เกิดมาหนึ่งชีวิต เหนื่อยมาก แต่ไม่ท้อ ขอระบายเฉยๆก็พอค่ะ

ในวันที่เติบโตมาจนถึงวัย 33 ในปีนี้ มีโอกาสย้อนกลับไปมองหลายๆเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนี้ เยอะแยะหนักหนาเหลือเกิน รับฟังปัญหาคนอื่น ช่วยคนอื่นแก้ปัญหามาก็มากมาย ไม่ใช่ว่าปัญหาตัวเองแก้ไม่ได้นะคะ บางเรื่องก็ใช้เวลา บางเรื่องเราควบคุมไม่ได้เปลี่ยนไม่ได้ต้องอยู่กับมันให้ได้เท่านั้นเอง

เกริ่นก่อนว่า เราเกิดในครอบครัวฐานะปานกลาง ในวัยเด็กค่อนไปทางดี พ่อทำธุรกิจ แม่เป็นแม่บ้าน จนเมื่อปี 2540 ที่ใครต่างรู้ดี พังไม่เป็นท่า เราเพิ่งอยู่ ป.3 พ่อทำธุรกิจแต่ด้วยความรู้ไม่สูงมาก จบ ป.4 โดนโกง โดนสารพัด จนมีเหตุต้องแยกกันอยู่กับแม่ซึ่งไม่ได้เลิกกันแต่พ่อต้องไปหางานทำที่อื่น อยู่ในพื้นที่ที่เคยอยู่ไม่ได้เพราะเจ้าหนี้เยอะมาก เอาง่ายๆ ก็คือหนีหนี้ก่อน ส่วนแม่ทำหน้าที่ดูแลเรากับพี่ชาย พ่อคอยส่งเงินให้ เพราะไม่อยากให้พวกเราย้ายโรงเรียนตามพ่อไป เราไม่ได้รู้รายละเอียดอะไรมากเพราะยังเด็กและเข้าใจแบบนั้นมาตลอด พ่อแม่ไปมาหาสู่กันเรื่อยๆ เราไม่มีบ้าน อยู่บ้านเช่าตั้งแต่จำความได้ พ่อเคยซื้อแต่ก็โดนยึด โดนฟ้องล้มละลาย

จนเราเรียนมหาลัย ก็พบว่าพ่อแม่เริ่มไม่ไปมาหาสู่กันบ่อย ก็ด้วยเศรษฐกิจและอะไรหลายๆอย่าง เรากับพี่ชายและพ่อ เช่าบ้านอยู่ใกล้ๆมหาลัยที่เรียน มหาลัยเรากับพี่ชายอยู่ใกล้ๆกัน แม่ก็เริ่มทำงานมาตั้งแต่เราเรียน ม.ปลายเพราะค่าใช้จ่ายเริ่มเยอะขึ้นสำหรับการเรียนมหาลัย สมัยก่อนยังไม่มีการทำงานพาร์ทไทม์หรืออะไร พ่อก็ย้ำตลอดให้ตั้งใจเรียนอย่างเดียว จนพี่ชายเรียนจบ มีงานทำในจังหวัดบ้านเกิด พ่อก็ผลักดันให้พี่ชายซื้อบ้าน 1 หลัง ตอนนั้นราคา 8-9 แสน ครอบครัวเรามีบ้าน 1 หลังแล้ว แต่พ่อยังไม่ได้ย้ายมาอยุ่รวมกันยังคงอยุ่บ้านหลังที่เช่าซึ่งไม่ไกลกับบ้านที่พี่ซื้อ เหตุผลเพราะของเยอะมาก อุปกรณ์การช่าง เครื่องมือช่าง ล้นบ้าน พ่อไม่อยากให้รกบ้านหลังใหม่ อยากให้เป็นบ้านสวยๆ

ช่วงเรียนมหาลัยปี 4 ใกล้จะเรียนจบ มีวิชาโปรเจคตัวเดียว ว่างมาก เราเลยเริ่มลองไปหางานทำเพราะรู้ว่าภาวะทางการเงินในบ้านเริ่มไม่ดี ไม่อยากเป็นภาระ พอได้ทำงานซึ่งเงินเดือนไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่สำหรับเด็กที่ยังเรียนไม่จบ แต่รู้สึกภูมิใจมาก จนไม่มีเวลาไปทำโปรเจคจบ ในความรู้สึกเราตอนนั้นไม่ได้ซีเรียสแล้ว ใจอยากทำงานมากๆ แต่ก็ไม่ได้ลาออกนะ รักษาสภาพนักศึกษาไว้ทุกเทอม จนเทอมสุดท้าย ปี 8 แล้ว พ่อเริ่มบ่น ก็เลยลงทำโปรเจคจนจบ ได้รับปริญญา มีวุฒิแล้วงานอยู่ที่ทำก็เริ่มดี ใช้อัพเลื่อนตำแหน่งได้

เราย้ายมาอยู่กับพี่ชาย พี่ชายไม่มีครอบครัว แต่ด้วยลักษณะนิสัย คือเค้าเป็นคนดี ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ติดพนัน และก็ไม่อะไรอีกเลย ตื่น ไปทำงานกลับบ้านมานอน ไม่ทำงานบ้าน ไม่หยิบจับอะไรเลย บ้านสกปรกรกรุงรัง และเป็นคนไม่สนใจใคร คือบอกให้ทำก็ทำได้ แต่ถ้าไม่บอกก็ไม่ทำและเป็นแบบนั้นมาตลอด ณ ช่วงเวลานี้พ่อยังอยู่บ้านเช่า แม่ยังอยู่อีกที่นึงเพื่อทำงานและต้องการทำจนเกษียณ พี่ชายเป็นคนไม่สนใจใยดีใคร มีแต่เราที่คอยเป็นตัวกลาง สื่อสารระหว่างทุกคน หลังๆมาประมาณ 10 ปี พ่อกับแม่ไม่ติดต่อไม่คุยกันแล้ว คอยถามข่าวคราวกันและกันจากเราแต่ไม่คุยกัน เรารับรู้แค่เค้าคงโกรธอะไรกันแต่ไม่เคยเห็นเค้าทะเลาะกันตั้งแต่จำความได้

งานตำแหน่งใหม่เรา เริ่มเดินทางบ่อยขึ้น ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน เดือนนึงนอนบ้าน 4-5 วัน เอาจริงมันเริ่มกลายเป็นความห่างเหินในครอบครัวแบบบอกไม่ถูก กลับบ้านไปก็ไม่มีใคร พ่อแม่อยู่คนละที่ พี่ชายก็ไม่ได้สนใจอะไร ขนาดเราเป็นผู้หญิงเดินทางต่างจังหวัดคนเดียว ก็ไม่เคยถามถึง มันกลายเป็นความรู้สึกที่เคว้งคว้างบอกไม่ถูกได้แต่หวังว่าวันนึงจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

ส่วนตัวเรา ไม่เคยประสบความสำเร็จเรื่องความรักสักที มีแฟนก็คบได้ไม่นาน1-2ปี ก็เลิก เป็นแบบนี้ตลอด มีเหตุให้เลิกตลอด แต่เราเป็นคนเจ็บไม่นาน มูฟออนไว เพราะค่อนข้างรักตัวเองมากๆ ก็พยายามตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ก็จะขึ้นๆลงๆอยู่ตลอด จนแฟนคนปัจจุบันคบมา 4 ปี ไม่ได้ดีเพอร์เฟค แต่เป็นการคบกันแบบผู้ใหญ่แล้วมีสติมากขึ้นแล้ว เลยคบกันนานที่สุด 1 ปีที่ผ่านมาย้ายมาทำงานมาอยู่กับแฟน ตอนนี้บ้านเรากลายเป็นแยกกันอยู่คนละทางเลย

อาจจะฟังดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไร เรื่องกำลังจะเกิดค่ะ

ประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา พ่อเริ่มป่วยด้วยเบาหวาน ความดัน พ่อทำงานหนักไม่ค่อยได้แล้ว ก็รักษาไปตามอาการ กินยาดูแลตัวเองตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด เราก็ไปๆมาๆคอยดูแล แต่ไม่ได้อยู่ดูแลทุกวัน พี่ชายอยุ่ใกล้ที่สุดก็ด้วยความไม่สนโลก พ่อป่วย แต่ถ้าพ่อไม่โทรไม่ร้องขอความช่วยเหลือไม่เคยไปดู
ช่วงที่พ่อป่วยเป็นเบาหวานก็ยังไม่ได้แย่มากนัก และเมื่อปีที่แล้วปลายๆปี เพิ่งมาตรวจพบว่า ไตไม่ดี

พ่อเข้าออกโรงพยาบาลหลายรอบมาก หมอเริ่มเกริ่นเรื่องการต้องฟอกไต เพราะเสี่ยงที่จะไตวาย จะได้ยืดเวลายืดชีวิตไปได้อีก ก็ยื้อไปยื้อมา หาหมอ เข้าๆออกๆโรงพยาบาล เจาะเลือดทุก 14 วัน ผลเลือดดีขึ้นบ้างแย่ลงบ้าง แต่เราสังเกตุลักษณะ อาการของพ่อก็บอกได้เลยว่าไม่ได้ดีมากนักหรอก พ่อก็จะบอกแต่ไม่เป็นไร แต่ในความเป็นผู้หญิง เรารู้ว่าต้องแย่กว่านั้น

และเมื่อวันที่ 31 ธันวา เรากลับบ้านช่วงปีใหม่ 10 วันตั้งแต่ 25 ธันวา วันที่ 31 พ่อเรียกไปคุย ซึ่งก่อนหน้านี้เราคิดอยู่ตลอด ไม่ได้แช่งแต่ก็มีการเตรียมการว่าจะทำอะไรยังไง และพ่อก็เรียกไปคุยเฉพาะเราคนเดียว เราจะสนิทกับพ่อที่สุด ลักษณะนิสัยแบบพ่อ บางเรื่องไม่ต้องคุยก็เข้าใจกัน เราพอจะรู้ว่าพ่อจะคุยเรื่องอะไร และก็จริงแบบที่คิด

พ่อถามว่าวางแผนชีวิตไว้ยังไงบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย เคยวางแผนไว้ไหมตั้งแต่เห็นพ่อป่วยไม่สบาย เราก็บอกคิดตั้งแต่เริ่มเข้าโรงพยาบาลแล้ว
ปัญหาใหญ่ๆคือ พ่อต้องมีคนดูแลโดยเฉพาะถ้าพ่อฟอกไต แต่ตอนนี้ไม่มีคนละทิศละทางเลย เราก็บอกว่าต้องการให้พ่อย้ายไปอยู่บ้านพี่ชาย ขายของเครื่องมือทุกอย่างในบ้านเช่าทิ้ง มันเยอะแบบเยอะมากจริงๆ แล้วพ่อก็ย้ายไปแค่ตัวพ่อ เสื้อผ้าก็พอ

คุยไปคุยมาจนได้ความอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเราคิดมาตลอดว่า พ่อเหมือนมีครอบครัวใหม่มาสักพักแล้ว เพราะดูไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต จนพ่อเริ่มเล่าให้ฟัง ทุกปัญหาที่เราไม่รู้ พ่อมีอีกครอบครัวจริงๆ ประมาณ 10 กว่าปีมาแล้ว อยู่อีกจังหวัดนึง แต่ไปๆมาๆ มีลูกด้วยกัน 1 คน ตอนนี้ 10 ขวบ ทางนั้นมีลูกติดสามีตาย 2 คน โตแล้วตอนนี้ทำงานแล้ว พ่อก็เริ่มเล่าปัญหากับแม่ว่ามีปัญหาอะไรกัน จนถึงปัจจุบัน พ่อบอกที่ประคับประคองปกปิดมาทุกอย่างเพราะไม่อยากให้กระทบจิตใจพวกเราในวัยที่ยังเด็ก ไม่มีวุฒิภาวะมากพอ แต่วันนี้วันที่พ่อป่วยพ่อจำเป็นต้องบอก เพราะเค้าจะเป็นคนที่ดูแลพ่อได้ตอนพ่อป่วย เค้าไม่เคยทิ้งพ่อไปไหน ไม่เคยมาก้าวก่าย แสดงตัวอะไร พ่อเลยบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายหรืออะไร ก่อนหน้านี้เรากังวลมากเรื่องค่าใช้จ่ายรักษาพ่อ 

พ่อเลยบอกว่าให้จัดการตามนี้ ขายข้าวของให้หมด ส่วนที่เหลือจะขนไว้บ้านพี่ชาย และพ่อจะไปอยู่กับทางนั้นเพื่อรักษาตัวและมีคนดูแลตลอด ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อ ปัญหาคือ พี่ชายและแม่ไม่รู้เรื่องนี้ ความรู้สึกหนักอึ้งอยู่ที่เราคนเดียว พ่ออยากให้เราไปคุยกับพี่ชายให้เข้าใจก่อน แต่ส่วนตัวเรา เรารู้ว่าเค้ารับไม่ได้แน่นอน  เค้าเป็นคนทื่อๆ ชนิดที่ว่าโลกนี้มีแค่ถูก กับผิด เหตุผลอะไรเรื่องอะไรไม่เข้าใจ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจใคร เราเลยบอกพ่อว่า เราจะไม่บอกทั้ง 2 คน ทั้งแม่และพี่ชาย คงปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ที่เราแค่คนเดียว

เราก็เลยถามว่าถ้าพ่อไปอยู่ทางนุ้นแล้วเกิดเสียชีวิตที่นู่นจะทำยังไง พ่อก็บอกให้จัดการที่นู่นเลย แต่พ่อก็จะไปๆมาๆเหมือนเดิม ถ้ามาเสียที่จังหวัดบ้านเกิดก็แล้วแต่เราเลยจะจัดการยังไง ก็จัดการพูดคุยทุกๆเรื่อง ไม่ใช่เราไม่เสียใจนะ ความรู้สึกตอนนั้นเมือนฟ้าผ่าลงมา มันหนักอึ้งไปหมด ว่าเรื่องที่เคยคิดคือเรื่องจริง แต่ไม่ได้พูดอะไรมาก เพราะพ่อป่วยกลัวจะคิดมากไปอีก เราจะไม่มีครอบครัวที่พร้อมหน้าอีกแล้ว ที่เคยหวังไว้คือรู้แล้วว่าไม่มีทางเป็นไปได้ 
แต่พ่อพูดแล้วเหมือนพ่อโล่งใจ เหมือนสิ่งที่อยู่ในใจมันหมดลงแล้วน้ำเสียงสบายใจขึ้นเราก็ดีใจ 

ปัญหาระหว่างพ่อกับแม่ที่สะสมมาตลอด คือเค้าแต่งงานกันเร็ว ไม่ได้ศึกษาดูใจกันนานมาก แต่งกันเพราะรับผิดชอบ พยายามปรับกันมานานก็ไม่ลงตัวสักที จนไปกันไม่ไหว แต่เค้าไม่เคยทะเลาะกันให้เราเห็นเลย เราเลยไม่รู้ เราก็พยายามมองเป็นเรื่องธรรมดา ที่คนเราไปกันไม่ได้ก็เลิกรากัน สมัยนี้อาจจะไม่แปลกมาก แต่สำหรับเราก็หนักอยู่เพราะครอบครัวอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตามาตลอด 

อีกเรื่องคือ งานแต่งงาน ที่พ่ออยากจะเห็นก่อนจะไม่ได้เห็น เราก็รับปากไว้ กลับมาคุยกับแฟนว่าปีนี้จะแต่งงานให้พ่อเห็น จัดงานเล็กๆพอเป็นพิธี ให้ผู้ใหญ่รับรู้พอ ก็แพลนกันไว้กลางๆปี กำลังเตรียมงานกันอยู่แต่ยังไม่ได้ไปดูฤกษ์เพราะยังไม่ว่าง ก็ดูแค่งานคร่าวๆกันอยู่ โทรคุยกับพ่อบ้าง ถามเรื่องพิธี ชีวิตก็ดูเหมือนกำลังผ่อนคลายมีความสุข ช่วงนี้พ่อก็ไปอยู่บ้านนู้นอีกจังหวัดนึง เราก็โล่งใจเพราะพ่อมีคนดูแลใกล้ชิด 

จนถึงเมื่อวาน พ่อโทรมาบอกเรื่องใหญ่แล้ว พ่อไปหาหมอมา พ่อต้องฟอกไตด่วนแล้ว ค่าไตพ่อสูงมาก เสี่ยงไตวายแล้ว แต่พ่อต้องกลับมารักษาที่นี่ คือที่จังหวัดบ้านเกิด พ่อเดินทางกลับมา และถามเราว่าพ่อจะทำยังไงดี พ่อต้องฟอกไตซึ่งเป็นสิ่งที่กลัวมาก และการกลับมาที่บ้านเกิดก็มีแค่พี่ชายไร้หัวใจ คนเดียวไม่มีคนดูแล ต้องรักษาสักพักถึงจะทำเรื่องส่งตัวไปจังหวัดนู้นได้ ณ เวลานี้ที่พิมพ์กระทู้อยู่ พ่อก็อยู่โรงพยาบาล พี่ชายพาไป ณ ตอนนี้หมอเจาะเลือด เอ็กซเรย์ และนอนโรงพยาบาล 1 คืน และหมอจะนัดเจาะช่องท้องประมาณปลายเดือน เราตั้งใจจะกลับไปช่วงที่พ่อเริ่มฟอกไต เพราะขั้นตอนยุ่งยาก จะไปดูแลในช่วงนั้น ส่วนบ้านนู้นก็มาเยี่ยมไม่ได้เพราะทางนี้พี่ชายก็ยังไม่รู้ รวมถึงญาติพี่น้องคนอื่นๆด้วย 

ตอนนี้ไม่อยากให้มีอะไรกระทบจิตใจจพ่อเลย เราก็รู้สึกแย่นะ ที่ไปดูแลได้ไม่เต็มที่ ในวัยทำงานแบบนี้ เงินทองก็ไม่ได้มีมากไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้ทำงานก็ไม่มีเงิน หลายๆอย่างกดดันมาก เครียด นอนร้องไห้ แต่แปบนึงก็ต้องฮึบ ต้องอดทน ต้องสู้ ต้องให้กำลังใจ ต้องหาเงิน ต้องแบกความรู้สึกอะไรเต็มหัวไปหมด แต่อย่างที่บอกหัวกระทู้ ว่าไม่ท้อค่ะ งานแต่งงานก็พับโครงการไปก่อน ถ้าพ่อป่วยต้องฟอกไตก็คงไม่สะดวกทั้งกายและใจแล้ว เหนื่อยค่ะ เหนื่อยมาก มาบ่นขอกำลังใจเฉยค่ะ 

ขอบคุณมากถ้าใครอ่านมาจนจบค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่