ความเดิมทริปที่แล้ว เคยพิชิตเขาลูกนี้เมื่อ ต.ค. 59 นั่งรถทัวจากโคราชไปกับเพื่อนสองคน ตอนนั้นน้องชายอยากเดินป่ามาก เลยว่าจะมาสำรวจเผื่อพาครอบครัวมาเที่ยวรอบหน้า
3 ปีให้หลัง 12-14 ต.ค ุ62 น้องชายปิดเทอม แถมหยุดยาว ทริปนี้มีผม น้องชาย และคุณแม่อีกคน เริ่มเดินทางจากบ้านที่ปราจีนบุรี ตามแผนต้องขับรถออกจากบ้านวันที่ 12 ตั้งแต่ตี 3 ถึงตีนภู 10 โมงเช้า รวมระยะทาง 460 กิโล และเดินขึ้นถึงหลังแปตอนเย็น แต่รถมีปัญหาทำให้ไปไม่ทันเวลา เลยต้องนอนที่ ผานกเค้า เดอ เลย รีสอร์ท และเลื่อนไปขึ้นภูวันที่ 13 แทน

ด้วยความเพลียเพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับ ประกอบกับต้องตื่นตี 2 ครึ่ง และขับรถอีก 350 กิโล (อีก 150 โล แม่กับน้องช่วยขับ) ก็เลยหลับไปตั้งแต่ 6 โมงเย็น ตื่นมาทุ่มนึงด้วยความหิว ออกไปดูวิวผาซ่อนจันทร์ สั่งไข่คนที่รีสอร์ทกินจานละ 40 บาท ค่อยตึงท้องขึ้นมาหน่อย ไม่งั้นนอนทรมานมาก

เช้าวันใหม่มาเยือน หลังจากนอนชาร์จพลังมาทั้งคืน วันนี้พร้อมมากบอกเลย หลังจากนอนชาร์จพลังมาทั้งคืน สั่งข้าวเช้าที่รีสอร์ท กินพร้อมชมแสงแรกพ้นหน้าผา ก่อนจะขับรถต่ออีก 15 กิโล ที่จอดรถยังเหลือให้เลือกเพียบ

ข้าวของแน่นมากบอกเลย ผมกับน้องรับไปคนละ 10 กิโลได้ ส่วนคุณแม่สะพายขนาดกระเป๋านักเรียนพอ ของจุกจิกอีก 7 กิโล จ้างหาบ กิโลละ 30 บาท หมดไป 210 เพิ่งรู้ด้วยว่าข้างบนเขาห้ามประกอบอาหาร ต้องสั่งร้านอาหารกินเท่านั้น เตากับแก๊สกระป๋องที่ซื้อมาจึงเป็นอันต้องฝากไว้ข้างล่าง เห็นใบรายการฝากของแล้ว มีแต่คนฝากแก๊สทั้งนั้น

เริ่มเดินกันแบบ pace ใคร pace มัน นัดรอกันที่ซำแฮก ขึ้นมาถึงสภาพทุกคนโอเค ซำแรกไหว ซำต่อไปก็ต้องไหว หลังจากนั้นก็เดินตามสบาย ไว้รอกันอีกทีหลังแป

ผมเดินเดี่ยว ๆ ตั้งแต่ซำแฮก แม่อยู่ข้างหลัง น้องอยู่ข้างหน้า ซอยเท้าสั้น ๆ ซิกแซกไปเรื่อย หลังออกจากซำกอซาง เจอผู้หญิงแก๊งนึงเดิน pace พอ ๆ กัน ถึงซำกกโดนก็มีคุยกันบ้างระหว่างพัก เห็นว่ามาจากชลบุรีกัน
หลังจากนั้นก็ออกจากซำกกโดนไปคนเดียว เดินชิล ๆ ทางไม่ชันมาก ก่อนถึงซำแคร่ ผู้หญิงแก๊งเดิมไล่มาทันพอดี เลยได้นั่งพักด้วยกันอีก แก๊งนี้มีคู่พี่น้องจากโคราชเดินมาพร้อมกันด้วย ได้ยินเขาพูดกันว่าจะไปผาหล่มสักกัน
ก่อนออกจากซำแคร่ สาวเสื้อน้ำตาลในแก๊งนั้นชวนเดินไปด้วยกัน ก็เดินไปพร้อมกับแก๊งนี้เลย จะได้มีเพื่อนคุยแก้เหงา ทางช่วงนี้ชันที่สุด หลายจุดมีบันไดชันให้ปีน ใครกลัวความสูงนี่หวาดเสียวมาก
รอบนี้ขึ้นมาถึงหลังแปได้แบบไม่ทรมานมาก ถ้าเป็นครั้งแรกนี่ปางตายอะบอกเลย

ขึ้นมาถึงพร้อมสาวเสื้อน้ำตาลในแก๊งนั้น ส่วนคนอื่นน่าจะมาถึงอีกสักพัก เราไปนั่งรับลมรออยู่แถวนั้น เพิ่งรู้ว่าเธอขับรถมาจากอุบลคนเดียว แล้วมาเจอแก๊งจากชลบุรี ก็เลยเดินมาพร้อมกัน ‘ถ่ายรูปให้หน่อย’ เธอบอกพร้อมกับรอยยิ้ม เราผัดกันถ่ายรูปเสร็จพอดี ก่อนจะไปถ่ายรูปรวมตอนทุกคนเดินมาถึง

หลังจากนั้นผมต้องไปกางเต็นท์ที่จุดบริการนักท่องเที่ยว ส่วนคนอื่นเดินไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก เลยเป็นอันต้องแยกกันตรงนั้น แอบเสียดายอยู่เงียบ ๆ อยากเดินเที่ยวกับสาวเสื้อน้ำตาลคนนั้นอีก ยังไม่รู้ชื่อเธอเลยแฮะ เดี๋ยวเย็นนี้กางเต็นท์เสร็จ แล้วรีบเดินไปผาหมากดูกดีกว่า

ผมรอแม่ขึ้นมาถึงหลังแป ก่อนจะเดินไปกางเต็นท์ น้องชายกางของตัวเองรอไว้แล้ว ไปเห็นโซนที่น้องเลือกไว้แอบตกใจอยู่บ้าง ตรงนั้นมีแต่ต้นสนกับเศษกิ่งไม้เต็มไปหมด แต่น้องเลือกไว้เพราะไม่มีแดด สักพักพี่ผู้ชายคนนึงเดินมาบอก แถวนี้มีแต่ทาก เรดโซนเลยแหละครับ ผมนี่ชะงักไปชั่วครู่ แต่ไม่ทันละ กางไปแล้วสองเต็นท์ เหลือเต็นท์แม่อีกเต็นท์เดียว

กางเต็นท์เสร็จแม่กับน้องก็นอนพัก ส่วนผมไม่รอช้า รีบย้ำเท้าตรงไปหมากดูกแบบรอบจัดสุด ๆ เป็นระยะ 2 กิโล ที่ยาวนานมาก ระหว่างทางเริ่มมีคนเดินกลับมาเยอะแล้ว บางคนก็จ๊อกกิ่งเบา ๆ เริ่มคิดหรือเราจะวิ่งบ้างนะ ปกติวิ่งประจำอยู่แล้ว ไม่วิ่งละกันถนอนขาไว้ดีกว่า เดินเลยครึ่งทางไปหน่อย ไดยินเสียงทัก ‘เพิ่งมาเหรอ’ ผู้หญิงแก๊งนั้นนี่เอง เดินกลับมาแล้ว เสียดายเลย ได้นั่งดูพระอาทิตย์คนเดียวแล้วสิ หรือผมจะเลี้ยวกลับไปตอนนี้เลยดีไหมนะ ไม่ดีกว่า เดี๋ยวจะดูเหมือน stalker เกินไป

มาถึงละผิดหวัง เมฆเต็มฟ้า คนเต็มผา ไม่มีที่นั่งดูเลย เก็บภาพสักสองช็อต แล้วก็หันหลังกลับ คราวนี้ลองวิ่งจ็อกกิ่งดูบ้าง pace 6 แค่สองกิโลน่าจะไม่เป็นไร ถ้าวิ่งไปทันผู้หญิงแก๊งนั้น ว่าจะนัดไปเที่ยวด้วยกันพรุ่งนี้ซะหน่อย แต่ไปถึงจุดบริการแล้วก็หาไม่เจอ น่าจะกลับที่พักกันหมดแล้ว วันนี้ตัดจบ กินข้าว เข้านอนเลยแล้วกัน
เริ่มเช้าวันใหม่ตั้งแต่ตี 5 ตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ยังแอบมองหาสาวเสื้อน้ำตาลคนนั้นอยู่ เอาจริง ๆ ถ้าเธอเปลี่ยนชุดแล้วจะจำได้เปล่าก็ไม่รู้ ยิ่งจำหน้าคนไม่เก่งอยู่ด้วย

แล้วก็หาไม่เจอจริง ๆ เอาไว้หาที่ผาหล่มสักเย็นนี้แล้วกัน ยังไงแก๊งนั้นต้องไปเที่ยวที่นั้นอยู่แล้ว
ตอนเดินกลับเต็นท์ หลงเข้าไปทางลานพระแก้ว เลยได้ภาพเพิ่มมาอีกนิด ถึงตรงนี้ก็ยังมองหาเธอคนนั้นอยู่ 555

กลับมากินมื้อเช้าที่จุดบริการ ก่อนจะออกเดินทางเที่ยวรอบภูกับน้องชาย ส่วนแม่ขอนอนพักขาที่เต็นท์ชิล ๆ
ตอนออกจากศูนย์บริการ พบเพื่อนร่วมทางอีกสองคนกำลังเดินเข้าเขตป่าดิบไปเที่ยวน้ำตกเหมือนกัน เพิ่งรู้ว่ามาที่นี่ช่วงหยุดยาวหาเพื่อนง่ายมาก

เดินวนจนครบ ไล่ตั้งแต่น้ำตกวังกวาง น้ำตกโผนพบ เพ็ญพบใหม่ เพ็ญพบ จุดสุดท้ายที่น้ำตกถ้ำใหญ่ เจอใบเมเปิ้ลสีแดงร่วงอยู่เพียบ
ออกจากน้ำตกถ้ำใหญ่ได้ไม่ไกล ก็เข้าเขตป่าสนอีกครั้ง เป็นอีกวันที่แดดแรงมาก นั่งเติมปังแยมที่สระอโนดาต บรรยายกาศชิล ๆ คนนั่งเพียบ ถึงตรงนี้ก็ยังมองหาสาวเสื้อน้ำตาลคนนั้นไม่เลิก ตอนนี้เธอเดินอยู่ข้างหน้า หรืออยู่ข้างหลังนะ

พักที่อโนดาตจนพอใจ ก็เริ่มออกเดินอีกครั้ง แลนมาร์กต่อไปคือน้ำตกถ้ำสอเหนือ

ได้เอาเท้าแช่น้ำ บรรเทาอาการปวดร้าวได้มาก พอออกจากน้ำตก เป้าหมายต่อไปเป็นสถานีสุดท้ายแล้ว ผาหล่มสัก ผาที่อยากมาดูตั้งแต่ครั้งที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้มา

มาถึงหล่มสักบ่ายสามพอดี แถวนี้ร้านค้าร้านกาแฟ ของฝากครบเรื่อง พอนั่งกินข้าวเข้าห้องน้ำเรียบร้อย ก็เหลือแค่รอดูพระอาทิตย์ตก เปล เสื่อ ม้านั่ง ร้านค้ามีให้ครบ น้องผมนอนรอที่เปลชายป่า ส่วนผมนี่เดินวนไปทั่วเลย เผื่อว่าเธอคนนั้นจะมาถึงก่อน แต่ก็ไร้วี่แวว

หลังจากเดินวนอยู่นาน ก็ได้ที่นั่งชมวิวสวย ๆ ตรงนี้เห็นคนมาต่อคิวถ่ายรูปจุดไฮไลท์ริมผา ได้เห็นท่าโพสทุกคนใกล้ ๆ บางคนนี่นั่งห้อยขาแบบไม่มีทีท่าระมัดระวังเลย ผมนั่งดูห่าง ๆ ยังเสียวแทน

จะว่าไป นั่งตรงนี้ก็ดีเหมือนกัน ยังไงทุกคนก็ต้องมาถ่ายรูปตรงนี้อยู่แล้ว ต้องได้เจอสาวเสื้อน้ำตาลคนนั้นอีกแน่

และก็มีคนเข้ามาทักจริง ๆ ด้วย เป็นผู้หญิงแก๊งเมื่อวาน แต่ไม่ใช่สาวเสื้อน้ำตาลคนนั้น เธอมากับเพื่อนผู้ชายอีกคน ได้คุยกันถึงรู้ว่าสาวเสื้อน้ำตาลกลับไปตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ไม่มีใครมีช่องทางติดต่อเธอด้วยล่ะสิ เสียดายเลย

อย่างน้อยก็มีชาเขียวถั่วแดงย้อมใจ พี่ผู้ชายที่มากับผู้หญิงแก๊งเมื่อวานชงให้ดื่มฟรี พร้อมนั่งชมแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ยามเย็น ทำไมบรรยากาศมันให้ขนาดนี้นะ แอบดีใจที่รถเสียเมื่อวานซืน ทำให้ได้เพื่อนร่วมทริปเพิ่ม ได้ชมวิววันไร้เมฆ ได้เจอสาวเสื้อน้ำตาลคนนั้น แต่ก็อดเสียดายไม่ได้อยู่ดี เหมือนชะตาให้โคจรมาเจอกันแค่วันเดียว คิดอยู่ว่าทำไมเย็นเมื่อวานไม่ย้อนไปคุยด้วยนะ เผื่อได้ช่องทางติดต่อ คงเป็นเพราะแค่อยากเที่ยวด้วย อยากนั่งดูพระอาทิตย์ตกด้วยกัน เลยไม่ได้คิดถึงว่าหลังลงภูจะติดต่อกันยังไง แต่ถ้าจะมาภูกระดึงอีกรอบ ก็อยากมากับเธอคนนั้นอีก ทำยังไงดีนะ หรือต้องรอปาฎิหาริย์

ตะวันลับฟ้า เป็นสัญญาณว่าได้เวลากลับเต็นท์แล้ว จากตรงนี้ไปประมาณ 9 กิโล คนร่วมทางมีน้องชาย ผู้หญิงแก๊งเมื่อวานคนนึง และพี่ผู้ชายมือชงชา รวมผมด้วยเป็น 4 คน ไปกันแบบมืด ๆ ไม่รู้ทำไมแก๊งอื่นพากันเดินแซงไปทีละแก๊งสองแก๊ง จนเหลือแก๊งผมเป็นแก๊งสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ยัง ยังไม่หมด อุปสรรคยังไม่หมด ฝนครับ มาทั้งฝนทั้งลม ในใจได้แต่ภาวนาขอให้ที่เต็นท์ไม่ตก ถ้าตกก็อย่าหนักให้มากนัก
ยัง ยังไม่จบครับ ทาก กองทัพทากมาเป็นฝูงซอมบี้เลย เกาะเท้าเข้าไปถึงในเต็นท์ เสียงกรี๊ดเต็นท์รอบ ๆ นี่มาเต็ม คืนนั้นไม่กล้าออกไปแปลงฟัน ได้แต่อมลิสเตอร์ลีน แล้วบ้วนออกหน้าเต็นท์นั่นแหละ นอนได้สักพัก เจอตอดในกางเกงเลย ดีนะตอดขา ไม่ได้ตอดที่อื่น รีบจับดึงออกปล่อยนอกเต็นท์ แล้วกลับมาสำรวจที่นอน กว่าจะหลับได้ปาไปห้าทุ่มกว่าเลยมั้ง
ว่ากันว่าการท่องเที่ยวเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่ถ้าจะเศร้าคงเป็นช่วงขากลับนี่แหละ ภาพตอนขาขึ้นย้อนกลับเข้ามา ช่วงเวลาที่ได้เจอเพื่อนใหม่ ไม่อยากให้ช่วงเวลานี้จบไปเลย ถ้าย้อนกลับไปเริ่มเดินใหม่ได้ จะทำอะไรเพิ่มดีนะ ขอช่องทางติดต่อสาวเสื้อน้ำตาลคนนั้นอย่างนึงแน่ ๆ แต่ยังไงมันก็ย้อนกลับไม่ได้สินะ เหมือนสองเท้าที่สาวไปตามพื้นอย่างไม่หยุดหย่อน เดินช้ากว่าขาขึ้นซะอีก โลกข้างล่างมันโหดร้าย แสงแดดเหลืองอ่อนยามบ่ายนี่ตัวบิ้วเศร้าเลย ยิ่งใกล้ถึงตีนภูยิ่งแวะถ่ายรูปบ่อย
กลับสู่ความจริง โลกข้างล่างใบเดิม ก่อนจบรีวิวเขียนอะไรดีนะ เพื่อนใหม่ทุกคนที่เจอระหว่างทาง ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาดี ๆ ขอบคุณสำหรับรูปถ่าย และชาเขียวอุ่น ๆ ยามตะวันลับฟ้า และก็ยังอยากเจอเธออีกนะ สาวเสื้อน้ำตาลคนนั้น หวังว่าจะได้พบอีกสักที่สักช่วงเวลานึง อาจเป็นไปได้ถ้าเจ้าตัวบังเอิญเข้ามาอ่าน (อธิฐานกับเจ้าที่บนภูหนักมาก 555)
อ่อ เพิ่งรู้ว่าเป็นเส้นทางที่หาแฟนง่ายด้วย ระหว่างทางเล็งสักคน ทำเป็นว่าเราเดินเร็วเท่าเขาพอดี และก็นั่นแหละชวนเที่ยวเลย ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน ขอให้มีทริปที่ดี คนโสดมาขอให้ได้แฟน คนมีคู่มาขอให้รักกันยิ่งกว่าเดิม เพี้ยง ปลุกเสกแล้ว รับรองขลัง สำหรับคาถาปลุกเสกเดินเร็วตอนกลางคืน ลองไปเปิด the shock ฟังนะครับ บาย
[CR] Return to ภูกระดึง ทริปผิดแผนแสนตราตรึง กับภารกิจตามหาเธอคนนั้น
3 ปีให้หลัง 12-14 ต.ค ุ62 น้องชายปิดเทอม แถมหยุดยาว ทริปนี้มีผม น้องชาย และคุณแม่อีกคน เริ่มเดินทางจากบ้านที่ปราจีนบุรี ตามแผนต้องขับรถออกจากบ้านวันที่ 12 ตั้งแต่ตี 3 ถึงตีนภู 10 โมงเช้า รวมระยะทาง 460 กิโล และเดินขึ้นถึงหลังแปตอนเย็น แต่รถมีปัญหาทำให้ไปไม่ทันเวลา เลยต้องนอนที่ ผานกเค้า เดอ เลย รีสอร์ท และเลื่อนไปขึ้นภูวันที่ 13 แทน
ด้วยความเพลียเพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับ ประกอบกับต้องตื่นตี 2 ครึ่ง และขับรถอีก 350 กิโล (อีก 150 โล แม่กับน้องช่วยขับ) ก็เลยหลับไปตั้งแต่ 6 โมงเย็น ตื่นมาทุ่มนึงด้วยความหิว ออกไปดูวิวผาซ่อนจันทร์ สั่งไข่คนที่รีสอร์ทกินจานละ 40 บาท ค่อยตึงท้องขึ้นมาหน่อย ไม่งั้นนอนทรมานมาก
เช้าวันใหม่มาเยือน หลังจากนอนชาร์จพลังมาทั้งคืน วันนี้พร้อมมากบอกเลย หลังจากนอนชาร์จพลังมาทั้งคืน สั่งข้าวเช้าที่รีสอร์ท กินพร้อมชมแสงแรกพ้นหน้าผา ก่อนจะขับรถต่ออีก 15 กิโล ที่จอดรถยังเหลือให้เลือกเพียบ
ข้าวของแน่นมากบอกเลย ผมกับน้องรับไปคนละ 10 กิโลได้ ส่วนคุณแม่สะพายขนาดกระเป๋านักเรียนพอ ของจุกจิกอีก 7 กิโล จ้างหาบ กิโลละ 30 บาท หมดไป 210 เพิ่งรู้ด้วยว่าข้างบนเขาห้ามประกอบอาหาร ต้องสั่งร้านอาหารกินเท่านั้น เตากับแก๊สกระป๋องที่ซื้อมาจึงเป็นอันต้องฝากไว้ข้างล่าง เห็นใบรายการฝากของแล้ว มีแต่คนฝากแก๊สทั้งนั้น
เริ่มเดินกันแบบ pace ใคร pace มัน นัดรอกันที่ซำแฮก ขึ้นมาถึงสภาพทุกคนโอเค ซำแรกไหว ซำต่อไปก็ต้องไหว หลังจากนั้นก็เดินตามสบาย ไว้รอกันอีกทีหลังแป
ผมเดินเดี่ยว ๆ ตั้งแต่ซำแฮก แม่อยู่ข้างหลัง น้องอยู่ข้างหน้า ซอยเท้าสั้น ๆ ซิกแซกไปเรื่อย หลังออกจากซำกอซาง เจอผู้หญิงแก๊งนึงเดิน pace พอ ๆ กัน ถึงซำกกโดนก็มีคุยกันบ้างระหว่างพัก เห็นว่ามาจากชลบุรีกัน
หลังจากนั้นก็ออกจากซำกกโดนไปคนเดียว เดินชิล ๆ ทางไม่ชันมาก ก่อนถึงซำแคร่ ผู้หญิงแก๊งเดิมไล่มาทันพอดี เลยได้นั่งพักด้วยกันอีก แก๊งนี้มีคู่พี่น้องจากโคราชเดินมาพร้อมกันด้วย ได้ยินเขาพูดกันว่าจะไปผาหล่มสักกัน
ก่อนออกจากซำแคร่ สาวเสื้อน้ำตาลในแก๊งนั้นชวนเดินไปด้วยกัน ก็เดินไปพร้อมกับแก๊งนี้เลย จะได้มีเพื่อนคุยแก้เหงา ทางช่วงนี้ชันที่สุด หลายจุดมีบันไดชันให้ปีน ใครกลัวความสูงนี่หวาดเสียวมาก
รอบนี้ขึ้นมาถึงหลังแปได้แบบไม่ทรมานมาก ถ้าเป็นครั้งแรกนี่ปางตายอะบอกเลย
ขึ้นมาถึงพร้อมสาวเสื้อน้ำตาลในแก๊งนั้น ส่วนคนอื่นน่าจะมาถึงอีกสักพัก เราไปนั่งรับลมรออยู่แถวนั้น เพิ่งรู้ว่าเธอขับรถมาจากอุบลคนเดียว แล้วมาเจอแก๊งจากชลบุรี ก็เลยเดินมาพร้อมกัน ‘ถ่ายรูปให้หน่อย’ เธอบอกพร้อมกับรอยยิ้ม เราผัดกันถ่ายรูปเสร็จพอดี ก่อนจะไปถ่ายรูปรวมตอนทุกคนเดินมาถึง
หลังจากนั้นผมต้องไปกางเต็นท์ที่จุดบริการนักท่องเที่ยว ส่วนคนอื่นเดินไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก เลยเป็นอันต้องแยกกันตรงนั้น แอบเสียดายอยู่เงียบ ๆ อยากเดินเที่ยวกับสาวเสื้อน้ำตาลคนนั้นอีก ยังไม่รู้ชื่อเธอเลยแฮะ เดี๋ยวเย็นนี้กางเต็นท์เสร็จ แล้วรีบเดินไปผาหมากดูกดีกว่า
ผมรอแม่ขึ้นมาถึงหลังแป ก่อนจะเดินไปกางเต็นท์ น้องชายกางของตัวเองรอไว้แล้ว ไปเห็นโซนที่น้องเลือกไว้แอบตกใจอยู่บ้าง ตรงนั้นมีแต่ต้นสนกับเศษกิ่งไม้เต็มไปหมด แต่น้องเลือกไว้เพราะไม่มีแดด สักพักพี่ผู้ชายคนนึงเดินมาบอก แถวนี้มีแต่ทาก เรดโซนเลยแหละครับ ผมนี่ชะงักไปชั่วครู่ แต่ไม่ทันละ กางไปแล้วสองเต็นท์ เหลือเต็นท์แม่อีกเต็นท์เดียว
กางเต็นท์เสร็จแม่กับน้องก็นอนพัก ส่วนผมไม่รอช้า รีบย้ำเท้าตรงไปหมากดูกแบบรอบจัดสุด ๆ เป็นระยะ 2 กิโล ที่ยาวนานมาก ระหว่างทางเริ่มมีคนเดินกลับมาเยอะแล้ว บางคนก็จ๊อกกิ่งเบา ๆ เริ่มคิดหรือเราจะวิ่งบ้างนะ ปกติวิ่งประจำอยู่แล้ว ไม่วิ่งละกันถนอนขาไว้ดีกว่า เดินเลยครึ่งทางไปหน่อย ไดยินเสียงทัก ‘เพิ่งมาเหรอ’ ผู้หญิงแก๊งนั้นนี่เอง เดินกลับมาแล้ว เสียดายเลย ได้นั่งดูพระอาทิตย์คนเดียวแล้วสิ หรือผมจะเลี้ยวกลับไปตอนนี้เลยดีไหมนะ ไม่ดีกว่า เดี๋ยวจะดูเหมือน stalker เกินไป
มาถึงละผิดหวัง เมฆเต็มฟ้า คนเต็มผา ไม่มีที่นั่งดูเลย เก็บภาพสักสองช็อต แล้วก็หันหลังกลับ คราวนี้ลองวิ่งจ็อกกิ่งดูบ้าง pace 6 แค่สองกิโลน่าจะไม่เป็นไร ถ้าวิ่งไปทันผู้หญิงแก๊งนั้น ว่าจะนัดไปเที่ยวด้วยกันพรุ่งนี้ซะหน่อย แต่ไปถึงจุดบริการแล้วก็หาไม่เจอ น่าจะกลับที่พักกันหมดแล้ว วันนี้ตัดจบ กินข้าว เข้านอนเลยแล้วกัน
เริ่มเช้าวันใหม่ตั้งแต่ตี 5 ตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ยังแอบมองหาสาวเสื้อน้ำตาลคนนั้นอยู่ เอาจริง ๆ ถ้าเธอเปลี่ยนชุดแล้วจะจำได้เปล่าก็ไม่รู้ ยิ่งจำหน้าคนไม่เก่งอยู่ด้วย
แล้วก็หาไม่เจอจริง ๆ เอาไว้หาที่ผาหล่มสักเย็นนี้แล้วกัน ยังไงแก๊งนั้นต้องไปเที่ยวที่นั้นอยู่แล้ว
ตอนเดินกลับเต็นท์ หลงเข้าไปทางลานพระแก้ว เลยได้ภาพเพิ่มมาอีกนิด ถึงตรงนี้ก็ยังมองหาเธอคนนั้นอยู่ 555
กลับมากินมื้อเช้าที่จุดบริการ ก่อนจะออกเดินทางเที่ยวรอบภูกับน้องชาย ส่วนแม่ขอนอนพักขาที่เต็นท์ชิล ๆ
ตอนออกจากศูนย์บริการ พบเพื่อนร่วมทางอีกสองคนกำลังเดินเข้าเขตป่าดิบไปเที่ยวน้ำตกเหมือนกัน เพิ่งรู้ว่ามาที่นี่ช่วงหยุดยาวหาเพื่อนง่ายมาก
เดินวนจนครบ ไล่ตั้งแต่น้ำตกวังกวาง น้ำตกโผนพบ เพ็ญพบใหม่ เพ็ญพบ จุดสุดท้ายที่น้ำตกถ้ำใหญ่ เจอใบเมเปิ้ลสีแดงร่วงอยู่เพียบ
ออกจากน้ำตกถ้ำใหญ่ได้ไม่ไกล ก็เข้าเขตป่าสนอีกครั้ง เป็นอีกวันที่แดดแรงมาก นั่งเติมปังแยมที่สระอโนดาต บรรยายกาศชิล ๆ คนนั่งเพียบ ถึงตรงนี้ก็ยังมองหาสาวเสื้อน้ำตาลคนนั้นไม่เลิก ตอนนี้เธอเดินอยู่ข้างหน้า หรืออยู่ข้างหลังนะ
พักที่อโนดาตจนพอใจ ก็เริ่มออกเดินอีกครั้ง แลนมาร์กต่อไปคือน้ำตกถ้ำสอเหนือ
ได้เอาเท้าแช่น้ำ บรรเทาอาการปวดร้าวได้มาก พอออกจากน้ำตก เป้าหมายต่อไปเป็นสถานีสุดท้ายแล้ว ผาหล่มสัก ผาที่อยากมาดูตั้งแต่ครั้งที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้มา
มาถึงหล่มสักบ่ายสามพอดี แถวนี้ร้านค้าร้านกาแฟ ของฝากครบเรื่อง พอนั่งกินข้าวเข้าห้องน้ำเรียบร้อย ก็เหลือแค่รอดูพระอาทิตย์ตก เปล เสื่อ ม้านั่ง ร้านค้ามีให้ครบ น้องผมนอนรอที่เปลชายป่า ส่วนผมนี่เดินวนไปทั่วเลย เผื่อว่าเธอคนนั้นจะมาถึงก่อน แต่ก็ไร้วี่แวว
หลังจากเดินวนอยู่นาน ก็ได้ที่นั่งชมวิวสวย ๆ ตรงนี้เห็นคนมาต่อคิวถ่ายรูปจุดไฮไลท์ริมผา ได้เห็นท่าโพสทุกคนใกล้ ๆ บางคนนี่นั่งห้อยขาแบบไม่มีทีท่าระมัดระวังเลย ผมนั่งดูห่าง ๆ ยังเสียวแทน
จะว่าไป นั่งตรงนี้ก็ดีเหมือนกัน ยังไงทุกคนก็ต้องมาถ่ายรูปตรงนี้อยู่แล้ว ต้องได้เจอสาวเสื้อน้ำตาลคนนั้นอีกแน่
และก็มีคนเข้ามาทักจริง ๆ ด้วย เป็นผู้หญิงแก๊งเมื่อวาน แต่ไม่ใช่สาวเสื้อน้ำตาลคนนั้น เธอมากับเพื่อนผู้ชายอีกคน ได้คุยกันถึงรู้ว่าสาวเสื้อน้ำตาลกลับไปตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ไม่มีใครมีช่องทางติดต่อเธอด้วยล่ะสิ เสียดายเลย
อย่างน้อยก็มีชาเขียวถั่วแดงย้อมใจ พี่ผู้ชายที่มากับผู้หญิงแก๊งเมื่อวานชงให้ดื่มฟรี พร้อมนั่งชมแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ยามเย็น ทำไมบรรยากาศมันให้ขนาดนี้นะ แอบดีใจที่รถเสียเมื่อวานซืน ทำให้ได้เพื่อนร่วมทริปเพิ่ม ได้ชมวิววันไร้เมฆ ได้เจอสาวเสื้อน้ำตาลคนนั้น แต่ก็อดเสียดายไม่ได้อยู่ดี เหมือนชะตาให้โคจรมาเจอกันแค่วันเดียว คิดอยู่ว่าทำไมเย็นเมื่อวานไม่ย้อนไปคุยด้วยนะ เผื่อได้ช่องทางติดต่อ คงเป็นเพราะแค่อยากเที่ยวด้วย อยากนั่งดูพระอาทิตย์ตกด้วยกัน เลยไม่ได้คิดถึงว่าหลังลงภูจะติดต่อกันยังไง แต่ถ้าจะมาภูกระดึงอีกรอบ ก็อยากมากับเธอคนนั้นอีก ทำยังไงดีนะ หรือต้องรอปาฎิหาริย์
ตะวันลับฟ้า เป็นสัญญาณว่าได้เวลากลับเต็นท์แล้ว จากตรงนี้ไปประมาณ 9 กิโล คนร่วมทางมีน้องชาย ผู้หญิงแก๊งเมื่อวานคนนึง และพี่ผู้ชายมือชงชา รวมผมด้วยเป็น 4 คน ไปกันแบบมืด ๆ ไม่รู้ทำไมแก๊งอื่นพากันเดินแซงไปทีละแก๊งสองแก๊ง จนเหลือแก๊งผมเป็นแก๊งสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ยัง ยังไม่หมด อุปสรรคยังไม่หมด ฝนครับ มาทั้งฝนทั้งลม ในใจได้แต่ภาวนาขอให้ที่เต็นท์ไม่ตก ถ้าตกก็อย่าหนักให้มากนัก
ยัง ยังไม่จบครับ ทาก กองทัพทากมาเป็นฝูงซอมบี้เลย เกาะเท้าเข้าไปถึงในเต็นท์ เสียงกรี๊ดเต็นท์รอบ ๆ นี่มาเต็ม คืนนั้นไม่กล้าออกไปแปลงฟัน ได้แต่อมลิสเตอร์ลีน แล้วบ้วนออกหน้าเต็นท์นั่นแหละ นอนได้สักพัก เจอตอดในกางเกงเลย ดีนะตอดขา ไม่ได้ตอดที่อื่น รีบจับดึงออกปล่อยนอกเต็นท์ แล้วกลับมาสำรวจที่นอน กว่าจะหลับได้ปาไปห้าทุ่มกว่าเลยมั้ง
ว่ากันว่าการท่องเที่ยวเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่ถ้าจะเศร้าคงเป็นช่วงขากลับนี่แหละ ภาพตอนขาขึ้นย้อนกลับเข้ามา ช่วงเวลาที่ได้เจอเพื่อนใหม่ ไม่อยากให้ช่วงเวลานี้จบไปเลย ถ้าย้อนกลับไปเริ่มเดินใหม่ได้ จะทำอะไรเพิ่มดีนะ ขอช่องทางติดต่อสาวเสื้อน้ำตาลคนนั้นอย่างนึงแน่ ๆ แต่ยังไงมันก็ย้อนกลับไม่ได้สินะ เหมือนสองเท้าที่สาวไปตามพื้นอย่างไม่หยุดหย่อน เดินช้ากว่าขาขึ้นซะอีก โลกข้างล่างมันโหดร้าย แสงแดดเหลืองอ่อนยามบ่ายนี่ตัวบิ้วเศร้าเลย ยิ่งใกล้ถึงตีนภูยิ่งแวะถ่ายรูปบ่อย
กลับสู่ความจริง โลกข้างล่างใบเดิม ก่อนจบรีวิวเขียนอะไรดีนะ เพื่อนใหม่ทุกคนที่เจอระหว่างทาง ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาดี ๆ ขอบคุณสำหรับรูปถ่าย และชาเขียวอุ่น ๆ ยามตะวันลับฟ้า และก็ยังอยากเจอเธออีกนะ สาวเสื้อน้ำตาลคนนั้น หวังว่าจะได้พบอีกสักที่สักช่วงเวลานึง อาจเป็นไปได้ถ้าเจ้าตัวบังเอิญเข้ามาอ่าน (อธิฐานกับเจ้าที่บนภูหนักมาก 555)
อ่อ เพิ่งรู้ว่าเป็นเส้นทางที่หาแฟนง่ายด้วย ระหว่างทางเล็งสักคน ทำเป็นว่าเราเดินเร็วเท่าเขาพอดี และก็นั่นแหละชวนเที่ยวเลย ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน ขอให้มีทริปที่ดี คนโสดมาขอให้ได้แฟน คนมีคู่มาขอให้รักกันยิ่งกว่าเดิม เพี้ยง ปลุกเสกแล้ว รับรองขลัง สำหรับคาถาปลุกเสกเดินเร็วตอนกลางคืน ลองไปเปิด the shock ฟังนะครับ บาย
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้