📌แชร์ข้อควรรู้ ก่อน"รีไฟแนนซ์บ้าน" 💵

“รีไฟแนนซ์บ้าน” ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่เครียดจัง.. บางคนก็ไม่รู้ว่ารีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร  ทำไมต้องรีไฟแนนซ์บ้านด้วย?? 
ติดตามและแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับรีไฟแนนซ์ได้ที่นี่เลย👉 รีไฟแนนซ์บ้าน 👈
รอบรั้วชายคาขอบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่มีหนี้บ้านต้องรู้และควรทำด้วย แล้วจะต้องเริ่มอะไร ยังไงกันบ้าง เรามีข้อมูลมาฝาก ขอบอกว่ากระทู้นี้ยาวๆ กันไปเลย อัดแน่นด้วยข้อมูลเพียบ 
 
🏠รีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร💵

 รีไฟแนนซ์บ้านคือการกู้เงินจากสถาบันการเงินหนึ่ง แล้วนำมาปิดหนี้ที่สถาบันการเงินหนึ่ง โดยใช้หลักทรัพย์เดิม หลักประกันเดิม เช่นบ้าน, คอนโดเดิม หรือพูดง่ายๆ ก็คือย้ายสินเชื่อบ้าน หนีธนาคารดอกเบี้ยแพงๆ ไปอยู่ธนาคารดอกเบี้ยถูกๆ นั่นเอง
  
🏠ทำไมต้องรีไฟแนนซ์  💵

 เจ้าของบ้านควรพิจารณารีไฟแนนซ์บ้านเมื่อดอกเบี้ยเงินกู้ปรับสูงขึ้นจนทำให้เรามีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูง ประกอบกับถ้าหากสินเชื่อของธนาคารปัจจุบันอยู่ในช่วงที่สามารถย้ายหนีดอกเบี้ยแพงๆ ได้โดยไม่มีค่าปรับแล้ว หากมีโอกาสก็ควรที่จะมองหาดอกเบี้ยที่ถูกลง “เพราะเงินทุกบาทที่ประหยัดจากภาระดอกเบี้ย ก็คือเงินทุกบาทที่ไปหักที่เงินต้น และจะทำให้ระยะเวลาที่เป็นหนี้สั้นลง” ดังนั้นการรีไฟแนนซ์บ้านจะเป็นการรักษาระดับดอกเบี้ยที่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่ไม่สูง ผลที่จะได้รับจากการบริหารดอกเบี้ยก็คือบ้านได้หลุดจากการจำนอง และกลายมาเป็นทรัพย์สินในครอบครองของเราในเร็ววันนั่นเอง
 
 🏠เมื่อไรควรคิดรีไฟแนนซ์💵

ปกติเราควรคิดจะรีไฟแนนซ์บ้าน เมื่อผ่อนบ้านไปหมด 3 ปีแรก เพราะช่วง 3 ปีเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยบ้านไม่สูง โดยเฉลี่ยแล้วดอกเบี้ยจะอยู่ประมาณ 2% ปลายๆ ถึง 4 % แต่ในช่วงปีที่ 4 เป็นต้นไปแล้วดอกเบี้ยจะค่อนข้างสูงโดยประมาณ 5% ถึง 7% เลยทีเดียว 
 
นอกจากนี้ ธนาคารจะมีข้อกำหนดให้กู้บ้านกับธนาคารเป็นระยะเวลา 3 ปี ห้ามย้าย รีไฟแนนซ์บ้าน ถ้าหากทำการรีไฟแนนซ์บ้านก่อน 3 ปีจะมีค่าปรับประมาณ 3% ของยอดเงินกู้ แต่หลังจาก 3 ปีไปแล้วสามารถ รีไฟแนนซ์บ้านย้ายไปกู้กับธนาคารอื่นได้ไม่มีค่าปรับอะไร 
 
ถ้าจะคิดรีไฟแนนซ์ เพื่อนๆ ก็ควรมองหามองหาโปรโมชั่นปลายปีที่ 3 และ รีไฟแนนซ์บ้านในปีที่ 4 เป็นต้นไป
  
📍รู้จักดอกเบี้ย 2 ชนิด💰

เวลาไปติดต่อธนาคารเรื่องรีไฟแนนซ์บ้านใหม่ เพื่อนๆ จะเจอกับ 2 คำนี้ ดอกเบี้ยคงที่ กับดอกเบี้ยลอยตัว บางคนก็งง ไม่รู้จะเลือกอะไรดี มาเลยจ้ะ เรามีคำอธิบาย 
 
ดอกเบี้ยคงที่ ดอกเบี้ยเงินกู้บ้านจะถูกกำหนดไว้เลยว่าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยคงที่ในแต่ละปี จึงค่อนข้างสบายใจและแน่ใจได้ว่าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่าไร แต่ข้อเสียคือในภาวะที่ดอกเบี้ยปรับลดลง ก็ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยคงที่ในเรทสูงๆ ทำให้ผู้กู้ค่อนข้างเสียเปรียบ 
 
ดอกเบี้ยลอยตัว ถ้าเห็นธนาคารเขียนว่า MLR-1, MRR-2 เขาเรียกว่าดอกเบี้ยลอยตัว (MLR คือ Minimum Loan Rate – อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี และ MRR คือ Minimum Retail Rate – อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี) แต่ละธนาคารก็จะใช้ MLR หรือ MRR ก็แล้วแต่ธนาคารว่าจะใช้อะไร ซึ่งอัตรา MLR, MRR จะปรับขึ้นลงตามภาวะดอกเบี้ย ซึ่งจะต้องไปสำรวจอีกต่อว่าตอนนี้ดอกเบี้ย MLR, MRR เป็นเท่าไรเช่น สินเชื่อบ้านบอกว่า MLR-1 โดยปัจจุบัน MLR = 6.5% ดังนั้นดอกเบี้ยบ้านเราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยอยู่ที่ 6.5-1 = 5.5% สมมติว่าหนึ่งเดือนผ่านไปธนาคารประกาศปรับเพิ่ม MLR = 7% เราก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยบ้านอยู่ที่ 7-1 = 6% นั่นเอง
 
การเลือกดอกเบี้ยคงที่หรือดอกเบี้ยลอยตัวขึ้นก็อยู่กับความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยและมุมมองในอนาคตของแต่ละคนด้วย การเลือกดอกเบี้ยแบบลอยตัวจะได้ประโยชน์จากการที่ดอกเบี้ยที่ลง ในทางกลับกันถ้าหากผู้กู้พอใจกับเรทดอกเบี้ยปัจจุบันแล้ว และไม่ได้ต้องการเสี่ยงกับภาวะดอกเบี้ย การเลือกดอกเบี้ยแบบคงที่ก็ถือว่าตอบโจทย์
 
📍แล้ว Retention ล่ะคืออะไร  💰

รีไฟแนนซ์เพิ่งทำความรู้จักไป อ้าวรีเทนชั่น (Retention) มาอีกแล้ว มันคืออะไรเนี่ย… อย่างเพิ่งขมวดคิ้วขนาดนั้น 🥴😵 ทำใจนิ่งๆ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง 
 
เมื่อเพื่อนๆ กู้บ้านครบกำหนด 3 ปีดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นมาอยู่ในเรทที่ถือว่าสูงมากสำหรับการกู้บ้าน ธนาคารเดิมที่กู้ไว้จะเปิดช่องให้ลูกค้าสามารถที่จะคุยต่อรองเรื่องดอกเบี้ยเพื่อรักษาฐานลูกค้า การลดดอกเบี้ยนี้จะเรียกว่า Retention ส่วนวิธีการก็เพียงแค่ติดต่อธนาคารที่อยู่แล้ว กรอกแบบฟอร์มขอลดดอกเบี้ยแล้วรอการติดต่อกลับจากทีมพิจารณา เมื่อได้รับการติดต่อกลับถ้าหากตกลงกับดอกเบี้ยใหม่ที่ธนาคารลดลงให้ก็สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยใหม่ได้เลย 
 
ข้อดีของการ Retention คือไม่ยุ่งยาก ง่ายกว่าการรีไฟแนนซ์บ้านเพราะไม่ต้องย้ายธนาคารให้วุ่นวาย ไม่ต้องทำเรื่องการกู้ใหม่ และไม่ต้องไปดำเนินการที่กรมที่ดิน ง่ายๆ แค่ขอลดดอกเบี้ยลง แต่ข้อเสียคือดอกเบี้ย Retention จะไม่ได้ถูกเหมือนกับดอกเบี้ย รีไฟแนนซ์บ้านอย่างไรก็ดีก็ควรที่จะถามดอกเบี้ย Retention จากธนาคารเดิมไว้ก่อน ไม่แน่อาจจะมีดีลดี ๆ หลุดออกมาก็ได้
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่