ผมเริ่มประสบความสำเร็จในชีวิต ทุกอย่างเริ่มราบลื่น และเป็นไปตามที่ผมหวัง...แต่ทำไมผมรู้สึกอยากตาย

...ไม่รู้จะเริ่มเล่ายังไงดี มาแนวแอบระบายนิดนึง
ทำไมผมถึงบอกว่าเริ่มประสบผลสำเร็จในชีวิต... ขอเริ่มด้วยเรื่องใหญ่ๆในชีวิต ที่ผมฝ่าฟันมาแล้วกันครับ
...1.เรื่องครอบครัวเรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน และ ยืดยาวมากในชีวิตผม เริ่มจากพ่อแม่เริ่มทำธุรกิจส่วนตัวเราเริ่มจากติดลบ
เพราะพ่อแม่เป็นลูกจ้างเราไม่มีทุน พ่อแม่ได้ลงกู้เงินไป 7 แสน เพื่อมาลงทุน ช่วงนั้น แม่ผมไม่มีเงินให้ค่าขนมผมกับน้อง( ผมอยู่ ม1.น้องอยู่ ป.6 ) แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมและน้อง เพราะเราจนมาก่อนแล้ว การไม่มีเงินเลยไม่ใช่ปัญหา เราเอาตัวรอดได้สองคน
ผมเริ่มทำงาน เป็นลูกจ้างขายของพลาสติก จับราคา ( ร้านลูกพี่ลูกน้อง ) ค่าแรงวันหละ 30 เริ่มงานตั้งแต่ 3 โมงถึง 5 ทุ่ม เลทหน่อยก็เที่ยงคืน ช่วงนั้นผมไม่รู้หรือกฏหมายยังไม่เคร่งเรื่องอายุการทำงานมั่ง ผมทำไป 2 ปีนิดๆ จนถึงม.3 เทอม2 น้องผม ผมให้หยุดทำตั้งแต่ 3 เดือนเพราะสงสารน้อง ผมเลยทำเอง แต่ญาติก็ใจดี แกก็ให้ผมเป็น *2 เท่ากับ 60 บางวันขายดีก็ 100 จนมาปีสุดท้ายก่อนขอออก หยุดอยู่ที่ 150 ต่อวัน ผมกับน้องอยู่กันสองคน ที่บ้าน ของน้า พ่อแม่แยกไปทำ ธุรกิจส่วนตัวดั่งที่ผมเกริ่นไป ร้านอยู่คนหละอำเภอ ห่างกัน 140 กิโล ผมอยู่ในเมือง ทุกอย่างผมต้องแก้ปัญหาเองทำเอง และโดนจิกกัดจาก น้าสะใภ้ ต่างๆนาๆ เราไม่ได้เหลวไหล เกเรเลย แต่ได้แต่เงียบพูดกับแม่กับพ่อก็ไม่ได้ เพราะเราอาศัยเขาอยู่ และ อีกคนก็น้าเป็นน้องแม่แท้ๆ (ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่า ต่อหน้า และ ลับหลัง ไม่เหมือนกัน)  ผมกับน้องก็ทนๆ จนผ่านมาได้ และเราก็ออกจากบ้าน หลังนั้นตอนผมขึ้น ปวช 1 ณ ต่างอำเภอ พาน้องออกมาอยู่หอ ตอนน้ำทำงานเริ่มได้ เงินเดือน พอจะเช่าหาเล็กๆอยู่  
  2 . พอเริ่มปลีกจาก ผู้ใหญ่ เริ่มอิสระ ทีนี้น้องผมก็เริ่มหลุดไปเลย เล่นเกมส์ รถซิ่ง เรื่องยา โรงเรียนไม่ไป ผมก็ต้องทำงานหลังเลิกเรียน และ อาจบกพร่องเรื่องนี้ จนปัญหาเกิด ฝ่ายปกครองไปหาที่ร้าน ตอนนั้น 1 - 2 อาทิตย์ผมจะกลับไปหาพ่อแม่ที ทีนี้แหละทุกอย่างทุกความผิดของน้อง ลงที่ผมหมด ผมก็ได้แต่เงียบ และยอมรับมัน จนมีอยู่วันนึง น้องผมไม่รู้คิดอะไร เดินมา ยกมือขอโทษผม หลังจากนั้น ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
  3.ผมกำลังก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แบบพุ่งมากๆ ( อาจหลงตัวเอง555 ) ผมทำงานแค่ปีกว่าๆหรือเกือบปีนี้แหละ ผมกำลังจะได้เลื่อนเป็นผู้ช่วยหัวหน้า ไซน์งาน ( ในโรงงาน ) ตอนนั้น ปี 2 จะ ปี 3 มั่ง 
ตอนอายุแค่นั้น ผมดีใจมากๆ ถึงมันจะไม่ยิ่งใหญ่สำหรับใครๆ ความรู้สึกตอนนั้นผมภูมิใจตัวเองมากๆแต่ก็ โดนเบรคเพราะที่ร้านเริ่มอยู่ตัว และ พ่อแม่ตกลงกันว่าให้ผมกลับไปทำงานที่ร้านผมก็ เออเอาเพราะธุรกิจครอบครัวก็ลาออก ทำไมเป็นปัญหาเพราะตอนนั้นก็เสียใจอยู่เหมือนกันกับงานที่เราจะได้เลื่อขั้น สังคมโรงงานตอนนั้นดีมาก
   4.พอเริ่มเข้ามามันไม่สวยงามแบบที่พ่อแม่เชิญชวนสิ เหมือนผมยังเด็กเกินที่จะรับหน้าที่ตรงนี้ ผมเจอคนดูถูกต่างๆนาๆ ด้วยผมเองเป็นคนเตี้ยแถมหน้าเด็ก
เลยไม่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า เกือบทุกคน แต่ผมมีทุนเดิมคือ อดทน เงียบ คิด แล้วแก้ไข จนเริ่มมีลูกค้าในกลุ่มของผม 
   5.พอผมเริ่ม สร้างระบบงานของผมเองได้ พ่อแม่เริ่มทำงานน้อยลง สำเร็จตามที่ผมหวังไป 1 ข้อ ทีนี้ ก็โดนปัญหาครอบครัว วนมาให้ผมเครียด ตอนนั้นยอมรับว่าหนักมากๆ แต่ผมก็ไม่คิดฆ่าตัวตาย พอเราเริ่มมีเงิน มีรถขับ มีห้องนอนแอร์เย็นๆนอน พ่อเที่ยวกลางคืนหนัก กินเหล้าทุกวัน ทะเลาะกับแม่ทุกวัน  แม่เป็นคนปากไว บ่นก่อน ด่าก่อน พอเจอกับคนเมาเลยไปกันใหญ่ พอพ่อเมาก็ไม่ฟังใคร คนหละคนกับตอนไม่เมา ที่เหตุผลมาก่อนเสมอ  จนวันนึงผมไปรู้เรื่อง ผญ ของพ่อเข้า แล้วเหมือนมีคนไปฟ้องพ่อว่าผมรู้ วันนั้น 2 หรือ 3 ทุ่มนี้แหละ พ่อโทรมา ผมก็ไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้  " ลูกไปรู้อะไรมาก็เก็บไว้เงียบ ถ้าลูกพูด ตัวลูกเองนั้นแหละจะเดือดร้อนเอา ไม่มีที่ซุกหัวนอนเอา " คืนนั้นผม อึ้งซึมไปเลย แต่พอเช้ามาผมก็ทำเหมือนไม่มีอะไร พ่อก็เที่ยวกลางคืนตามปกติ ทั่งที่แม่รู้ว่าพ่อเที่ยว ผญ แต่แม่ก็ไม่เคยห้าม ได้แต่พูดว่าใครทำอะไรก้ได้อันนั้น จนวันนึงผมถามแม่ว่า พ่อแม่ทะเลาะกันทุกวัน แบบนี้หรอที่เรียกว่าครอบครัว
แม่ตอบ " แบบนี้แหละครับครัวไม่มีครอบครัวไหนดีกันทุกวันหรอก ..แต่ในใจยังไงผมก็เถียงว่ามันไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่ครอบครัวมันต้องดีกว่านี้ต่อให้ตัดเรื่องเงินออกไป ก็ต้องสุขกว่านี้ ผมจำวันที่เราไม่มีอะไร เรามีแค่ ผัดผักบุ้งที่เก็บตามคลอง กับ ไข่เจียว กินกัน 4คน ทำไมมันมีความสุขกว่าตอนนี้ มาวันนึง พ่อจะพา ผญ มาอีกคน เมียน้อยนั้นแหละ ผมไม่ได้มีอคติอะไรกับเรื่องนี้มากนัก คือในความคิดผมมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาสองคน ( ผมอาจอยู่กับตัวเองมากเกินไปเลยมีความคิดแบบนี้ ) แต่แม่ไม่ยอม ก็ถูกแล้วหละ ก็เข้าใจแม่ และก็ไม่มี ผญ คนนั้นเข้ามา แต่ตลอดมาที่ผมทำร้านมา เกือบทุกอาทิตย์ ผมจะได้ยินแต่คำว่า "เลิกเลยไหม ขายแบ่งกันไปเลยไหม อะไรนักหน้าหวะ" ได้ยินบ่อยแต่ก็ไม่เคยชิน พ่อเปลี่ยนไปมาก พอเริ่มมีเงิน หาช้อนกินข้าวไม่เจอ ก็เรียก ผมกับแม่มาด่า
ตัวเองเลี้ยงไก่ไว้ เลี้ยงแบบปล่อย มีหมามากินผมกับแม่ก็โดนด่าเป็นแบบนี้วนๆ จนผมเริ่มเครดิตจะกู้เงินได้ และ กู้ เป็นชื่อตัวเองสร้างโกดัง
ยอดกู้ 4 ล้าน เอาที่ดินที่ตากับยายให้ผมไว้ไปตั้ง ทำไมต้องเป็นชื่อตัวเอง เรื่องภาษีอะไรซักอย่างนี่แหละผมจำรายละเอียดไม่ได้ หลังจากนั้น
พ่อกับแม่ก็แยกกันอยู่ ไม่เชิงแยกกันอยู่แบบขาดๆ ก็ไปๆมาๆ แต่ไม่ค่อยได้นอนหลังเดียวกัน ปัญหาทะเลาะก็ลดลงเยอะมาก และนี้ก็อีกข้อของความสำเร็จที่ผมคิด 
  6.ทีนี้มาเรื่องของแฟน แฟนผมผิดหวังเรื่องเรียน เป็นคนตั้งใจเรียนมาก แล้วเกิดปัญหาปีสุดท้าย อาจารย์ส่งเกรดช้าเลยทำ แฟนผมไม่จบ ตอนนั้นเรื่องใหญ่มากในคณะ อ. ยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง เลยกลายเป็นคนซึมเศร้า คิดจะฆ๋าตัวตาย - ผมขับรถอยู่ความเร็ว 90 -100 จะเปิดประตูกระโดดผมขว้ามือไว้ทันแล้วชิดข้างทาง โชคดีที่ตอนนั้น ไม่มีรถตามหลัง - กินพาราทั่งกระปุก ผมเข้าห้องและมองว่าทำไมแฟนผมเงียบๆแต่ ขวดยาพาราตั้งอยู่ ผมเลยเอามือ ล้วงคอ ออกมาเยอะจนผมตกใจคิดว่าตายแน่ๆถ้ากินหมดนี้ ที่มันหนักคือ ผมต้องไปกลับ หาแฟนทุกคืนกลางวันจะมีเพื่อนเขาช่วยดู ระยะทาง 90 กิโล เราคบกันมาตั้งแต่ผม อยู่ มัธยม ตอนนั้นร่ายกายผมพังมาก เหนื่อ ล้า เงินก็หมดไปกับค่าน้ำมันเยอะ ในที่สุดแฟนผมก็จบ ปริญญาตรีได้ อาการของโรคก็ลดลง เพราะ ไปหาหมอ และหมอก็ช่วยเต็มที่ เอาหละจบไปอีกปัญหา
  7.มาปัญหาครอบครัวอีก แม่ผมไปค้ำรถให้หลาย แล้วหลานชิ่งหายไป ยอด 7 แสน ตอนนั้นผมรับเต็มๆ ทุกวันนี้ยังไม่เห็นไอ้หลานเวรคนนั้นอีกเลย ผ่านมาอีกปัญหา
  ...และแล้วมาถึงทุกอย่างเริ่มลงตัว ผมเริ่มไม่เหนื่อยทั่งร่างกาย และ ใจ ไม่ว่างเรื่องร้าน ลูกน้อง หรือ ครอบครัว ทุกอย่างดูจะสงบไปหมด มาไม่กี่เดือนก่อนผมได้นั่ง เงียบๆอยู่ตรงข้ามร้านตัวเอง มันมีความคิดว่า พอแล้ว เรามาพอแล้ว อยากตายแบบสงบๆ แล้วเป็นความคิดที่จริงจังมากๆไม่ได้คิดเล่นๆ ทั่งๆที่ถ้าผมตายไปใครจะดูร้าน ไปตายา พ่อแม่อีก แต่มันก็วนๆมา ไม่ใช่ครั้งแรกที่คิด มันจะมาเวลา ผมรู้สึกสงบ เคยไปหาหมอ หมอบอกเข้าข่ายซึมเศร้า
..ประมาณนี้ครับ 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่