เมื่อมาถึงสุสานแห่งใหม่ จะต้องนำร่างที่เป็นศพใหม่ลงก่อน จึงเรียกว่า ซิงฉั่วเหลา (ใหม่พาเก่า)
“ซิงฉั่วเหลา” หรือ “ซิงกุ้ยฉั่วเหล่ากุ้ย” ที่แม่นันเคยเกริ่นถึงในบทความ “ชีวิตหลังความตายของบรรพบุรุษ” คำว่า “กุ้ย” ฟังดูน่ากลัว ในบทความนี้จะใช้คำสั้นๆว่า “ซิงฉั่วเหลา” หรือ “ใหม่พาเก่า” คือบรรพบุรุษผู้เพิ่งล่วงลับ (ซิงกิ๋ว หรือศพใหม่) ไปจูงหรือพาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับก่อนหน้านานแล้ว (เหล่ากิ๋ว หรือศพเก่า) ให้มาอยู่ในบ้านใหม่ (ฮวงจุ้ย/ฮวงซุ้ย) เดียวกันนั่นเอง
ที่แม่นันอยากเขียนถึงเรื่องนี้เพราะบังเอิญได้คุยกับอาตั่วแจ้ถึงเรื่องการเสียชีวิตของ “อาป๊ะกับอากง” (คุณพ่อและคุณปู่) ว่าใครเสียชีวิตก่อนใคร แม่นันอยู่ใกล้อาตั่วแจ้ไม่ได้ค่ะ เป็นต้องล้วงควักเอาเรื่องราวเก่าๆจากอาตั่วแจ้ออกมาให้ตัวเองฟังให้ได้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน อาตั่วแจ้จึงเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในงานศพที่ค่อนข้างชุลมุนเมื่อเกือบหกสิบปีก่อนให้ฟังว่า..
ตอนที่อากงหรือคุณปู่ของแม่นันเสียชีวิตได้ไม่กี่วัน อาป๊ะ (คุณพ่อ) ก็มาเสีย อาป๊ะเสียชีวิตขณะอายุยังน้อย เพิ่งจะ 58 เอง พวกเราพี่น้องซึ่งเป็นหลานๆของอากง ต้องถอดทุกข์อากงเพื่อมาไว้ทุกข์อาป๊ะต่อ ขณะนั้นอากงกับอาป๊ะฝังอยู่ที่สุสานนครปฐม
ในพิธีกงเต็ก ลูกชายของทั้งสองฝ่ายถือกระถางธูปพาดวงวิญญาณของพ่อแม่เดินข้ามสะพาน (ก๊วยเกี๊ย) ไปส่งยังดินแดนสุขาวดี
หลายปีต่อมา “อาแน” แม่ใหญ่ของพวกเรา หรือภริยาหลวงของอาป๊ะก็มาเสียชีวิต ลูกๆของทั้งสองฝั่ง (ฝั่งภริยาหลวงและภริยาน้อย) ซึ่งกำลังไว้ทุกข์ให้อาแนขณะนั้น อาตั่วเฮีย (ลูกชายคนโต) ต้องถอดทุกข์อาแนออกมาก่อน เพื่อมาร่วมพิธี “อี่เหล่ากิ๋ว” (ย้ายศพเก่า) คืออาป๊ะ ให้มาอยู่ในพิธีกงเต็ก (功德) พร้อมกับอาแน สองสามีภริยาจะได้อยู่ในพิธีกงเต็กด้วยกัน ก่อนที่จะเคลื่อนไปที่สุสานใหม่
ซึ่งการพาศพเก่ามาอยู่ในที่เดียวกับศพใหม่ เรียกว่า “ซิงฉั่วเหลา” (ซิงกิ๋วฉั่วเหล่ากิ๋ว) พิธีค่อนข้างซับซ้อนแต่ทุกขั้นตอนมีความหมาย คนที่ทำพิธีจะต้องเป็นซินแสเก่าแก่ที่มีความเชี่ยวชาญศาสตร์ทางด้านนี้โดยเฉพาะ อาตั่วแจ้เล่าว่าซินแสให้ขุดร่างซึ่งเหลือแต่โครงกระดูกของอาป๊ะขึ้นมาทำความสะอาด จากนั้นห่อในผ้าขาว และนำลงในโลงศพใหม่ซึ่งจะต้องเป็นโลงศพสีแดง ยกมาวางเคียงข้างโลงศพสีดำที่บรรจุร่างอาแนไว้ เพื่อมาทำพิธีกงเต็กพร้อมกันที่วัดญวณ สมัยนั้นลูกๆ ของอาแนอาศัยอยู่แถวตลาดน้อย ซึ่งในพิธี “กงเต็ก” ลูกชายคนโตของทั้งสองฝั่ง (ฝั่งภริยาหลวงและภริยาน้อย) จะต้องถือกระถางธูปคนละกระถางเดินข้ามสะพานในพิธีกงเต็กพร้อมกัน
ของไหว้ในงานพิธีกงเต็ก
ฟังอาตั่วแจ้เล่ามาถึงตรงนี้ แม่นันก็สงสัยว่า “เอ๊ แล้วตอนอากงเสีย ต้องทำพิธี “ฉั่วเหล่ากิ๋ว” มั้ย เพราะอาม่าเสียก่อนอากงนี่นา” อาตั่วแจ้ตอบว่า “เหมือนกันทุกอย่าง สมัยอากงเสียก็ต้องจูงเหล่ากิ๋วของอาม่าซึ่งตอนนั้นฝังอยู่ที่สุสานวัดดอนมาอยู่ที่สุสานนครปฐมด้วยกัน ลูกหลานซึ้อหลุมขนาดใหญ่ขึ้นสำหรับฝังร่างอากงและอาม่าให้อยู่ในบ้านหลังใหม่ด้วยกัน”
ข้าวของเครื่องใช้จำลอง รวมทั้งสาวใช้ทั้งสองส่งไปรับใช้บรรพบุรุษ โดยตั้งชื่อสาวใช้ให้มีความกตัญญู เช่นตั้งชื่อว่า "เกี่ยห่าว" (กตัญญู) หรือ "หลักเลาะ" (ขยัน) หรือ "เทียต่า" (เชื่อฟัง) ประมาณนี้
พิธีขั้นตอนมากมายก่อนนำลงสุสานแห่งใหม่
กลับมาที่งานกงเต็กของอาป๊ะกับอาแน อาตั่วแจ้เล่าว่าระหว่างงานกงเต็ก เรายังคงหาสุสานใหม่อยู่หลายที่แต่ไม่ลงตัวเลยสักที่ จนมาที่สุสานหงส์ซัว จังหวัดชลบุรี เพราะอานึ้ง (สามีอาตั่วแจ้) เห็นว่าจะได้อยู่ใกล้ๆกับฮวงซุ้ยหรือหลุมของคุณพ่อเค้า เวลาไปไหว้จะได้สะดวกทั้งสองครอบครัว แต่ใช่ว่าเลือกสุสานแล้วจะได้ดั่งใจเลย อาซินแสอาวุโสใจดีเอาดวงของลูกหลานมาผูก มาดูทิศทางการวางให้ หันไปทางนู้นจะไม่ดี หันมาทางนี้ชงกับคนนี้ พื้นที่ตรงนี้ต่ำไป สูงไป ดูอยู่นานจนกระทั่งมาลงตัวที่ตำแหน่งที่แม่นันไปไหว้เช็งเม้งทุกปี ซึ่งที่ตรงนี้ซื้อเผื่อไว้สำหรับอาอึ้ม (คุณแม่) ของแม่นันด้วย ป้ายหน้าหลุมจึงมีชื่อของท่านทั้งสาม
การนำโลงศพทั้งสองลงหลุมใหม่ที่สุสานหงส์ซัวก็มีพิธีขั้นตอนที่ละเอียดอีกมากมาย จะต้องนำศพใหม่ซึ่งใส่อยู่ในโลงสีดำลงก่อน จึงตามด้วยโลงศพสีแดง จึงเป็นที่มาของคำว่า “ซิงกิ๋วฉั่วเหล่ากิ๋ว” หรือใหม่พาเก่ามาอยู่ด้วยกันนั่นเอง
บ้านหลังใหญ่ปัจจุบันของคุณพ่อและคุณแม่ทั้งสอง ที่สุสานหงส์ซัว บ้านบึง ชลบุรี
หลังจากเสร็จพิธีแล้ว ลูกหลานต้องไว้ทุกข์ 49 วัน อาตั่วแจ้เล่าว่า ระหว่างไว้ทุกข์ 49 วัน จะเข้าบ้านคนอื่นไม่ได้ ลูกชายจะต้องโกนหัว โกนหนวดเคราเหมือนตอนบวชพระ และภายใน 49 วัน ผม หนวดเคราที่ขึ้นใหม่ จะรกรุงรัง จะหงุดหงิดแค่ไหนก็ห้ามตัดห้ามโกนจนกว่าจะออกจากทุกข์ 49 วัน
ในการไว้ทุกข์ 49 วัน จะต้องมีพิธีไหว้บรรพบุรุษที่บ้าน 7 ครั้ง คือทุกๆ 7 วัน (ชิกซุ้ง) แม่นันได้คุยถึงเรื่องนี้กับอาอี๊กุ้ย อาอี๊บอกว่าบางครอบครัวไว้ทุกข์ถึง 100 วัน และแบ่งเป็นทุกๆ 10 วัน (จับซุ้ง) จะต้องไหว้ที่บ้าน อาหารที่นำมาไหว้ถ้าเป็นข้าวจะต้องบวกสองเพิ่มเข้าไปทุกๆซุ้ง (ทุก 10 วัน) ส่วนกับข้าวต้องมีสิบจาน/ชาม แต่เมนูซ้ำกันได้ ให้รวมกันแล้วเป็นสิบจาน อาอี๊เล่าว่า สมัยก่อนลูกหลานจะต้องรอให้ครบสามปีจึงจะไปไหว้เช็งเม้งได้ สมัยนี้มีทำพิธีลัด เช็งเม้งปีถัดไปลูกหลานสามารถมาไหว้ได้เลย
อาอี๊เล่าอีกว่า พิธีโบราณจริงๆ เค้าจะนำ “ไก่ชนตัวผู้” (เชียโกย) มาเปิดสุสาน หรือที่เรียกว่า “ผุ่งเฮียะ” อีกด้วย วิธีการก็คือปล่อยไก่ชนบนบริเวณหลุมนั้น ไก่จะเดินมาเดินไป สุดท้ายจะบินไปทางไหนก็ปล่อยไปเลย ถือเป็นการขับไล่สิ่งไม่ดีออกไป ซึ่งการ “ผุ่งเฮียะ” หรือการเปิดสุสานนี้ก็จะต้องดูวันอีกเช่นกัน ถึงบอกว่าซินแสสมัยโบราณมีความเชี่ยวชาญมาก ไม่เฉพาะศาสตร์ในการดูฮวงจุ้ย ดูดวงผูกดวงลูกหลาน วางตำแหน่งยังไงไม่ให้ชงกัน แต่ยังเปี่ยมด้วยคุณธรรม ความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้คน ไม่หลอกลวง และไม่รับเงิน
อ่านจนมึนมั้ยคะ รายละเอียดปลีกย่อยยังมีอีกมากมาย แม่นันจำได้ไม่หมด หากเขียนผิดพลาดยังไง รบกวนผู้รู้ช่วยเขียนคอมเม้นต์มาแบ่งปัน หรือแก้ไขให้ด้วยนะคะ
ตอนอาป๊ะ (คุณพ่อ) เสียชีวิตไป ตอนนั้นแม่นันเพิ่งจะสี่ขวบเองค่ะ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ที่เห็นแม่นันเขียน เห็นแม่นันเล่าล้วนฟังมาจากอาตั่วแจ้ และจากอาอึ้ม (คุณแม่) ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
อาตั่วแจ้ยังเล่าถึงตอนทราบข่าวการตายของอาป๊ะ ว่าขณะนั้นอาตั่วแจ้ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรก อาตั่วแจ้เล่าถึงบรรยากาศในวันนั้นให้ฟัง ทำเอาแม่นันน้ำตาซึม ไว้จะมาเล่าใน ep. ต่อไป ถ้าอยากฟังนะคะ
พิธีเก่าแก่ “ซิงฉั่วเหลา” (ใหม่นำพาเก่า)