เวลาไปยื่นกู้ซื้อบ้านหรือคอนโด สิ่งที่จะต้องเจอแน่นอนคือตัวย่อ 3 พี่น้องอย่าง
MRR, MLR และ MOR ซึ่งชวนสับสนไม่ใช่น้อยสำหรับมือใหม่หัดกู้ แต่ถ้าลองทำความเข้าใจแบบภาษาบ้านๆ จะพบว่ามันคือ "ดัชนีราคาทุน" ที่ธนาคารใช้กำหนดว่าในแต่ละช่วงเวลาจะเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้เท่าไหร่
โดยทั้ง 3 ตัวนี้มีความเป็น
Floating Rate หรือดอกเบี้ยแบบลอยตัว หมายความว่ามันสามารถขยับขึ้นหรือลงได้ตามประกาศของธนาคาร ซึ่งมักจะอ้างอิงกับสภาวะเศรษฐกิจและนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้น
เริ่มต้นที่ตัวแรกที่คนกู้บ้านต้องเจอบ่อยที่สุดคือ MRR (Minimum Retail Rate)
ตัวนี้คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจาก
"ลูกค้ารายย่อยชั้นดี" ซึ่งคำว่ารายย่อยในที่นี้ก็คือคนธรรมดาทั่วไปที่เดินเข้าไปกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือกู้สินเชื่อส่วนบุคคลนั่นเอง
โดยปกติแล้วค่า MRR จะมีตัวเลขที่สูงที่สุดในบรรดา 3 ตัวนี้ เพราะธนาคารมองว่าการปล่อยกู้ให้บุคคลทั่วไปมีความเสี่ยงมากกว่าการปล่อยกู้ให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันมหาศาล
ดังนั้นดอกเบี้ยบ้านส่วนใหญ่จึงมักจะเขียนในสัญญาว่า MRR - (ตัวเลขส่วนลด) เช่น ถ้า MRR อยู่ที่ 7% แล้วสัญญาบอกว่าได้ส่วนลด 2% ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจริงคือ 5% ซึ่งตัวเลขนี้จะขยับตามประกาศของธนาคารอยู่เสมอ
ตัวต่อมาคือ MLR (Minimum Loan Rate)
ตัวนี้คือดอกเบี้ยสำหรับ
"ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี" ส่วนใหญ่จะใช้กับเงินกู้แบบมีระยะเวลาที่แน่นอน (Term Loan) เช่น บริษัทขนาดใหญ่ที่กู้เงินไปสร้างโรงงาน หรือทำโปรเจกต์อสังหาริมทรัพย์ระยะยาว
จุดเด่นของ MLR คือมักจะมีความผันผวนน้อยกว่า MRR และมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเล็กน้อย เพราะธนาคารมีความมั่นใจในฐานะทางการเงินของบริษัทเหล่านี้มากกว่าบุคคลธรรมดา
แต่สำหรับคนทั่วไปที่กู้ซื้อบ้าน บางธนาคารอาจนำ MLR มาใช้ในกรณีที่เป็นสินเชื่อบ้านสำหรับกลุ่มอาชีพพิเศษหรือสวัสดิการบางประเภท แต่ก็พบเห็นได้น้อยกว่า MRR มาก
ส่วนตัวสุดท้ายคือ MOR (Minimum Overdraft Rate)
ตัวนี้คนซื้อบ้านอาจจะไม่ค่อยได้ใช้โดยตรง แต่จะคุ้นหูมากสำหรับกลุ่มเจ้าของธุรกิจหรือพ่อค้าแม่ค้า เพราะมันคือดอกเบี้ยสำหรับ
"เงินเบิกเกินบัญชี" หรือที่เรียกกันติดปากว่า
OD นั่นเอง
ลักษณะการใช้งานจะเหมือนวงเงินสำรองที่กดออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าไม่ใช้ก็ไม่เสียดอกเบี้ย
แต่ถ้ากดออกมาเมื่อไหร่ ดอกเบี้ยจะคิดเป็นรายวันทันที
ซึ่งอัตราดอกเบี้ย MOR มักจะอยู่กึ่งกลางหรือใกล้เคียงกับ MRR แต่ความถี่ในการขยับตัวเลขอาจจะขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเป็นหลัก
เมื่อถามว่า "เลือกแบบไหนให้เหมาะกับสถานการณ์"
คำตอบส่วนใหญ่สำหรับคนกู้บ้านคือมักจะถูกกำหนดโดยประเภทของสินเชื่ออยู่แล้ว ซึ่งเกือบทั้งหมดจะอิงกับ MRR เป็นหลัก
สิ่งที่ต้องพิจารณาจริงๆ ไม่ใช่การเลือกระหว่าง MRR หรือ MLR
แต่เป็นการเลือก "โปรโมชั่น" ที่ธนาคารหยิบยื่นให้ โดยต้องดูว่ายอดรวมของดอกเบี้ยตลอด 3 ปีแรก (ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยมักจะต่ำที่สุด) ธนาคารไหนให้ส่วนลดจากค่าลอยตัวเหล่านี้ได้มากกว่ากัน
เช่น ธนาคาร A ให้ MRR - 3% ในขณะที่ธนาคาร B ให้ MRR - 2.5% แน่นอนว่าการเลือกตัวที่หักลบออกมาแล้วเหลือตัวเลขน้อยที่สุดคือทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า
สิ่งที่สำคัญมากคือ "ค่าคงที่ vs ค่าลอยตัว"
ในช่วงปีแรกๆ ธนาคารอาจจะเสนอเป็นดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) เช่น 2.9% นาน 3 ปี ซึ่งแบบนี้จะมีความแน่นอนไม่ต้องลุ้นค่า MRR
แต่พอพ้นช่วง 3 ปีไปแล้ว ทุกธนาคารจะดีดกลับไปใช้ระบบลอยตัวอย่าง MRR ทันที สิ่งที่ผู้กู้ต้องทำคือการสังเกตว่าค่า MRR ของแต่ละธนาคารนั้นไม่เท่ากัน บางธนาคาร MRR ต่ำแต่ให้ส่วนลดน้อย
บางธนาคาร MRR สูงแต่ให้ส่วนลดเยอะ เวลาเปรียบเทียบจึงห้ามดูแค่ส่วนลด (ตัวลบ) แต่ต้องดู "ผลลัพธ์สุดท้าย" หลังจากหักลบกันแล้วเสมอ
นอกจากนี้ควรหมั่นติดตามข่าวสารการปรับขึ้นลงของดอกเบี้ยนโยบาย เพราะเมื่อไหร่ที่ประกาศปรับขึ้น ค่า MRR ในมือก็จะขยับตาม ซึ่งอาจส่งผลให้เงินงวดที่ส่งไปในแต่ละเดือนถูกหักไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นและหักเงินต้นได้น้อยลง
การเตรียมตัวรีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือขอลดดอกเบี้ย (Retention) ทุกๆ 3 ปี จึงเป็นเทคนิคที่ช่วยให้จัดการกับค่า MRR ที่อาจสูงขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี
ดอกเบี้ยบ้าน MRR, MLR, MOR คืออะไร เลือกแบบไหนให้เหมาะกับเรา
โดยทั้ง 3 ตัวนี้มีความเป็น Floating Rate หรือดอกเบี้ยแบบลอยตัว หมายความว่ามันสามารถขยับขึ้นหรือลงได้ตามประกาศของธนาคาร ซึ่งมักจะอ้างอิงกับสภาวะเศรษฐกิจและนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้น
ตัวนี้คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจาก "ลูกค้ารายย่อยชั้นดี" ซึ่งคำว่ารายย่อยในที่นี้ก็คือคนธรรมดาทั่วไปที่เดินเข้าไปกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือกู้สินเชื่อส่วนบุคคลนั่นเอง
โดยปกติแล้วค่า MRR จะมีตัวเลขที่สูงที่สุดในบรรดา 3 ตัวนี้ เพราะธนาคารมองว่าการปล่อยกู้ให้บุคคลทั่วไปมีความเสี่ยงมากกว่าการปล่อยกู้ให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันมหาศาล
ดังนั้นดอกเบี้ยบ้านส่วนใหญ่จึงมักจะเขียนในสัญญาว่า MRR - (ตัวเลขส่วนลด) เช่น ถ้า MRR อยู่ที่ 7% แล้วสัญญาบอกว่าได้ส่วนลด 2% ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจริงคือ 5% ซึ่งตัวเลขนี้จะขยับตามประกาศของธนาคารอยู่เสมอ
ตัวนี้คือดอกเบี้ยสำหรับ "ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี" ส่วนใหญ่จะใช้กับเงินกู้แบบมีระยะเวลาที่แน่นอน (Term Loan) เช่น บริษัทขนาดใหญ่ที่กู้เงินไปสร้างโรงงาน หรือทำโปรเจกต์อสังหาริมทรัพย์ระยะยาว
จุดเด่นของ MLR คือมักจะมีความผันผวนน้อยกว่า MRR และมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเล็กน้อย เพราะธนาคารมีความมั่นใจในฐานะทางการเงินของบริษัทเหล่านี้มากกว่าบุคคลธรรมดา
แต่สำหรับคนทั่วไปที่กู้ซื้อบ้าน บางธนาคารอาจนำ MLR มาใช้ในกรณีที่เป็นสินเชื่อบ้านสำหรับกลุ่มอาชีพพิเศษหรือสวัสดิการบางประเภท แต่ก็พบเห็นได้น้อยกว่า MRR มาก
ตัวนี้คนซื้อบ้านอาจจะไม่ค่อยได้ใช้โดยตรง แต่จะคุ้นหูมากสำหรับกลุ่มเจ้าของธุรกิจหรือพ่อค้าแม่ค้า เพราะมันคือดอกเบี้ยสำหรับ "เงินเบิกเกินบัญชี" หรือที่เรียกกันติดปากว่า OD นั่นเอง
ลักษณะการใช้งานจะเหมือนวงเงินสำรองที่กดออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าไม่ใช้ก็ไม่เสียดอกเบี้ย
แต่ถ้ากดออกมาเมื่อไหร่ ดอกเบี้ยจะคิดเป็นรายวันทันที
ซึ่งอัตราดอกเบี้ย MOR มักจะอยู่กึ่งกลางหรือใกล้เคียงกับ MRR แต่ความถี่ในการขยับตัวเลขอาจจะขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเป็นหลัก
คำตอบส่วนใหญ่สำหรับคนกู้บ้านคือมักจะถูกกำหนดโดยประเภทของสินเชื่ออยู่แล้ว ซึ่งเกือบทั้งหมดจะอิงกับ MRR เป็นหลัก
สิ่งที่ต้องพิจารณาจริงๆ ไม่ใช่การเลือกระหว่าง MRR หรือ MLR
แต่เป็นการเลือก "โปรโมชั่น" ที่ธนาคารหยิบยื่นให้ โดยต้องดูว่ายอดรวมของดอกเบี้ยตลอด 3 ปีแรก (ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยมักจะต่ำที่สุด) ธนาคารไหนให้ส่วนลดจากค่าลอยตัวเหล่านี้ได้มากกว่ากัน
เช่น ธนาคาร A ให้ MRR - 3% ในขณะที่ธนาคาร B ให้ MRR - 2.5% แน่นอนว่าการเลือกตัวที่หักลบออกมาแล้วเหลือตัวเลขน้อยที่สุดคือทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า
ในช่วงปีแรกๆ ธนาคารอาจจะเสนอเป็นดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) เช่น 2.9% นาน 3 ปี ซึ่งแบบนี้จะมีความแน่นอนไม่ต้องลุ้นค่า MRR
แต่พอพ้นช่วง 3 ปีไปแล้ว ทุกธนาคารจะดีดกลับไปใช้ระบบลอยตัวอย่าง MRR ทันที สิ่งที่ผู้กู้ต้องทำคือการสังเกตว่าค่า MRR ของแต่ละธนาคารนั้นไม่เท่ากัน บางธนาคาร MRR ต่ำแต่ให้ส่วนลดน้อย
บางธนาคาร MRR สูงแต่ให้ส่วนลดเยอะ เวลาเปรียบเทียบจึงห้ามดูแค่ส่วนลด (ตัวลบ) แต่ต้องดู "ผลลัพธ์สุดท้าย" หลังจากหักลบกันแล้วเสมอ
นอกจากนี้ควรหมั่นติดตามข่าวสารการปรับขึ้นลงของดอกเบี้ยนโยบาย เพราะเมื่อไหร่ที่ประกาศปรับขึ้น ค่า MRR ในมือก็จะขยับตาม ซึ่งอาจส่งผลให้เงินงวดที่ส่งไปในแต่ละเดือนถูกหักไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นและหักเงินต้นได้น้อยลง
การเตรียมตัวรีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือขอลดดอกเบี้ย (Retention) ทุกๆ 3 ปี จึงเป็นเทคนิคที่ช่วยให้จัดการกับค่า MRR ที่อาจสูงขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี