัวเลขที่หลายๆประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือสิงคโปร์ใช้ในขั้นต้นคือ 10% ของ GDP ซึ่งถ้าเราใช้มาตรฐานเดียวกันจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเรายังมีกรอบวงเงินหนี้สาธารณะที่สามารถใช้ได้ และไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากต่างประเทศ (IMF)
 
3. มาตรการต้องครอบคลุมประชาชนที่ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม เกษตรกร ลูกจ้าง อาชีพอิสระ เจ้าของกิจการ โดยรัฐต้องคิดให้ครบถ้วน ไม่ใช่การคิดแยกส่วนเป็นแต่ละกระทรวง ทำให้เกิดความสับสน ว่าใครได้ ใครไม่ได้ ปัจจุบัน เกษตรกร ลูกจ้าง SMEs ดูแลด้วยคนละหน่วยงาน ไม่เห็นในภาพรวม ประชาชนจำนวนมากต้องมารอลุ้นว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่
 
4. ต้องรวดเร็ว ทันความต้องการ การช่วยเหลือต้องรวดเร็ว ใช้ช่องทางที่มีประสิทธิภาพ เช่น กลไกต่างๆของภาคธุรกิจหรือเอกชนที่มีอยู่แล้ว หลีกเลี่ยงการตั้งหน่วยงานของรัฐที่อาจยังไม่พร้อมมาดูแล และเป็นการเพิ่มความโปร่งใส ลดขั้นตอน มีการเงื่อนไขกำหนดให้กว้าง ตรวจสอบได้และรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายของประชาชนไม่ได้หยุด ความช่วยเหลือต้องลงไปให้เร็วที่สุด
 
5. ต้องชะลอการเลิกจ้างให้มากที่สุด เมื่อแรงงานถูกเลิกจ้าง โอกาสจะกลับมาเข้าสู่ระบบยาก เสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูง ต้องพยายามช่วยให้ธุรกิจเลิกจ้างให้น้อยที่สุด เพราะสุดท้ายถ้าถูกเลิกจ้าง รัฐก็ต้องช่วยอยู่ดี แนวคิดเดียวกับการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจาย แทนที่จะมารักษาผู้ป่วย อาจอยู่ในรูปแบบที่รัฐช่วยออกเงินเดือนในบางส่วนและแตกต่างกันตามผลกระทบของแต่ละธุรกิจ เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม การบิน ถูกกระทบมากกว่าธุรกิจอื่น
 
6. ต้องให้ความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับความต้องการ เช่น สถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจขนาดเล็ก SMEs อาจไม่ได้ต้องการ Soft Loan เพราะหนี้ปัจจุบันก็เยอะอยู่แล้ว เขาต้องการเงินช่วยเหลือมากกว่าการเพิ่มหนี้ หรือการช่วยรับภาระดอกเบี้ยให้ประชาชน และการชะลอการจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆไม่จำเป็นต้องเร่ง เพราะผู้รับเหมากับราชการได้รับผลกระทบน้อย งบประมาณต้องลงตรงประชาชนให้มากที่สุด
 
เวลานี้คือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของอนาคตประเทศที่จะพลาดไม่ได้ กระสุนเรามีจำกัด ถ้ายิงพลาดเป้า ไม่มีโอกาสแก้ตัวแล้ว หวังว่าภาครัฐจะเลือกใช้คนที่มีความรู้ ความเข้าใจ เรื่องเหล่านี้อย่างมืออาชีพและนำพวกเราผ่านวิกฤตไปได้
 
https://www.facebook.com/chadchartofficial/photos/a.552912478102942/3020626344664864/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่