ขอปรึกษาค่ะ

ขอคำปรึกษาค่ะ
1.ระหว่างส่งตัวคนไข้ไป รพ. 1669 ได้มีการเปลี่ยนเส้นทาง ระหว่างทางไป รพ.Aซึ่งเป็นรพ.ตามสิทธ์ประกันสังคมของคนไข้ ทั้งที่ รพ.Aตอบรับการรับตัวแล้ว
1669พาไป รพ.B เป็นรพ.เอกชน 1669 ให้เหตุผลว่า รพ.B อยู่ใกล้กว่า และเอาความปลอดภัยไว้ก่อน เอาไปดูอาการก่อน
ส่งไปด้วยอาการเหนื่อยหอบ หายใจเองไม่ได้
ไม่เคยรักษากับ รพ.A ค่ะ
เขามีโรคประจำตัวอะ ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย
ทั้งนี้ทั้งนั้นคนไข้ยืนยันจะไป รพ.B เพราะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย คนไข้มักจะเข้า รพ.และต้องอยู่รักษาตัวประมาน 2 อาทิตย์ เป็นอย่างต่ำ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา จึงมีความกังวลใจในเรื่อง
ตัวคนไข้มีสติครบถ้วนแต่ก็มีอาการเหนื่อยหอบ
ขอขยายความอีกนิด
23:00 โทรหา 1669 มีการถามอาการซักประวัติ แล้วบอกจะมีเจ้าหน้าที่โทรมา
23:20 เจ้าหน้าที่โทรมาซักประวัติ
23:30 เจ้าหน้าทีโทรมาบอกกำลังประสานงาน
23:50 อาสากู้ภัยมาปฐมพยาบาลเบื้องต้น ออกซิเจนต่ำ 50 กว่า
00:14 รถ1669มา
00:45 นำตัวส่ง รพ.ออกจากบ้านมาจอดบนถนน เพื่อประสานงานให้ รพ.รับตัว จนท.คุยเรื่องมีสิทธิหัวใจหยุดเต้น คนไข้มีสติไม่ยอมใส่ท่อช่วยหายใจ ออกซิเจนขึ้นมา 80 ตามสิทธิประกันสังคมรับตัว ตอนแรก รพ.ปฏิเสธการรับตัว พอรถออกตัวไป ในระหว่างทาง ศูนย์บอก ให้ไป รพ.B จึงต้องกลับรถ เลี้ยวอ้อมวงเวียน แล้วก็กลับรถอีกรอบ รพ.ตามสิทธิ์ ตรงไปเรื่อยไป เลี้ยว 1 ครั้ง ถึงเลย ระยะห่างเท่าๆ กัน ทั้ง2 รพ.
01:05 แอดมิท
แล้วถนนแทบจะไม่รถอยู่แล้ว







2.พอมาถึง รพ.B เข้าห้องฉุกเฉินไป ได้ยินเสียงคนไข้บอกย้าย รพ. ไม่ใส่ท่อ ญาติอยู่หน้าห้อง
30นาที-1ชั่วโมง หมอมาตามญาติเข้าคุยกับคนไข้ พอเข้าไปประมาณ 30 วิ คนไข้ก็ยอมใส่ท่อช่วยหายใจ ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ย้ายคนไข้เข้าห้อง icu และรับกระดาษรายละเอียดของที่ต้องซื้อ เช่น แพมเพิส กระดาษทิชชู ถุงมือ ของใช้ผู้ป่วย

รพ.Bรักษาคนไข้ และประเมินว่าวิกฤต ใช้สิทธิ์ UCEP แต่มีการเรียกเก็บเงิน 11,800บาท บอกว่าเป็นค่าฟอกไตค่าฟอกเลือด และคนไข้ได้รับการผ่าตัดช่องท้องแต่ยังไม่ได้ปิดแผล ซีลแผลไว้
วินิจฉัยว่า ลำไส้ขาดเลือด ได้รับการผ่าตัดต่อลำไส้ ปอดอักเสบ ไตวายเรื้อรัง หัวใจเต้นผิดปกติ ติดเชื้อในกระแสเลือด การรักษาแบบประคับประคอง
รพ.B ตัดสินใจผ่าตัดช่องท้อง แล้วทำไมถึงไม่ผ่าตัดปิด และทำไมรพ.A ยังไม่รีบผ่าตัดปิดช่องท้อง ตรงนี้หมอกับรพ. เขาอธิบายไว้ว่า
ลิ่มเลือดอุดตันต้องผ่าตัดด่วน
และยังไม่ตัดปิดเพราะบอกว่าจะอาการของลำไส้ก่อน
ย้ายมาAเค้าก็บอกว่าดูตามอาการ
พยาบาลให้น้ำเกลือคนไข้แต่น้ำเกลือไม่เข้าเส้นมีอาการบวมอักเสบที่มือ(อักเสบขึ้นทุกวัน) เพราะ รพ.Bเรียกเก็บเงินจึงทำให้ญาติต้องย้ายคนไข้ไป รพ.A ทั้งที่ยังอยู่ไม่ครบ 72 ชั่วโมง
การย้ายจาก B มา A
หมอให้ยาลดการเต้นจังหวะของหัวใจด้วยค่ะ
มีการเรียกเก็บเงินทั้งที่ใช้เกณฑ์ UCEP และเป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้ต้องย้าย รพ.
ญาติโดนกดดันเรื่องเงินทุกวัน
วันที่ 3 ประมาณ 13:00 เจ้าหน้าบอกให้ญาติไปคุยกับการเงิน
การเงินบอกว่าถ้าจ่ายยอดนี้เป็นอันจบกัน
แต่ถ้าไม่มีก็จ่ายมาสัก1,000 เพื่อทำสัญญาลงนาม
ได้สัญญาลงนามมา 1 ฉบับ  ใบเสร็จ 1,000 รายละเอียดระบุว่า ค่ารักษาพยาบาล
โดยที่ไม่ได้ให้ใบลงละเอียดค่าใช้จ่ายมาเลย


วันแรกที่เข้า รพ.
9 โมง พยาบาลโทรมา บอกจะคุยเรื่องการย้าย รพ.และอาการคนไข้ ญาติถามของที่ต้องซื้อพยาบาลบอกให้ญาติซื้อแค่แพมเพิส
10 โมง เวลาเยี่ยม เข้าพบหมอ คุยกับหมอเรื่องอาการคนไข้ มีอาการเลือกเป็นกรด ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เชื้อลงปอด มีอาการอื่นรักษาตามอาการ รักษาแบบประคับประคอง ญาติโดนว่าเรื่องไม่พาคนไข้ไปฟอกไต ญาติเองก็ป่วยเหมือนกัน คนไข้ก็ไปฟอกไตที่คลินิกไม่ไหว
ญาติเยี่ยมคนไข้ คนไข้ยังมีแรงเขียนใส่กระดาษชันเข่าเขียน มีทั้งกระดาษที่คนไข้เขียน ทั้งคลิปที่คนไข้เขียนบนมือญาติ ที่แสดงให้เห็นว่าคนไข้มีเรี่ยวแรง
ตอนบ่ายฟอกไตครั้งที่ 1

นักสังคมสงเคราะห์เป็นคนแจ้ง ญาติได้รับแจ้งค่าใช้จ่ายที่อยู่นอกเหนือ Ucep ว่าในฟอกไต1ครั้ง จะอยู่6,000-8,000 บาท
แต่ญาติก็โดนพยาบาล มาบอกเรื่องค่าใช้จ่ายทุกวัน

วันที่ 2
9 โมง พยาบาลโทรมาบอกว่าจะคุยเรื่องย้าย รพ. กับอาการคนไข้
10 โมง ญาติคุยกับหมอ หมอบอกคนไข้มีอาการปวดท้อง จะผ่าตัดแบบส่องกล้อง และไม่ได้ย้าย รพ.
ก็ได้คุยทั้งหมอผ่าตัด หมอวิสัญญี
ตอนคุยกัน คนไข้ต้องฟอกไตวันนี้เป็นครั้งที่2
ญาติมีอาการโวยวายปนตัดพ้อเล็กน้อย ว่าทำไมส่งตัวคนไข้มาที่นี่ แล้วก็หาเช้ากินค่ำได้วันละ300-400 จะเอาตรงไหนมาจ่าย
หมอวิสัญญี บอกว่าคนไข้ร่างกายอ่อนแรง อาจเสียชีวิตระหว่างผ่าตัดได้ คนไข้ผ่าตัดแต่ยังไม่ได้ซีลแผล เพราะหมอยอกว่าจะรอดูอาการลำไส้ก่อนว่าจะฟื้นตัวหรือตัดเพิ่ม
เที่ยงๆ ญาติโดนพยาบาลพูดไม่ดีใส่ โดนต่อว่าหน้าญาติคนอื่นๆ  โดนพยาบาลตะคอกใส่ว่าให้ไปไม่ซื้อของใช้ให้คนไข้ ต้องไปเอาของใช้จากเตียงอื่นมาให้ใช้ก่อน ญาติเลยตอบโต้ว่าตอนแรกเจ้าหน้าที่บอกจะย้าย รพ. ญาติเลยไม่ได้ซื้อ พยาบาลเข้าห้อง icu ไป
ตอนแรกญาติก็งงว่าต้องซื้ออะไรในเมื่อซื้อแพมเพิสแล้ว ญาติเลยไปหาซื้อทิชชู่เปียกแห้ง สบู่เหลว มาให้
และเข้าเยี่ยมรอบเย็น ก็ได้มีการไถ่ถามอาการ ว่าสภาพเป็นแบบนี้จะย้ายได้หรอ กลัวกระทบร่างการตอนเคลื่อนย้าย ย้ายได้ไม่ได้อยู่ที่ดุลพินิจของหมอ
อาการมือบวมญาติสังเกตุเห็นในวันที่สองและแจ้งพยาบาล ทักท้วงตอนพยาบาลฟอกไตมาหน้าที่ ซึ่งญาติก็ไม่รู้ว่าคนไข้เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่
ญาติเองก็มีคำถามเหมือนกัน ก็เห็นพยาบาลคอยเดินดูก่อนหน้านี้ เขาไม่สังเกตเลยหรอ พยาบาลห้องไอซียูเอาถุงเจลมาประคบ

วันที่ 3 ได้รับแจ้งว่าย้าย รพ. และไปจ่ายเงินก่อนย้าย

ในระหว่างที่รักษาตัวอยู่ รพ.B หมอกับพยาบาลมักบอกว่าทำเต็มที่ ช่วยเต็มที่แล้ว

ญาติได้มีการคุยโทรศัพท์กับคนอื่นที่มุมทางเดินถึงเรื่องที่ 1669 ส่งตัวคนไข้มาที่นี่



3.ย้ายมารพ.A ระหว่างเคลื่อนย้าย มีทั้งการจราจรติดขัด ถนนขรุขระจากพื้นถนนในเลนขวา
อาจกระทบอาการคนไข้
คนไข้มีอาการเจ็บปวดทุรนทุรายตั้งแต่ววันแรกที่มาถึง อาการก็ทรุดลงเรื่อยๆ ที่มือก็อักเสบขึ้น และการดูแลคนไข้ไม่ค่อยดี คนไข้นอนตกหมอน ต้องเรียกพยาบาล 2-3 ครั้ง กว่าจะมา เค้ายืนคุยกันหน้าห้องไม่ได้กำลังดูคนไข้คนอื่นอยู่ และยังเรื่องอื่นๆอีก คนไข้ย้ายมา รพ.A 4วัน คนไข้เสียชีวิต
แพทย์ลงความเห็นเสียชีวิตว่า ติดเชื้อในกระแสเลือด

วันแรก คนไข้มีอาการทุรนทุราย ญาติทักท้วงพยาบาล พยาบาลบอกเดี๋ยวไปเอาแก้ปวดมาฉีกให้ ญาติถามอาการที่มือ พยาบาลถามญาติกลับว่ามือห่อมาตั้งแต่ก่อนส่งตัวใช่มั้ย ญาติไม่แน่ใจ
เพราะตอนเคลื่อนย้ายกลับมาถึงแล้วเข้าห้องฉุกเฉิน ญาติแทบไม่เห็นมือคนไข้ ไม่ได้สังเกตุ
พยาบาลถามญาติถ้าคนไข้หัวใจหยุดเต้นปั๊มมั้ย ญาติตอบปั๊ม คนไข้อาการหนักยิ่งปั๊มก็ยิ่งเจ็บ แล้วถามเตรียมใจไว้มั้ย นี่บอกคนไข้จะดีขึ้น 100%
คือบางอย่าง จนท.ต้องมาพูดแบบนี้ด้วยหรอ แล้วพูดแบบปกตินะ โดนเหยียดอะมันรับรู้ด้วยความรู้สึก
แล้วไม่ได้มีใบมาเซ็นปฏิเสธการรักษาหรือยุติการรักษาสักหน่อย
แล้วคนไข้เขาทุบเตียงดีดดิ้น จนท.มาถามญาติอีกทำไมคนไข้ถึงดิ้นเยอะ นี่บอกก็เค้าผ่าตัดยังไม่ได้เย็บไหนจะเดินทางอีก เลยทำให้กระทบกระเทือน
จนท.บอกเดี๋ยวเอาแก้ปวดมาฉีดให้
ตอนนั้นคือข้องใจนิดหน่อยแล้ว จนท.ต้องได้รับรายงานการรักษาสิ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ แต่ก็คิดว่าเค้าต้องดูคนไข้เลยไม่คิดอะไร
วันที่ 2 เจ้าหน้าที่โทรมาแจ้งค่าใช้จ่ายและฟอกไตครั้งที่ 1 ญาติเยี่ยมคนไข้ พยาบาลถามเรื่องเส้นทำที่ไหน เลยบอกทำที่นี่ แต่พยาบาลบอกชื่อหมอผิด นี่เลยบอกหมอที่ทำชื่อนี้ พยาบาลดูเหมือนไม่พอใจสักเท่าไหร่
พยาบาลโทรให้คุยสายกับหมอ เข้าไปเยี่ยมตอนฟอกไตเลยสอบถามทำไมมาฟอกไตที่อก พยาบาลบอกแทงเส้นที่แขนไม่ขึ้นเลยมาฟอกอกคนไข้ความดันต่ำ
จะทำให้เส้นเสียต้องทำใหม่
พยาบาลบอกว่าให้ยานอนหลับ คนไข้ตื่นและตกหมอน เรียกพยาบาล 2-3 ครั้ง พยาบาลถึงมาขยับให้ แล้วบอกว่าคนไข้ชอบดิ้น ญาติเองก็เศร้าใจที่เห็นอาการคนไข้แล้วยังต้องมาฟังพยาบาลว่าอีก ญาติไม่ขยับหมอนเองเพราะกลัวโดนสายอุปกรณ์การแพทย์ และกลัวจะนำเชื้อโรคไปให้คนไข้ คนไข้บอกหนาว ญาติจึงบอกพยาบาลคนไข้ขี้หนาว พยาบาลปรับแอร์ให้ ญาติเชิญโดนให้กลับก่อนหมดเวลาเยี่ยม พยาบาลจะเช็ดตัวให้คนไข้ ทั้งวันพึ่งมาเช็ดได้ยินพยาบาลพูด ก็มีแอบคิดในใจว่าเราอยู่เราเห็นยังจากนี้ ถ้าตอนเราไม่อยู่เค้าจะปฏิบัติยังไง
ตั้งแต่คนไข้ใส่ท่อช่วยหายใจ จะต้องส่งคำถามไป คนไข้จะกระพริบตาให้ หรือบางทีก็ใช้มือทุบเตียง
คนไข้โดนมัดมือและเท้าตั้งแต่ รพ.B โดยให้เหตุผลว่าคนไข้ดิ้น
วันที่ 3 ไปเยี่ยมคนไข้ ซื้อของใช้ไปให้
และเยี่ยมคนไข้คนไข้หลับเกือบชั่วโมง จนจะหมดเวลาเยี่ยม 5 นาทีสุดท้าย คนไข้ตื่นมา
ญาติเองก็สังเกตุเห็นอาการที่มือมันอักเสบตั้งแต่วันที่ 2 แล้ว และวันที่ 3 ที่เห็นคือเอาผ้ามาพันและแผ่นรองซับมาปูใต้มือ แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไร รักษาตัวอยู่ รพ. อยู่กับหมอกับพยาบาลยังไงก็ไม่เป็นไร
วันที่ 4 ญาติไม่ได้ไปเยี่ยม แต่โทรไปหาและสอบถามอาการ พยาบาลบอกว่าคุณหมอพูดว่า ถ้าอาการดีกว่านี้จะผ่าตัดปิดช่องท้อง
ญาติก็เริ่มใจชื้นขึ้นมาหน่อย
วันที่ 5 เจ้าหน้าที่ โทรมาแจ้งค่าใช้จ่ายฟอกไตครั้งที่ 2 ตอน 9 โมง
9 โมง ครึ่ง พยาบาลโทรมาบอกว่าคนไข้หัวใจหยุดเต้น กำลังปั๊มหัวใจให้รีบมา
เกือบ 10 โมง พยาบาลโทรมาบอกว่าคนไข้หัวใจไม่ตอบสนอง หัวใจหยุดเต้น
ให้เวลา 2 ชั่วโมง
ญาติจึงฝากศพไว้ก่อน แล้วนำไปประกอบพิธี
ญาติยังไม่มีเงินจ่าย จึงขอมาจ่ายวันพรุ่งนี้
เจอเจ้าหน้าที่การเงินพูดลั่นห้องว่าไม่ได้ต่อหน้าคนอื่นๆ ทั้งที่ยังไม่ได้ดูใบให้ดี เจ้าหน้าที่ๆ พามาบอกว่าบวกค่าฝากศพแล้ว
ในใบมรณบัตร ระบุ 4 วัน


ทำไมญาติต้องมาโดนเจ้าหน้าที่ รพ. พูดตะคอกเสียงดังพูดให้อับอาย เจ้าหน้าที่ รพ.เอกชน


คนไข้เป็นทั้งผู้ปกครองและเสาหลัก
ญาติป่วยเป็นซึมเศร้ามาหลายปี
ถูกเลี้ยงดูและปฏิบัติแบบเด็ก ทำให้การคิดการอ่านไม่เฉียบขาด
ปัจจุบันญาติยังเรียนอยู่

ญาติป่วยเป็นไข้หวัดสายพันธุ์ A
คนไข้ติดจากญาติ
จึงทำให้ร่างกายและการตัดสินใจของญาติไม่ดีไม่ดีในช่วงนั้น

ตอนไข้อยู่ รพ.B ญาติเฝ้าตั้งแต่เช้าถึงค่ำ
พอย้ายมา รพ.A ญาติเยี่ยมแค่ช่วงเย็น
เพราะญาติเองก็อ่อนล้ามากแล้ว รวมทั้งคนไข้เคยแอดมิท รพ.A มาก่อน
ตอนแอทมิดครั้งก่อนประมาณ 3 ปีที่แล้ว อาการคล้ายกับครั้งนี้ คือ อาการอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย อาเจียน
หลังจากออกจาก รพ. มา คนไข้เล่าให้ฟังว่าดูแลไม่ค่อยดี เช่น เอาข้ามาให้กิน กินไปหน่อยนึง โดนตามไปฟอกไต ขึ้นมาหลังจากฟอกไตพยาบาลเก็บข้าวไปแล้ว เช็ดตัวทั้งที่เปิดแอร์เปิดพัดลมอากาศเย็น คนไข้สติไม่ดีมาอยู่ห้องเดียวกัน โวยวายตลอด เป็นคำบอกเล่าจากคนไข้ 
พอป่วยรอบนี้คนไข้ไม่ยอมไป รพ.ด้วยเหตุผลข้างต้น รวมถึงเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย หมอนัดผ่าตัดเอาเส้นฟอกไตที่อกออกสิ้นเดือน คนไข้ป่วยต้นเดือน จึงทำให้คนไข้ลังเลใจ
คนไข้พึ่งพาตัดเส้นฟอกไตที่แขนมาได้ครึ่งปี

ญาติเองก็ทั้งสับสนทั้งอ่อนไหวทางความคิด เพราะญาติเองสูญเสียบุคคลที่รักไป
ไม่ได้อยากโทษ รพ.หมอ พยาบาล
ในทางกลับกันญาติก็โทษตัวเองที่พาไป รพ.ช้า หรือเรื่องที่ต้องย้าย รพ.
และกลัวว่าความผิดพลาดในครั้งนี้จะเกิดจากตนเอง
ในตอนที่ยังไม่ย้าย รพ. ถึงจะแพง แต่คนไข้อาการค่อยๆ ดีขึ้น ถ้าไม่นับเรื่องมือ
พอย้าย รพ. คนไข้ทรุดตัวอย่างชัดเจน คนไข้ดิ้นแค่วันแรกหลังจากนั้นนอนนิ่งๆ ปกติคนไข้จะชันเข่า จะกะดุกดิกตัวเพราะปวดเมื่อย

ตั้งแต่แรกคนไข้ยืนยันจะไปรักษา รพ. ตามสิทธิ์ประกัน ก็คือ รพ.A คนไข้บอกทั้ง 1669 บอกทั้ง รพ.B ตอนที่ยังไม่ได้ใส่เครื่องช่วยหายใจ

ญาติเองก็อยากพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่ญาติไม่รู้ไม่เข้าใจวิถีตรวจสอบ

แล้วก็หนูจำชื่อจำหน้าพยาบาลไม่ได้ คงต้องยึดจากคนดูแลที่เขียนในประวัติการรักษาเป็นหลักค่ะ


เหตุการณ์ผ่านมา 2-3 เดือนแล้วค่ะ


มันพอจะมีน้ำหนักการฟ้องร้องหรือร้องเรียนบ้างมั้ยคะ คือในทุกเหตุการณ์ มีเสียงที่บันทึกไว้บ้าง มีรูปถ่ายบ้าง แต่ไม่ได้ต่อเนื่องมากสักเท่าไหร่
หลักฐานเช่นรูปมือ คลิปเสียงตอนพยาบาลบอกแทงน้ำเกลือแล้วมันลีฟ

ขอความกรุณาชี้แนะด้วยนะคะ

ขอบคุณพระคุณล่วงหน้านะคะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่