เพราะออกจากบ้านมาตั้งแต่เด็ก จึงพึ่งจะรู้ว่าเพื่อนที่เคยไล่เตะตูดกันมาตั้งแต่เด็กได้ดิบได้ดีเป็น "นายพัน" ก็ตอนอ่านข่าวน้ำท่วมสกลนครไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยความที่มาจากครอบครัวทหาร "นายพัน" ท่านนี้เป็นที่อิจฉาของเพื่อนๆ ไม่น้อยกับอภิสิทธิ์หลายส่วนที่เขาได้รับ เป็นต้นว่ามีรถยีเอ็มซีไปรับส่งหน้าโรงเรียนทุกเช้าเย็น สมัยนั้นนะครับลำพังแค่ "จักรยานฮ่าง" ปั่นไปรร. ก็ถือไฮโซสุดๆ แล้ว รวมทั้ง "คะแนนพิเศษ" ในการสอบคัดเลือกเข้าเป็นทหารด้วย (ไม่รู้ว่าสมัยนี้ยังมีกันหรือเปล่านะ?) ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ
สถานะการเป็น "ทหาร" ในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับ "นายทหารชั้นผู้ใหญ่" ได้กลายเป็นสถานะ "พิเศษ" ซึ่งมักจะมีอภิสิทธิ์ต่างๆ เป็นของกำนัลตามมาเสมอๆ ซึ่งตรงนี้ทั้งทหารและคนที่ไม่ใช่ทหารต่างก็ทราบดี บางพฤติกรรมที่ไม่ควรหรือผิดทั้งวินัยหรือกฏข้าราชการของทหารชั้นผู้ใหญ่ แต่ถ้าหากให้เหตุผลไปว่า "เพื่อความมั่นคงของชาติ" แล้ว พฤติกรรมตรงนั้นมักจะได้เข้าใจและมีความชอบธรรมในตัวมันเอง โดยมองข้ามเจตนาและกฏระเบียบของการกระทำไปอย่างสิ้นเชิง เป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ในสังคมไทยมันดีอย่างนี้ หรือบางกรณีถูกจับได้คาหนังคาเขา(อย่างเช่นกรณีครอบครองที่ดินเขายายเที่ยงที่ไม่เกี่ยวอะไรกับความมั่นคงของชาติ) แค่บอกว่า "ไม่ได้มีเจตนา" ทุกอย่างก็ฉลุย....
การพยายามโจมตีรวมไปถึงการกำจัดคนอื่นโดยใช้สถานะการเป็น "ทหารชั้นผู้ใหญ่" และบนเหตุผลของ "ความมั่นคงแห่งชาติ" ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่นและถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีใครกล้าทักท้วงหนึ่ง เพราะอ้างเหตุผลเรื่อง "ชาติ" หนึ่ง และเพราะความเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกหนึ่ง มันจึงเป็นอาวุธที่จะถูกหยิบขึ้นมาประหัตประหารใครต่อใครและเมื่อใดก็ได้ แม้จะมีเจตนาอื่นแอบแฝงก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ได้ข่าวว่าคณะกรรมาธิการได้เชิญท่านผบ ทบ. ไปสอบถามเรื่องที่ท่านเปิดเวทีปราศัย โดยส่วนตัวแม้จะเชื่อว่าสุดท้ายคงจะลงเอยแบบ "ไม่มีอะไรในก่อไผ่" เผลอๆ ท่านผบ ทบ. อาจจะไม่ไปเลยก็ได้ อย่างไรก็แล้วแต่ ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี อย่างน้อยๆ คือดีกว่าปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ
ณ นาทีนี้หรือนาทีที่ผ่านๆ มา….การปลุกกระแส "รักชาติ" และร่วมกันดำรงไว้ซึ่ง "ความมั่นคงของชาติ" ไม่มีใครทำได้เร้าใจเท่าทหาร และยิ่งเป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ก็ดูเหมือนจะยิ่งมีน้ำหนัก ตาสีตาสาแม้จะมีเลือดรักชาติไม้แพ้กันนั้นอย่าหวังเลย ยิ่งหากเป็นตาสีตาสาที่ไม่เห็นพร้องกับเขาต่อให้รักชาติเท่าฟ้ามหาสมุทรแค่ไหน เผลอๆ ก็ถูกยัดเยียดข้อหา "คนชังชาติ" ได้ทันที จริงๆ ข้อหา "คนชังชาติ" น่าจะมาจาก "คนชังคน" เป็นรากมูล หากรู้สึกเฉยๆ ไม่ชังหรือไม่ชอบใครสักคน คงไม่เหนื่อยไปยัดเยียดคนอื่นว่าชังชาติ เพราะไม่ชอบเขาเพราะชังเขาเป็นทุนเดิมจึงเที่ยวไปยัดเยียด ไปๆ มาๆ คนที่เที่ยวไปยัดเยียดนั่นแหละที่มีความ "ชัง" ถึงสองตัวซ้อนนอนนิ่งในสันดาน ถูกปลุกหรือถูกจี้เมื่อไหร่ เจ้าความ "ชัง" ก็จะตื่น เที่ยวอาละวาดฟาดงวงฟาดงาอย่างที่เห็น
...สัพเพเหระ วันเสาร์...
สถานะการเป็น "ทหาร" ในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับ "นายทหารชั้นผู้ใหญ่" ได้กลายเป็นสถานะ "พิเศษ" ซึ่งมักจะมีอภิสิทธิ์ต่างๆ เป็นของกำนัลตามมาเสมอๆ ซึ่งตรงนี้ทั้งทหารและคนที่ไม่ใช่ทหารต่างก็ทราบดี บางพฤติกรรมที่ไม่ควรหรือผิดทั้งวินัยหรือกฏข้าราชการของทหารชั้นผู้ใหญ่ แต่ถ้าหากให้เหตุผลไปว่า "เพื่อความมั่นคงของชาติ" แล้ว พฤติกรรมตรงนั้นมักจะได้เข้าใจและมีความชอบธรรมในตัวมันเอง โดยมองข้ามเจตนาและกฏระเบียบของการกระทำไปอย่างสิ้นเชิง เป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ในสังคมไทยมันดีอย่างนี้ หรือบางกรณีถูกจับได้คาหนังคาเขา(อย่างเช่นกรณีครอบครองที่ดินเขายายเที่ยงที่ไม่เกี่ยวอะไรกับความมั่นคงของชาติ) แค่บอกว่า "ไม่ได้มีเจตนา" ทุกอย่างก็ฉลุย....
การพยายามโจมตีรวมไปถึงการกำจัดคนอื่นโดยใช้สถานะการเป็น "ทหารชั้นผู้ใหญ่" และบนเหตุผลของ "ความมั่นคงแห่งชาติ" ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่นและถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีใครกล้าทักท้วงหนึ่ง เพราะอ้างเหตุผลเรื่อง "ชาติ" หนึ่ง และเพราะความเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกหนึ่ง มันจึงเป็นอาวุธที่จะถูกหยิบขึ้นมาประหัตประหารใครต่อใครและเมื่อใดก็ได้ แม้จะมีเจตนาอื่นแอบแฝงก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ได้ข่าวว่าคณะกรรมาธิการได้เชิญท่านผบ ทบ. ไปสอบถามเรื่องที่ท่านเปิดเวทีปราศัย โดยส่วนตัวแม้จะเชื่อว่าสุดท้ายคงจะลงเอยแบบ "ไม่มีอะไรในก่อไผ่" เผลอๆ ท่านผบ ทบ. อาจจะไม่ไปเลยก็ได้ อย่างไรก็แล้วแต่ ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี อย่างน้อยๆ คือดีกว่าปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ
ณ นาทีนี้หรือนาทีที่ผ่านๆ มา….การปลุกกระแส "รักชาติ" และร่วมกันดำรงไว้ซึ่ง "ความมั่นคงของชาติ" ไม่มีใครทำได้เร้าใจเท่าทหาร และยิ่งเป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ก็ดูเหมือนจะยิ่งมีน้ำหนัก ตาสีตาสาแม้จะมีเลือดรักชาติไม้แพ้กันนั้นอย่าหวังเลย ยิ่งหากเป็นตาสีตาสาที่ไม่เห็นพร้องกับเขาต่อให้รักชาติเท่าฟ้ามหาสมุทรแค่ไหน เผลอๆ ก็ถูกยัดเยียดข้อหา "คนชังชาติ" ได้ทันที จริงๆ ข้อหา "คนชังชาติ" น่าจะมาจาก "คนชังคน" เป็นรากมูล หากรู้สึกเฉยๆ ไม่ชังหรือไม่ชอบใครสักคน คงไม่เหนื่อยไปยัดเยียดคนอื่นว่าชังชาติ เพราะไม่ชอบเขาเพราะชังเขาเป็นทุนเดิมจึงเที่ยวไปยัดเยียด ไปๆ มาๆ คนที่เที่ยวไปยัดเยียดนั่นแหละที่มีความ "ชัง" ถึงสองตัวซ้อนนอนนิ่งในสันดาน ถูกปลุกหรือถูกจี้เมื่อไหร่ เจ้าความ "ชัง" ก็จะตื่น เที่ยวอาละวาดฟาดงวงฟาดงาอย่างที่เห็น