Back from the Dead บทที่ ๘

กระทู้สนทนา
คนบังคับศพคือเบเร็ธ แต่เฮมิสจะหาทางจับเขาได้อย่างไร ตามอ่านได้ข้างล่างนี้เลยค่ะ

ความเดิม
บทนำ - บทที่ ๑: https://pantip.com/topic/39574119
บทที่ ๖: https://pantip.com/topic/39630412

สำหรับบทที่ ๙ จนถึงตอนจบ สามารถซื้อได้จากเว็บเด็กดีนะคะ
http://writer.dek-d.com/nukrob/writer/view.php?id=2044703

###

บทที่ ๘

เฮมิสก้าวออกจากประตูเมืองด้านทิศตะวันตก พร้อมกับหนังสือและตะเกียงในมือ

เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่พบฟาลานกับพวกยืนเยาะเย้ยเขาจากเหนือประตูเมืองเหมือนวันก่อนๆ แต่เขาก็ไม่ใส่ใจ คนเช่นนั้นไม่มีอะไรให้ต้องใส่ใจ

เขาก้าวเดินมาจนกระทั่งถึงที่สุสาน เห็นฝูงกาบินวนเวียนไปมาอยู่เหนือป่าข้างสุสานนั้นแล้วเขาก็ทอดตามองที่พื้นดิน จากนั้นจึงค่อยกวาดตามองไปรอบๆ สุสาน

ดูเหมือนจะไม่มีใครมารบกวนหลุมศพเหล่านี้อีกเลยหลังจากที่เขาฝังศพนักรบไปแล้ว บางทีคนร้ายอาจจะรู้ตัวแล้วกระมังจึงไม่ยอมเคลื่อนไหว

อันที่จริงเขาก็พอรู้แล้วว่าคนร้ายเป็นใคร เขาทำผิดไปก้าวหนึ่งที่เปิดเผยตัวเสียก่อนคนร้ายจะลงมือ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นตนเองคิดอะไร

ไม่…เขารู้ ตอนนั้นเขาต้องการหนีเสียงในหัว หนีเหมือนทุกครั้งที่เคยเป็นมา และการจะหนีเสียงในหัวของตัวเองได้ก็ต้องหาสิ่งอื่นมาดึงความสนใจของตนไป

นึกถึงตรงนี้สายตาของเขาก็ทอดตกลงบนพื้นอีก มือข้างหนึ่งกำเข้าหากันเล็กน้อย…เขาต้องหนีอีกถึงเมื่อใดกัน

ไม่ได้…เขาจะให้ความคิดจมดิ่งลงเช่นนี้ไม่ได้ หาไม่แล้วเสียงนั้นก็จะดังขึ้นอีก เขาต้องหันเหความสนใจของตนเอง

เสียงกาดังขึ้นเหนือศีรษะ ความคิดหนึ่งก็พลันบังเกิดขึ้น

ในเมื่อคนร้ายรู้แล้วว่าเขากำลังจับตาดูอยู่ เขาก็จะเลิกจับตาดู…

ครั้นแล้วเขาก็ก้าวลึกเข้าไปในสุสานอีกเล็กน้อย พลางกวาดตามองหน้าหลัง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในละแวกนั้น เขาจึงหันหน้าไปทางป่าข้างสุสาน เพ่งสายตาราวกับมองหาสิ่งใด ทว่าในบริเวณนั้นนอกจากใบไม้ที่แกว่งไหวเพราะแรงลมแล้ว ก็ไม่มีสิ่งอื่นให้ค้นหาอีก

ชั่วครู่ต่อมา ดวงตาสีเงินจึงจับอยู่ในทิศทางหนึ่ง จ้องมองลึกเข้าไปในป่า จากนั้นเขาก็ยกแขนขึ้น นิ้วทั้งห้างอเล็กน้อยเป็นการกำหนดพลัง

ทันใดนั้น บางสิ่งบางอย่างก็กระโดดผลุงออกมาจากหลังพุ่มไม้ มันเป็นโครงกระดูกสีแดงที่มีเพียงหนังติดรุ่งริ่งอยู่ที่เท้าและปลายหาง เป็นสัตว์ขนาดเล็กที่เมื่อยืนสี่ขาแล้วสูงประมาณหน้าแข้งของเฮมิสเท่านั้น

กะโหลกที่หาเนื้อหนังไม่ได้มีลักษณะมีลักษณะรี เบ้าตาทั้งสองอยู่ด้านหน้า ฟันของมันทั้งหมดล้วนแหลมคม ฟันเขี้ยวทั้งสี่เรียวยาวบ่งบอกว่าเป็นสัตว์กินเนื้อ กระดูกสันหลังซึ่งเป็นข้อเรียงต่อกันยาวและยืดหยุ่น กระดูกหางซึ่งเรียงต่อจากกระดูกสันหลังปัดไปมายามเดินเข้ามาหาเฮมิส แผ่นหนังที่ติดอยู่ปลายหางพลางกวาดพื้นดินบริเวณนั้นเป็นทาง

มันถูคอกับขาของเขา ทิ้งเศษเนื้อติดกระดูกเป็นคราบไว้บนชายเสื้อคลุมสีเทา เฮมิสปล่อยให้มันทำอย่างนั้นจนพอใจ ครั้นเห็นมันลงไปนอนกลิ้งเกลือกไปมากับพื้นแล้วเขาก็ก้มลงลูบลำตัวที่ไม่เหลือเนื้อและขนอันอ่อนนุ่มให้สัมผัสอีก

ครั้นแล้วเนื้อหนังและขนก็ปรากฏขึ้นคลุมโครงกระดูกนั้น ไม่นานนักมันก็กลับกลายเป็นแมวป่าขนฟูฟ่องสีน้ำตาล

แมวป่าตัวนั้นย่นคอก้มหัวลงมาสัมผัสมือเขา เฮมิสก็ยิ้มออกมานิดหนึ่ง

“ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ข้าหน่อยเถิด” เขากระซิบกับมันเบาๆ ในขณะที่แมวคืนชีพกำลังเลียขนทำความสะอาดตัวเอง ก่อนจะกระโดดแผล็วไปที่ป้ายหลุมศพป้ายหนึ่ง นอนหมอบด้วยท่าทางสบายใจอยู่ที่นั้นราวกับโลกนี้ไม่มีอะไรให้ต้องใส่ใจ

เฮมิสยืดกายยืนขึ้นพลางมองตามแมวป่าตัวนั้นไป จากนั้นก็ยิ้มออกมาอีกเล็กน้อยก่อนจะหันเดินไปทางป่าข้างสุสาน

เขายังกลับเข้าเมืองไม่ได้ แต่ยังดีที่คืนนี้เขาไม่ต้องกลัวใครเห็นยามจุดตะเกียงอ่านหนังสือแล้ว

---

ห่างจากเมืองซาเรอุสไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราวครึ่งวันโดยรถม้า ฟาลานกับพวกอีกเจ็ดแปดคนตั้งกระโจมพักแรมอยู่ที่นั่น

หลังจากออกเวรในยามเช้า พวกเขาก็ออกจากเมือง ขนสัมภาระซึ่งตระเตรียมไว้ที่นอกเมืองตั้งแต่คืนก่อน ออกเดินทางมาร่วมครึ่งค่อนวันจึงตัดสินใจหยุดพักแรม ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจุดนัดส่งของในวันพรุ่งนี้

พวกเขาอยู่ในชุดเดินทางธรรมดา ไม่ได้สวมเครื่องแบบ การขนสินค้าออกนอกเมืองโดยเลี่ยงภาษีเป็นสิ่งผิดกฏหมาย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ แค่มีผ้าสีแดงผูกไว้ที่คอเป็นสัญลักษณ์ก็พอ

ฟาลานนั่งอยู่ข้างกองไฟ เขาฉีกเนื้อกวางที่พวกของตนเพิ่งล่ามาย่างกินเป็นอาหาร ที่ด้านข้างยังมีเหยือกเหล้าอีกเหยือกหนึ่ง เขากินเนื้อกวางพลางดื่มเหล้า พลางคุยโวกับพรรคพวกของตน

“เฮมิสมันโง่” เขาบอก “ทั้งโง่ทั้งหยิ่ง แค่จ่ายเงินให้ข้าเสียก็จบ แต่มันดันโง่เอง”

“จริงด้วยท่านฟาลาน” ลูกน้องร่างใหญ่ศีรษะล้านที่ด้านข้างกล่าว “ไม่รู้ว่าป่านนี้มันจะหาตัวคนที่ปลุกศพนักรบนั่นได้แล้วหรือไม่”

ฟาลานยื่นเท้ากระแทกชายโครงคนกล่าวจนอีกฝ่ายถลาตกจากท่อนไม้ที่กำลังนั่งอยู่ “มันจะหาพบได้อย่างไรเล่า ในเมื่อคนทำก็คือมัน” ว่าแล้วเขาก็หัวเราะออกมา

ถูกแล้ว เขาเป็นคนติดสินบนชายชราร่างเล็กที่ไปแจ้งต่อดาเรนว่าพบศพนักรบเดินได้ เขาบอกชายชราว่าให้บอกรูปพรรณสัณฐานของเฮมิส เพื่อที่ทุกคนจะได้เชื่อว่าคนร้ายก็คือเฮมิส และบีบให้เขายอมจ่ายเงินให้กับตน

แต่เฮมิสยังคงไม่ยอม ดาเรนก็กลับให้เวลามันเสียอีก

ช่างเถิด เขาเชื่อว่ามันหาคนร้ายไม่พบแน่ นักปลุกชีพใช่ว่าจะทิ้งร่องรอยให้ตามหากันได้เสียที่ไหน อย่าว่าแต่ นักปลุกชีพนั้นไม่แน่ว่าจะเป็นคนในเมือง หากมันมาจากต่างเมือง ป่านนี้ก็คงหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว

ว่าแล้วเขาก็หัวเราะ ชักชวนให้คนอื่นๆ หัวเราะตาม บังเกิดเป็นเสียงราวกับสุนัขเห่าหอนกลางพงไพรอันเงียบสงัด

ทว่าภัยมักซ่อนอยู่ในความเงียบสงัด

ยามนั้นฟาลานพลันได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยมาในอากาศ เหม็นจนเขาต้องยกมือปิดปากปิดจมูกเกรงว่าตนเองจะอาเจียนออกมา

อีดใจต่อมาเขาก็ได้ยินเสียงสวบสาบดังขึ้น ทว่าเพียงชั่วประเดี๋ยวหนึ่งเสียงนั้นก็หายไป เขาหันไปมองรอบๆ เห็นคนอื่นๆ พากันเงียบเสียงลงเช่นกัน แสดงว่าลูกสมุนของเขาก็ได้ยิน

พวกเขาทั้งหมดมองหน้ากัน พยักเพยิดให้แก่กัน จากนั้นต่างคนต่างก็ชักดาบจากข้างเอว กระโดดลุกพรวดขึ้น พร้อมกับหันหลังเข้าหากัน

ทว่าสิ่งที่พวกเขาหันไปเผชิญหน้ากลับไม่ใช่โจรป่า ไม่ใช่สัตว์ร้าย…

เบื้องหน้าฟาลานเป็นโครงกระดูกมนุษย์ที่ยังแดงฉาน เต็มไปด้วยเลือดและเส้นเอ็นแต่หาเนื้อหนังไม่ได้แล้ว ในมือของมันยังมีขวานอีกเล่มหนึ่ง

ด้านซ้ายของโครงกระดูกมนุษย์นั้นเป็นหมาป่าตัวหนึ่ง ทว่าเป็นหมาป่าที่มีเนื้อหนังเว้าแหว่ง ลูกตาของมันหายไปข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งถลนออกมาห้อยอยู่นอกเบ้า

ด้านขวาของโครงกระดูกมนุษย์ยังมีโครงกระดูกสัตว์อีกชนิดหนึ่ง ดูจากลักษณะกะโหลกแล้วคล้ายกับกระทิงที่ถูกกัดจนแทบไม่เหลือซากแล้วนั่นเอง

หมาป่าแยกเขี้ยวคำรามใส่เขา ในขณะที่โครงกระดูกมนุษย์ควงขวานคอยดูท่าทีอยู่ กระทิงป่าก็ก้มหัวตะกุยขาหน้ากับพื้น

กลิ่นเหม็นเน่ายิ่งรุนแรงจนแทบอาเจียน แต่ยามแตกตื่นขวัญผวา ฟาลานย่อมไม่สนใจแม้แต่จะยกมือปิดปากปิดจมูก เขาถอยหลังกรูดจนชนเข้ากับพรรคพวกของตน แต่ละคนก็ล้วนอยู่ในอาการเดียวกัน พวกเขาเคยได้ยินข่าวลือเรื่องศพ เรื่องนักปลุกชีพ แต่ไม่มีใครเคยเห็นศพลุกขึ้นมาเดินเป็นตัวเป็นตนเช่นนี้ อย่าว่าแต่ต้องต่อสู้กับฝูงศพที่ไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าไร

ที่พวกเขาไม่อาจประเมินจำนวนได้ก็เพราะในความมืดด้านหลังศพเหล่านั้น พวกเขายังเห็นเงาตะคุ่มที่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นตัวอะไร ไม่ทราบว่าเป็นคน หรือสัตว์ หรือศพ!

ทันใดนั้นฟาลานพลันได้ยินเสียงผิวปากดังขึ้นคราหนึ่ง ครั้นแล้วศพเหล่านั้นก็กรูกันเข้ามา

ฟาลานเห็นโครงกระดูกมนุษย์เหวี่ยงขวานจามลงมาก็ยกดาบขึ้นกัน เสียงเคร้งยามโลหะกระทบโลหะ ดาบของเขาบิ่นเป็นร่องนิดหนึ่ง ส่วนมือของเขาชาจนแทบยึดดาบไว้ไม่อยู่ ดังนั้นยามหมาป่ากระโดดเข้ามาพร้อมกับอ้าปากกางเล็บ เขาจึงได้แต่ถลันหลบไปอีกด้านหนึ่ง และถูกเขากระทิงเสยจนร่างลอยขึ้นไปในอากาศ

ร่างฟาลานตกลงมากระทบอะไรบางอย่าง เขาไม่แน่ใจว่าตนเองได้รับบาดเจ็บที่ใดหรือไม่ ตัวเขาชาไปหมด พอความรู้สึกเริ่มกลับมาเขาก็พบว่าตนเองปวดร้าวไปทั่วร่าง ปวดแปลบจนต้องกัดฟัน เขาพยายามดันกายลุกขึ้นก็พบว่าสิ่งที่อยู่ใต้ตัวเขาเปียกชื้น เขายกมือขึ้นมาดูก็เห็นเลือดแดงฉานเปื้อนติดมือ ยามก้มลงมองจึงพบสมุนร่างใหญ่ศีรษะล้านนอนจมกองเลือดอยู่ ดวงตาที่จ้องมองมานั้นเบิกโพลง…ไร้ชีวิต!

ฟาลานแตกตื่นร้องเสียงลั่นป่า เขาลืมความเจ็บปวดทั้งมวล ตะเกียกตะกายดันตัวถอยหลังออกจากศพลูกน้องของตน แต่แล้วหลังของเขาก็พลันกระทบถูกใครคนหนึ่ง

คนผู้นั้นยืนอยู่ เขาอยู่ในชุดคลุมสีดำตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า คลุมหมวกสีดำ สวมถุงมือหนังสีดำ ใบหน้าของเขาก็ถูกบดบังไว้ด้วยหน้ากากสีดำ สิ่งเดียวที่ทำให้คนผู้นี้แตกต่างจากศพเหล่านั้นคือกลิ่น ในตัวของคนผู้นี้ไม่มีกลิ่นศพ มีแต่กลิ่นกำยานและเครื่องเทศคล้ายอบเชย

ทว่าฟาลานไม่สนใจกลิ่นเหล่านั้น เขารีบยื่นมือเกาะขาคนผู้นั้น และพลันพบว่าขาท่อนล่างที่ตนยึดจับอยู่นั้นเล็กลีบผิดปกติ แต่เขาก็ไม่มีเวลาไปสนใจ เขากำลังถูกฝูงศพไล่ฆ่า…

“ช่วย…ช่วยข้าด้วย…ช่วยด้วย…” เขาร้องอ้อนวอน แต่คำสุดท้าเพิ่งหลุดจากปาก เขาก็รู้สึกเสียววาบที่กลางหลัง รู้สึกถึงแรงที่ดันทะลุมาถึงหน้าอก

เขาก้มลงมองหน้าอกตัวเอง จึงพบว่าปลายดาบเล่มหนึ่งแทงทะลุผ่านหน้าอกตนออกมา เลือดที่ไหลอาบปลายดาบนั้นหยดลงบนพื้นบังเกิดเป็นแอ่งเลือดเล็กๆ จากนั้นร่างของเขาจึงล้มคว่ำหน้าลง กระตุกอีกสี่ห้าครั้งแล้วก็แน่นิ่งไป

###

ติดตามตอนต่อไปวันอังคารนะคะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่