ตอนอยู่ป.6เราเคยเเอบชอบคนคนนึงคะ เป็นเด็กต่างโรงเรียน ครูในโรงเรียนเชิญชวนให้มาร่วมทีมฟุตซอลซึ่งไปเเข่งในระดับภาค (อันที่จริงเเอบมองเค้าตั้งเเต่กีฬาสีตอนเเข่งวิ่งละ)เเต่ตอนเเรกไม่มั่นใจว่าคนเดียวกันมั้ย พอมารู้ชื่อจริงคือใช่เลย(อย่าหาว่าเราโรคจิต^^)หลังจากนั้น ก็เเอบมองเค้าตลอด โรงเรียนเค้าจะเลิกเรียนก่อน เเล้วก็มาที่โรงเรียนเราเพื่อรอซ้อมฟุตซอล โชคดีไปอีกเพราะหน้าห้องของเราเป็นโต้ะไม้หินอ่อน เค้าจะมานั่งตรงนั้นประจำ เเล้วโต๊ะที่เรานั่งเรียนก็อยู่ขอบประตูพอดี คือพอเค้ามาถึงเเล้วนั่งที่โต๊ะหินอ่อน อิเราก็ไม่เคยตั้งใจเรียนเลย มองเค้าไปยิ้มไป โครตเขิน
เเล้วที่พีคกว่านั้น วันสอบONETเราได้สอบห้องเดียวกับเค้า โครตมีกำลังใจในการสอบ

วันเข้าค่าย พอลงจากรถอย่างเเรกที่ต้องทำคือ มองไปยังโรงเรียนของเค้าว่ามาถึงหรือยังไรงี้
พอสอบเข้าม.1ก็ภาวนาให้เค้าสอบโรงเรียนเดียวกับเรา เเล้วคำขอก้อเป็นจริง เเต่ก็เเอบเสียดาย ว่าทำไมไม่อยู่ห้องเดียวกัน
จากนั้นเราเริ่มส่องเฟสเค้า ส่องบ่อยมากกกก(โชคดีที่ชื่อเฟสไม่ยาก หาง่ายหน่อย)
ส่องยันก่อนนอน ส่องไปยิ้มไป ตอนเข้าเเถวก็เเอบมอง เเต่มีครั้งนึงเกือบโป๊ะ เพราะเพื่อนที่นั่งข้างๆมันสังเกตุ เเต่รอดมาได้เพราะความชอบเเถของตน
จนกระทั่งเพื่อนเราตอนประถมซึ่งอยู่ห้องเดียวกับเค้าพูดกับเพื่อนอีกคนว่า “เค้ามีเเฟนเเล้ว”(เหมือนหัวใจจะขาดรอนๆ)ตอนนั้นใกล้จะปิดเทอมใหญ่เเล้ว เเล้วเราพยายามจะตัดใจ เเต่ก็นานเนอะว่าจะทำใจได้ ซึ่งส่วนตัวเป็นคนขี้อาย เงียบๆ เลยไม่เคยบอกกับใครว่าเเอบชอบคนนั้น เเละหลังจากนั้นก็ตัดใจได้เเล้ว คิดซะว่าเราที่เป็นฝ่ายรู้จักเค้า เเต่เค้าไม่รู้จักเรา เหมือนเพ้ออยู่ฝ่ายเดียวเเล้วมันเหนื่อย
กระทั่งเราขึ้นม.4 พออ่านรายชื่อคนที่อยู่ห้องเดียวกับเรา เเล้วไปสะดุดกับชื่อท้ายสุด คือชื่อเค้า ความรู้สึกเหมือนจะดีใจ เเต่ก็ไม่รู้จะดีใจไปทำไม จนถึงวันประถมนิเทศ พอได้เห็นหน้าเค้าซึ่งคือหนึ่งในสมาชิกห้องเดียวกับเรา เหมือนความรู้สึกนั้นมันวนมาที่เดิม ทำให้นึกได้ว่า คนคนนี้เราเคยเเอบชอบเค้านะ
พออยู่ห้องเดียวกันได้รู้นิสัยเค้ามากขึ้น ตอนเเรกที่เปิดเทอมมาใหม่ ไม่เคยพูดกันเลย คือเค้าจะพูดกับเราเเล้วเรื่องการบ้านไรงี้เเต่เราเป็นฝ่ายที่เดินหนีซะเอง(ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน) เวลาครูสุ่มเลขที่เพื่อตอบคำถามเเบ้วสุ่มได้เลขที่เค้า เค้าพูดเร็วมากกซึ่งมันดู“น่ารัก”มากกกก
เเต่ตอนนี้ก็พูดกันมากขึ้น เวลาคุยกันก็....เขินนิดๆ เเต่เราไม่อยากให้ความรู้สึกกลัยไปเเบบเดิมเเล้วอะ มันเหนื่อย เราจะทำอย่างไรดีคะ
สับสนกับความรู้สึกตนเอง ทำไงดี
เเล้วที่พีคกว่านั้น วันสอบONETเราได้สอบห้องเดียวกับเค้า โครตมีกำลังใจในการสอบ
พอสอบเข้าม.1ก็ภาวนาให้เค้าสอบโรงเรียนเดียวกับเรา เเล้วคำขอก้อเป็นจริง เเต่ก็เเอบเสียดาย ว่าทำไมไม่อยู่ห้องเดียวกัน
จากนั้นเราเริ่มส่องเฟสเค้า ส่องบ่อยมากกกก(โชคดีที่ชื่อเฟสไม่ยาก หาง่ายหน่อย)
ส่องยันก่อนนอน ส่องไปยิ้มไป ตอนเข้าเเถวก็เเอบมอง เเต่มีครั้งนึงเกือบโป๊ะ เพราะเพื่อนที่นั่งข้างๆมันสังเกตุ เเต่รอดมาได้เพราะความชอบเเถของตน
จนกระทั่งเพื่อนเราตอนประถมซึ่งอยู่ห้องเดียวกับเค้าพูดกับเพื่อนอีกคนว่า “เค้ามีเเฟนเเล้ว”(เหมือนหัวใจจะขาดรอนๆ)ตอนนั้นใกล้จะปิดเทอมใหญ่เเล้ว เเล้วเราพยายามจะตัดใจ เเต่ก็นานเนอะว่าจะทำใจได้ ซึ่งส่วนตัวเป็นคนขี้อาย เงียบๆ เลยไม่เคยบอกกับใครว่าเเอบชอบคนนั้น เเละหลังจากนั้นก็ตัดใจได้เเล้ว คิดซะว่าเราที่เป็นฝ่ายรู้จักเค้า เเต่เค้าไม่รู้จักเรา เหมือนเพ้ออยู่ฝ่ายเดียวเเล้วมันเหนื่อย
กระทั่งเราขึ้นม.4 พออ่านรายชื่อคนที่อยู่ห้องเดียวกับเรา เเล้วไปสะดุดกับชื่อท้ายสุด คือชื่อเค้า ความรู้สึกเหมือนจะดีใจ เเต่ก็ไม่รู้จะดีใจไปทำไม จนถึงวันประถมนิเทศ พอได้เห็นหน้าเค้าซึ่งคือหนึ่งในสมาชิกห้องเดียวกับเรา เหมือนความรู้สึกนั้นมันวนมาที่เดิม ทำให้นึกได้ว่า คนคนนี้เราเคยเเอบชอบเค้านะ
พออยู่ห้องเดียวกันได้รู้นิสัยเค้ามากขึ้น ตอนเเรกที่เปิดเทอมมาใหม่ ไม่เคยพูดกันเลย คือเค้าจะพูดกับเราเเล้วเรื่องการบ้านไรงี้เเต่เราเป็นฝ่ายที่เดินหนีซะเอง(ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน) เวลาครูสุ่มเลขที่เพื่อตอบคำถามเเบ้วสุ่มได้เลขที่เค้า เค้าพูดเร็วมากกซึ่งมันดู“น่ารัก”มากกกก
เเต่ตอนนี้ก็พูดกันมากขึ้น เวลาคุยกันก็....เขินนิดๆ เเต่เราไม่อยากให้ความรู้สึกกลัยไปเเบบเดิมเเล้วอะ มันเหนื่อย เราจะทำอย่างไรดีคะ