อรุณสวัสดิ์ค่ะ ในร้านของเฮมิสนอกจากจะมีคนแปลกๆ แล้ว ยังมีกลิ่นตุๆ อีกด้วยค่ะ
ความเดิม
บทนำ - บทที่ ๑:
https://pantip.com/topic/39574119
บทที่ ๒:
https://pantip.com/topic/39591283
###
บทที่ ๓
ในร้านมีกลิ่นบางอย่าง...
กลิ่นนั้นนำพาแมลงวันจำนวนหนึ่งบินว่อนไปมาตรงหน้าทางลงห้องใต้ดิน หลายตัวเกาะนิ่งอยู่บนแผ่นไม้ที่พื้นนั้น
เฮมิสถือตะเกียงเดินลงจากบันไดมายังทางลงห้องใต้ดิน ฟ้าน่าจะใกล้สางแล้ว เขาควรปลุกผู้ช่วยทั้งสองขึ้นมาเปิดร้านเสียที
เขาก้มกายลง ขณะกำลังจะถอนสลักดึงแผ่นไม้บนพื้น ก็พอดีมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าร้าน เขาจึงก้าวไปเปิดประตูเสียก่อน
ผู้มาเป็นชายสองคนในเครื่องแบบทางการซึ่งเป็นเสื้อแขนยาวสีขาวกับเสื้อกั๊กตัวนอกสีน้ำตาล พร้อมกับสะพายดาบไว้ที่เอว
“ท่านคือเฮมิส เจ้าของร้านอุปกรณ์เวทมนต์นี้ใช่หรือไม่” หนึ่งในสองคนนั้นถาม ครั้นเฮมิสผงกศีรษะรับ เจ้าหน้าที่คนเดิมจึงยื่นสาสน์แผ่นหนึ่งมาตรงหน้าเขา พร้อมกับกล่าวขึ้นอีก “นี่เป็นหมายเรียกไปสอบปากคำ ขอให้ท่านมายังศาลกลางก่อนเที่ยงวันนี้”
เฮมิสรับสาสน์นั้นมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ทั้งสองก็โค้งศีรษะเป็นเชิงอำลา แล้วหันกายก้าวผ่านร้านรองเท้าไป
“เจ้าได้กลิ่นหรือไม่” เฮมิสได้ยินเจ้าหน้าที่ซึ่งเดินตามหลังบ่นกับคนแรก
“คงเป็นกลิ่นจากร้านขายเนื้อกระมัง”
“แต่มันเหมือนกลิ่นเน่ามากกว่ากลิ่นคาวนา” อีกฝ่ายแย้ง
“ก็ถ้าเนื้อในร้านเน่ามันก็คงเป็นกลิ่นแบบนี้ละ” เจ้าหน้าที่คนแรกว่า แล้วจึงบ่นต่อไปอีก “แถวนี้กลิ่นแรงเหลือเกิน ยังมีกลิ่นหนังจากร้านขายรองเท้าอีก ไม่รู้ทนอยู่กันได้อย่างไร…” เสียงบ่นห่างไกลออกไปจนเฮมิสจับความไม่ได้
ชายผมเงินทอดมองตามเจ้าหน้าที่ทั้งสองจนลับสายตาไปแล้วจึงเบือนหน้าหันกลับไปทางขวาของตนซึ่งเป็นร้านขายเนื้อนั่นเอง ยามนั้นร้านเพิ่งเปิด เขาได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาจากด้านหลัง แต่ไม่เห็นตัวเจ้าของร้าน
เฮมิสยืนมองอยู่ชั่วครู่หนึ่ง สายตาของเขาก็หลุบต่ำลง เขารู้ว่ากลิ่นเหม็นเน่าไม่ได้มาจากร้านนั้น แต่ก็ไม่อาจพูดอะไร อันที่จริง เขาเองก็ตั้งใจให้ผู้คนเข้าใจผิดไปเช่นนั้น ให้เข้าใจว่ากลิ่นเหม็นเน่าและแมลงวันล้วนมาจากร้านขายเนื้อ ส่วนกลิ่นหนังจากร้านขายรองเท้าก็ช่วยหันเหความสนใจของผู้คนได้อีกทางหนึ่ง
อีกทั้งกลิ่นยังเป็นข้ออ้างที่ดีในการตอกไม้ปิดหน้าต่าง เขาไม่ต้องการให้ใครมองเข้ามาในที่อยู่ของเขา ไม่ว่าจากหน้าต่างฝั่งตรงข้ามถนน หรือแม้แต่จากใครก็ตามที่อุตริปีนขึ้นไปบนหลังคา
เขาก้าวกลับเข้าไปในร้านของตน ปิดประตูลงกลอนก่อนจะเดินไปยังโต๊ะยาวด้านในสุด แล้วจุดตะเกียงขึ้นอ่านข้อความในสาสน์
มันเป็นหมายเรียกให้เขาไปสอบปากคำเรื่องศพทหารซึ่งมีคนเห็นออกมาเดินเล่นในสุสานนอกเมืองก่อนหน้านี้ เป็นข่าวลือที่ช่วยให้เมื่อวานเขาขายเครื่องรางไปได้หลายชิ้นนั่นละ
เขาพับหมายเรียกเก็บใส่กระเป๋าซึ่งอยู่ในอกเสื้อ แล้วเดินกลับมาที่หลังร้าน มองไปยังแมลงวันซึ่งยังคงเกาะอยู่บนแผ่นไม้ปิดทางลงห้องใต้ดิน เขาโบกแขนคราหนึ่ง แมลงวันเหล่านั้นก็บินฉวัดเฉวียนอย่างไร้ทิศทางก่อนจะกระจายหายไป
นี่คงช่วยได้สักครู่... เขาคิดพลางจับสายตาอยู่ที่แสงสีเขียวซึ่งลอดออกมาจากห้องใต้ดิน ก่อนจะก้าวออกจากร้านไปโดยไม่ลืมปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อย
---
ยามเช้าแดดยังไม่ออก อากาศจึงเย็นสบาย
สายลมเอื่อยพัดเสื้อยาวที่ตัดจากผ้าเนื้อเบาสีเทาให้สะบัดไปทางด้านหลัง ผมสีเงินยาวที่รวบไว้อย่างเรียบร้อยก็พลัดพลิ้วไปในสายลมเช่นกัน
เฮมิสมองไปรอบๆ ร้านรวงบนถนนสายหลักกลางเมืองเริ่มเปิดแล้ว ผู้คนก็หนาตาขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นานถนนสายนี้ก็จะคราคร่ำไปด้วยผู้คน
เขาก้าวเดินต่อไป ร้านของเขาอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นบริเวณที่ต่ำที่สุดของเมือง ดังนั้นยามเดินขึ้นเหนือเพื่อไปยังศาลกลาง เขาจึงต้องก้าวขึ้นบันไดหิน กระนั้นเขายังคงรักษาฝีเท้าให้สม่ำเสมอ ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป
ศาลกลางตั้งอยู่ในจตุรัสกลางเมืองซึ่งถนนสี่สายจากทิศทั้งสี่มาบรรจบกัน มันเป็นอาคารหลังใหญ่ล้อมรอบด้วยรั้วสูง อาคารหลังนั้นไม่ได้มีเพียงสถานที่สอบสวนตัดสินคดีแต่ยังเป็นที่ทำการเจ้าเมืองอีกด้วย
เฮมิสหยุดยืนอยู่หน้าประตูรั้วสูงซึ่งมีเจ้าหน้าที่สองคนเฝ้าอยู่ เขาหยิบหมายเรียกออกจากกระเป๋าในอกเสื้อ ยื่นส่งให้เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งดู ครั้นอ่านแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็นำเขาเดินตัดผ่านสวนภายในรั้วสูง เข้าไปยังหน้าประตูอาคารไม้อันหนาหนัก
ที่นั่นยังมีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่อีกสองคน เมื่อเจ้าหน้าที่คนแรกนำส่งเขาให้กับหนึ่งในสองคนนั้นแล้ว เฮมิสก็ถูกนำตัวเข้าไปภายในอาคาร
โถงทางเดินนั้นกว้างขวางประกอบด้วยหลังคาสูง ยามเจ้าหน้าที่ดึงบานประตูปิดลงจึงบังเกิดเสียงก้องไปทั่ว เจ้าหน้าที่พาเขาเดินไปตามทางเล็กน้อยแล้วก็เลี้ยวไปทางด้านขวา เฮมิสอดแหงนมองขึ้นไปตามความสูงของโถงทางเดินนั้นไม่ได้ สองข้างของโถงนั้นเป็นระเบียงสามชั้น แต่ละชั้นมีห้องแบ่งแยกออกไป พวกเขาเดินอีกสักครู่เจ้าหน้าที่ก็นำเขาก้าวเข้าไปยังห้องทางด้านขวามือห้องหนึ่ง ซึ่งมีป้ายติดไว้ว่าเป็นห้องสอบสวน
ห้องนั้นมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับอาคารหลังใหญ่ ภายในมีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งซึ่งมีเก้าอี้วางอยู่ทางด้านหลัง ด้านหน้าโต๊ะตัวนั้นก็มีเก้าอี้ไม้วางอยู่อีกสองตัว ทว่าห้องนั้นไม่มีหน้าต่าง แสงสว่างภายในห้องมาจากตะเกียงที่ถูกจุดไว้ ณ สี่มุมของห้องนั้น เจ้าหน้าที่บอกให้เขาเข้าไปนั่งรออยู่ที่เก้าอี้หน้าโต๊ะตัวนั้น แล้วก็ก้าวออกไปพร้อมกับปิดประตูลง
เฮมิสนั่งรอยู่ครู่หนึ่งก็มีหญิงสาวผมแดงในชุดสีน้ำเงินก้าวเข้ามา
“เฮมิสใช่หรือไม่” นางถามระหว่างที่กำลังปิดประตูแล้วเดินเข้ามานั่งตรงข้ามชายนัยน์ตาสีเงิน
“ขอรับ” เขารับคำ พร้อมกับผ่อนกล้ามเนื้อที่หลัง ปล่อยให้กระดูกสันหลังเอนพิงกับพนักเก้าอี้ มือทั้งสองสานกันที่หน้าตัก
“ข้าชื่อดาเรน เป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง รับหน้าที่สอบสวนเจ้า” หญิงผมแดงแนะนำตัว เฮมิสก็ผงกศีรษะรับทราบ เขารู้ว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีหน้าที่อะไร…รับเรื่องร้องเรียน สืบสวนหาความจริง และนำคนผิดมาลงโทษ
“เจ้าเพิ่งเปิดร้านขายอุปกรณ์เวทมนต์ที่ถนนท้ายเมืองใช่หรือไม่” ดาเรนเริ่มคำถามที่นางเองก็น่าจะมีข้อมูลอยู่แล้ว
“ขอรับ”
“แล้วเจ้าเคยเรียนเวทมนต์หรือไม่”
เขานิ่งไปนิดหนึ่ง แล้วจึงตอบออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เคยขอรับ”
“ศาสตร์ปลุกชีพล่ะ เคยเรียนรึเปล่า”
สายตาของเฮมิสจับอยู่ที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเห็นไหล่นางขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจเข้าออกสองครั้ง
“ไม่เคยขอรับ” เขาตอบออกไป
ดวงตาสีเขียวภายใต้คิ้วเรียวสีแดงหรี่ลง “มีคนร้องเรียนเจ้า บอกว่ามีคนเห็นเจ้าอยู่ในสุสานนอกเมืองทางทิศตะวันตก ตอนที่ศพนักรบหัวขาดลุกขึ้นมาเดิน เจ้าเป็นคนปลุกศพนั่นใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่ขอรับ”
“แล้วเจ้าอยู่ที่สุสานด้วยหรือเปล่า”
“ไม่ได้อยู่ขอรับ”
ดาเรนส่งเสียงคล้ายคำรามในลำคอเบาๆ จากนั้นจึงดันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้
“เจ้ารู้หรือไม่ ถึงเมืองซาเรอุสนี้จะไม่ใช้เครื่องทรมานในการสอบสวน แต่หากถูกจับได้ว่าโกหกหลอกลวงเจ้าหน้าที่ เจ้าจะต้องได้รับโทษทัณฑ์มากขึ้นเป็นสิบเท่า ซึ่งโทษของเจ้าก็คือสร้างความวุ่นวายในเมือง ต้องจำคุกอย่างน้อยสองเดือน”
เฮมิสนิ่งไปอีกครู่หนึ่ง ระหว่างนั้นกล้ามเนื้อที่บ่าทั้งสองก็เกร็งขึ้นเล็กน้อย “รู้ขอรับ” เขาตอบเบาๆ
หญิงผมแดงพ่นลมหายใจออกมา “อย่างนั้นก็ได้ เจ้ารออยู่ในนี้ก่อน” ว่าแล้วนางก็เปิดประตูก้าวออกจากห้องไป
ครั้นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองออกไปแล้ว ทั้งห้องก็เงียบสงัด เฮมิสนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ สายตาทอดลงมองมือทั้งสองข้างซึ่งวางอยู่บนตัก เขาพอเรียบเรียงเหตุการณ์ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเขาหลายอย่าง
ต้องเป็นฝีมือฟาลานแน่ๆ พอหัวหน้านายด่านรู้ว่าเขาไม่คิดจะจ่ายเงินให้ตามที่ร้องขอก็หาเหตุมาใส่ความเขา เฮมิสไม่รู้ว่าฟาลานใช้วิธีใด แต่มันก็เป็นวิธีที่ได้ผล ทำให้ดาเรนเชื่อ และเรียกเขามาสอบปากคำจนได้
แต่เขาก็พอรู้อีกเช่นกันว่าคนอย่างฟาลานไม่ได้ต้องการให้เขาถูกลงทัณฑ์ เพียงแค่ต้องการบีบเขาให้ยอมแพ้และจ่ายเงินเสียก็เท่านั้น
ทว่าเหตุที่ฟาลานเลือกมาใส่ความเขานั้น กลับจะทำให้เขาเดือดร้อนจริงๆ
‘หนีสิ’ เฮมิสสะดุ้งยามได้ยินเสียงแหบพร่าเสียงหนึ่ง ครั้นแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ มันไม่ใช่เสียงใครที่ไหน เป็นเสียงที่ถูกกักอยู่ในหัวเขานี่เอง
‘นั่น…ประตู แค่เดินออกไปเสีย กลับไปที่บ้านแล้วเก็บข้าวของออกจากเมือง เท่านั้นก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีก’ เสียงนั่นเสี้ยมเขา แต่เขาไม่สนใจ เขาไม่ยอมรับมันมานานแล้ว และไม่คิดจะทำในสิ่งที่มันบอกเด็ดขาด
ไม่จำเป็นต้องหนี… เขาบอกกับตัวเอง …ยังมีวิธีอื่นอีก เขาไม่จำเป็นต้องหนี
เฮมิสกัดฟันข่มเสียงในหัวของตน ระหว่างนั้นประตูก็เปิดขึ้น ดาเรนเดินกลับเข้ามาในห้อง
“ผู้ที่กล่าวหายืนยันว่าเห็นเจ้าที่นั่นจริง เจ้าจะว่าอย่างไร” เจ้าหน้าที่เอ่ยขึ้น พลางก้าวมาทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามเขา
“ข้าไม่ได้อยู่ที่นั่น” เขาบอกแล้วจึงเงยหน้าจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย “ผู้กล่าวหาของท่านมีหลักฐานหรือ”
ดาเรนนิ่งไป ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อย สักครู่หนึ่งจึงหุบลง
“เจ้าเล่า มีพยานหลักฐานแก้ต่างหรือไม่”
“ไม่มีขอรับ”
เจ้าหน้าที่บ้านเมืองยื่นหน้าเข้ามาใกล้เขานิดหนึ่ง “คนในร้านของเจ้าเล่า พวกเขาเป็นพยานให้เจ้าไม่ได้หรือ”
นัยน์ตาสีเงินทอดมองนิ้วเรียวยาวที่สานกันอยู่บนตักอีก “ไม่ได้ขอรับ พวกเขาเข้านอนแต่หัวค่ำ”
ดาเรนถอนหายใจยาว “ข้าพยายามจะช่วยเจ้า” นางบอกเสียงเบา “หากเจ้าไม่มีพยานหลักฐานมาแก้ต่าง ข้าก็คงต้องคุมตัวเจ้าไว้ก่อน”
เฮมิสเงยหน้าขึ้นมองหญิงผมแดง “ข้าขอเวลาสามวัน หากภายในสามวันนี้ยังหาหลักฐานแก้ต่าง หรือหาคนทำมาไม่ได้ ข้าจะมารับโทษ”
ใช่แล้ว เขายังมีทาง ยังไม่ต้องหนีไปไหน
###
พบกันใหม่วันเสาร์นะคะ
Back from the Dead บทที่ ๓
ความเดิม
บทนำ - บทที่ ๑: https://pantip.com/topic/39574119
บทที่ ๒: https://pantip.com/topic/39591283
###
บทที่ ๓
ในร้านมีกลิ่นบางอย่าง...
กลิ่นนั้นนำพาแมลงวันจำนวนหนึ่งบินว่อนไปมาตรงหน้าทางลงห้องใต้ดิน หลายตัวเกาะนิ่งอยู่บนแผ่นไม้ที่พื้นนั้น
เฮมิสถือตะเกียงเดินลงจากบันไดมายังทางลงห้องใต้ดิน ฟ้าน่าจะใกล้สางแล้ว เขาควรปลุกผู้ช่วยทั้งสองขึ้นมาเปิดร้านเสียที
เขาก้มกายลง ขณะกำลังจะถอนสลักดึงแผ่นไม้บนพื้น ก็พอดีมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าร้าน เขาจึงก้าวไปเปิดประตูเสียก่อน
ผู้มาเป็นชายสองคนในเครื่องแบบทางการซึ่งเป็นเสื้อแขนยาวสีขาวกับเสื้อกั๊กตัวนอกสีน้ำตาล พร้อมกับสะพายดาบไว้ที่เอว
“ท่านคือเฮมิส เจ้าของร้านอุปกรณ์เวทมนต์นี้ใช่หรือไม่” หนึ่งในสองคนนั้นถาม ครั้นเฮมิสผงกศีรษะรับ เจ้าหน้าที่คนเดิมจึงยื่นสาสน์แผ่นหนึ่งมาตรงหน้าเขา พร้อมกับกล่าวขึ้นอีก “นี่เป็นหมายเรียกไปสอบปากคำ ขอให้ท่านมายังศาลกลางก่อนเที่ยงวันนี้”
เฮมิสรับสาสน์นั้นมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ทั้งสองก็โค้งศีรษะเป็นเชิงอำลา แล้วหันกายก้าวผ่านร้านรองเท้าไป
“เจ้าได้กลิ่นหรือไม่” เฮมิสได้ยินเจ้าหน้าที่ซึ่งเดินตามหลังบ่นกับคนแรก
“คงเป็นกลิ่นจากร้านขายเนื้อกระมัง”
“แต่มันเหมือนกลิ่นเน่ามากกว่ากลิ่นคาวนา” อีกฝ่ายแย้ง
“ก็ถ้าเนื้อในร้านเน่ามันก็คงเป็นกลิ่นแบบนี้ละ” เจ้าหน้าที่คนแรกว่า แล้วจึงบ่นต่อไปอีก “แถวนี้กลิ่นแรงเหลือเกิน ยังมีกลิ่นหนังจากร้านขายรองเท้าอีก ไม่รู้ทนอยู่กันได้อย่างไร…” เสียงบ่นห่างไกลออกไปจนเฮมิสจับความไม่ได้
ชายผมเงินทอดมองตามเจ้าหน้าที่ทั้งสองจนลับสายตาไปแล้วจึงเบือนหน้าหันกลับไปทางขวาของตนซึ่งเป็นร้านขายเนื้อนั่นเอง ยามนั้นร้านเพิ่งเปิด เขาได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาจากด้านหลัง แต่ไม่เห็นตัวเจ้าของร้าน
เฮมิสยืนมองอยู่ชั่วครู่หนึ่ง สายตาของเขาก็หลุบต่ำลง เขารู้ว่ากลิ่นเหม็นเน่าไม่ได้มาจากร้านนั้น แต่ก็ไม่อาจพูดอะไร อันที่จริง เขาเองก็ตั้งใจให้ผู้คนเข้าใจผิดไปเช่นนั้น ให้เข้าใจว่ากลิ่นเหม็นเน่าและแมลงวันล้วนมาจากร้านขายเนื้อ ส่วนกลิ่นหนังจากร้านขายรองเท้าก็ช่วยหันเหความสนใจของผู้คนได้อีกทางหนึ่ง
อีกทั้งกลิ่นยังเป็นข้ออ้างที่ดีในการตอกไม้ปิดหน้าต่าง เขาไม่ต้องการให้ใครมองเข้ามาในที่อยู่ของเขา ไม่ว่าจากหน้าต่างฝั่งตรงข้ามถนน หรือแม้แต่จากใครก็ตามที่อุตริปีนขึ้นไปบนหลังคา
เขาก้าวกลับเข้าไปในร้านของตน ปิดประตูลงกลอนก่อนจะเดินไปยังโต๊ะยาวด้านในสุด แล้วจุดตะเกียงขึ้นอ่านข้อความในสาสน์
มันเป็นหมายเรียกให้เขาไปสอบปากคำเรื่องศพทหารซึ่งมีคนเห็นออกมาเดินเล่นในสุสานนอกเมืองก่อนหน้านี้ เป็นข่าวลือที่ช่วยให้เมื่อวานเขาขายเครื่องรางไปได้หลายชิ้นนั่นละ
เขาพับหมายเรียกเก็บใส่กระเป๋าซึ่งอยู่ในอกเสื้อ แล้วเดินกลับมาที่หลังร้าน มองไปยังแมลงวันซึ่งยังคงเกาะอยู่บนแผ่นไม้ปิดทางลงห้องใต้ดิน เขาโบกแขนคราหนึ่ง แมลงวันเหล่านั้นก็บินฉวัดเฉวียนอย่างไร้ทิศทางก่อนจะกระจายหายไป
นี่คงช่วยได้สักครู่... เขาคิดพลางจับสายตาอยู่ที่แสงสีเขียวซึ่งลอดออกมาจากห้องใต้ดิน ก่อนจะก้าวออกจากร้านไปโดยไม่ลืมปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อย
---
ยามเช้าแดดยังไม่ออก อากาศจึงเย็นสบาย
สายลมเอื่อยพัดเสื้อยาวที่ตัดจากผ้าเนื้อเบาสีเทาให้สะบัดไปทางด้านหลัง ผมสีเงินยาวที่รวบไว้อย่างเรียบร้อยก็พลัดพลิ้วไปในสายลมเช่นกัน
เฮมิสมองไปรอบๆ ร้านรวงบนถนนสายหลักกลางเมืองเริ่มเปิดแล้ว ผู้คนก็หนาตาขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นานถนนสายนี้ก็จะคราคร่ำไปด้วยผู้คน
เขาก้าวเดินต่อไป ร้านของเขาอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นบริเวณที่ต่ำที่สุดของเมือง ดังนั้นยามเดินขึ้นเหนือเพื่อไปยังศาลกลาง เขาจึงต้องก้าวขึ้นบันไดหิน กระนั้นเขายังคงรักษาฝีเท้าให้สม่ำเสมอ ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป
ศาลกลางตั้งอยู่ในจตุรัสกลางเมืองซึ่งถนนสี่สายจากทิศทั้งสี่มาบรรจบกัน มันเป็นอาคารหลังใหญ่ล้อมรอบด้วยรั้วสูง อาคารหลังนั้นไม่ได้มีเพียงสถานที่สอบสวนตัดสินคดีแต่ยังเป็นที่ทำการเจ้าเมืองอีกด้วย
เฮมิสหยุดยืนอยู่หน้าประตูรั้วสูงซึ่งมีเจ้าหน้าที่สองคนเฝ้าอยู่ เขาหยิบหมายเรียกออกจากกระเป๋าในอกเสื้อ ยื่นส่งให้เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งดู ครั้นอ่านแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็นำเขาเดินตัดผ่านสวนภายในรั้วสูง เข้าไปยังหน้าประตูอาคารไม้อันหนาหนัก
ที่นั่นยังมีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่อีกสองคน เมื่อเจ้าหน้าที่คนแรกนำส่งเขาให้กับหนึ่งในสองคนนั้นแล้ว เฮมิสก็ถูกนำตัวเข้าไปภายในอาคาร
โถงทางเดินนั้นกว้างขวางประกอบด้วยหลังคาสูง ยามเจ้าหน้าที่ดึงบานประตูปิดลงจึงบังเกิดเสียงก้องไปทั่ว เจ้าหน้าที่พาเขาเดินไปตามทางเล็กน้อยแล้วก็เลี้ยวไปทางด้านขวา เฮมิสอดแหงนมองขึ้นไปตามความสูงของโถงทางเดินนั้นไม่ได้ สองข้างของโถงนั้นเป็นระเบียงสามชั้น แต่ละชั้นมีห้องแบ่งแยกออกไป พวกเขาเดินอีกสักครู่เจ้าหน้าที่ก็นำเขาก้าวเข้าไปยังห้องทางด้านขวามือห้องหนึ่ง ซึ่งมีป้ายติดไว้ว่าเป็นห้องสอบสวน
ห้องนั้นมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับอาคารหลังใหญ่ ภายในมีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งซึ่งมีเก้าอี้วางอยู่ทางด้านหลัง ด้านหน้าโต๊ะตัวนั้นก็มีเก้าอี้ไม้วางอยู่อีกสองตัว ทว่าห้องนั้นไม่มีหน้าต่าง แสงสว่างภายในห้องมาจากตะเกียงที่ถูกจุดไว้ ณ สี่มุมของห้องนั้น เจ้าหน้าที่บอกให้เขาเข้าไปนั่งรออยู่ที่เก้าอี้หน้าโต๊ะตัวนั้น แล้วก็ก้าวออกไปพร้อมกับปิดประตูลง
เฮมิสนั่งรอยู่ครู่หนึ่งก็มีหญิงสาวผมแดงในชุดสีน้ำเงินก้าวเข้ามา
“เฮมิสใช่หรือไม่” นางถามระหว่างที่กำลังปิดประตูแล้วเดินเข้ามานั่งตรงข้ามชายนัยน์ตาสีเงิน
“ขอรับ” เขารับคำ พร้อมกับผ่อนกล้ามเนื้อที่หลัง ปล่อยให้กระดูกสันหลังเอนพิงกับพนักเก้าอี้ มือทั้งสองสานกันที่หน้าตัก
“ข้าชื่อดาเรน เป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง รับหน้าที่สอบสวนเจ้า” หญิงผมแดงแนะนำตัว เฮมิสก็ผงกศีรษะรับทราบ เขารู้ว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีหน้าที่อะไร…รับเรื่องร้องเรียน สืบสวนหาความจริง และนำคนผิดมาลงโทษ
“เจ้าเพิ่งเปิดร้านขายอุปกรณ์เวทมนต์ที่ถนนท้ายเมืองใช่หรือไม่” ดาเรนเริ่มคำถามที่นางเองก็น่าจะมีข้อมูลอยู่แล้ว
“ขอรับ”
“แล้วเจ้าเคยเรียนเวทมนต์หรือไม่”
เขานิ่งไปนิดหนึ่ง แล้วจึงตอบออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เคยขอรับ”
“ศาสตร์ปลุกชีพล่ะ เคยเรียนรึเปล่า”
สายตาของเฮมิสจับอยู่ที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเห็นไหล่นางขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจเข้าออกสองครั้ง
“ไม่เคยขอรับ” เขาตอบออกไป
ดวงตาสีเขียวภายใต้คิ้วเรียวสีแดงหรี่ลง “มีคนร้องเรียนเจ้า บอกว่ามีคนเห็นเจ้าอยู่ในสุสานนอกเมืองทางทิศตะวันตก ตอนที่ศพนักรบหัวขาดลุกขึ้นมาเดิน เจ้าเป็นคนปลุกศพนั่นใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่ขอรับ”
“แล้วเจ้าอยู่ที่สุสานด้วยหรือเปล่า”
“ไม่ได้อยู่ขอรับ”
ดาเรนส่งเสียงคล้ายคำรามในลำคอเบาๆ จากนั้นจึงดันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้
“เจ้ารู้หรือไม่ ถึงเมืองซาเรอุสนี้จะไม่ใช้เครื่องทรมานในการสอบสวน แต่หากถูกจับได้ว่าโกหกหลอกลวงเจ้าหน้าที่ เจ้าจะต้องได้รับโทษทัณฑ์มากขึ้นเป็นสิบเท่า ซึ่งโทษของเจ้าก็คือสร้างความวุ่นวายในเมือง ต้องจำคุกอย่างน้อยสองเดือน”
เฮมิสนิ่งไปอีกครู่หนึ่ง ระหว่างนั้นกล้ามเนื้อที่บ่าทั้งสองก็เกร็งขึ้นเล็กน้อย “รู้ขอรับ” เขาตอบเบาๆ
หญิงผมแดงพ่นลมหายใจออกมา “อย่างนั้นก็ได้ เจ้ารออยู่ในนี้ก่อน” ว่าแล้วนางก็เปิดประตูก้าวออกจากห้องไป
ครั้นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองออกไปแล้ว ทั้งห้องก็เงียบสงัด เฮมิสนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ สายตาทอดลงมองมือทั้งสองข้างซึ่งวางอยู่บนตัก เขาพอเรียบเรียงเหตุการณ์ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเขาหลายอย่าง
ต้องเป็นฝีมือฟาลานแน่ๆ พอหัวหน้านายด่านรู้ว่าเขาไม่คิดจะจ่ายเงินให้ตามที่ร้องขอก็หาเหตุมาใส่ความเขา เฮมิสไม่รู้ว่าฟาลานใช้วิธีใด แต่มันก็เป็นวิธีที่ได้ผล ทำให้ดาเรนเชื่อ และเรียกเขามาสอบปากคำจนได้
แต่เขาก็พอรู้อีกเช่นกันว่าคนอย่างฟาลานไม่ได้ต้องการให้เขาถูกลงทัณฑ์ เพียงแค่ต้องการบีบเขาให้ยอมแพ้และจ่ายเงินเสียก็เท่านั้น
ทว่าเหตุที่ฟาลานเลือกมาใส่ความเขานั้น กลับจะทำให้เขาเดือดร้อนจริงๆ
‘หนีสิ’ เฮมิสสะดุ้งยามได้ยินเสียงแหบพร่าเสียงหนึ่ง ครั้นแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ มันไม่ใช่เสียงใครที่ไหน เป็นเสียงที่ถูกกักอยู่ในหัวเขานี่เอง
‘นั่น…ประตู แค่เดินออกไปเสีย กลับไปที่บ้านแล้วเก็บข้าวของออกจากเมือง เท่านั้นก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีก’ เสียงนั่นเสี้ยมเขา แต่เขาไม่สนใจ เขาไม่ยอมรับมันมานานแล้ว และไม่คิดจะทำในสิ่งที่มันบอกเด็ดขาด
ไม่จำเป็นต้องหนี… เขาบอกกับตัวเอง …ยังมีวิธีอื่นอีก เขาไม่จำเป็นต้องหนี
เฮมิสกัดฟันข่มเสียงในหัวของตน ระหว่างนั้นประตูก็เปิดขึ้น ดาเรนเดินกลับเข้ามาในห้อง
“ผู้ที่กล่าวหายืนยันว่าเห็นเจ้าที่นั่นจริง เจ้าจะว่าอย่างไร” เจ้าหน้าที่เอ่ยขึ้น พลางก้าวมาทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามเขา
“ข้าไม่ได้อยู่ที่นั่น” เขาบอกแล้วจึงเงยหน้าจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย “ผู้กล่าวหาของท่านมีหลักฐานหรือ”
ดาเรนนิ่งไป ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อย สักครู่หนึ่งจึงหุบลง
“เจ้าเล่า มีพยานหลักฐานแก้ต่างหรือไม่”
“ไม่มีขอรับ”
เจ้าหน้าที่บ้านเมืองยื่นหน้าเข้ามาใกล้เขานิดหนึ่ง “คนในร้านของเจ้าเล่า พวกเขาเป็นพยานให้เจ้าไม่ได้หรือ”
นัยน์ตาสีเงินทอดมองนิ้วเรียวยาวที่สานกันอยู่บนตักอีก “ไม่ได้ขอรับ พวกเขาเข้านอนแต่หัวค่ำ”
ดาเรนถอนหายใจยาว “ข้าพยายามจะช่วยเจ้า” นางบอกเสียงเบา “หากเจ้าไม่มีพยานหลักฐานมาแก้ต่าง ข้าก็คงต้องคุมตัวเจ้าไว้ก่อน”
เฮมิสเงยหน้าขึ้นมองหญิงผมแดง “ข้าขอเวลาสามวัน หากภายในสามวันนี้ยังหาหลักฐานแก้ต่าง หรือหาคนทำมาไม่ได้ ข้าจะมารับโทษ”
ใช่แล้ว เขายังมีทาง ยังไม่ต้องหนีไปไหน
###
พบกันใหม่วันเสาร์นะคะ