ส่วนตัวเครียดกับการใช้ชีวิตประจำวันมาก มันเบื่อ มันไม่มีแรงจูงใจมห้ออกไปทำอะไรอย่างเต็มที่ บางทีก็คิดไม่อยากอยู่แบบไม่มีสาเหตุเกือบทุกวัน หลักๆเลยคือคนรอบตัวเราทั้งเพื่อน ครอบครัว ทำให้เราเก็บมาคิดว่าเออเหมือนโดนทิ้งไว้ข้างหลัง เหมือนเรายืนอยู่เฉยๆมองภาพคนอื่นเคลื่อนไหวใช้ชีวิตกันตามปกติ เราค่อนข้างนอยด์ง่ายแต่ไม่เคยแสดงให้ใครรู้เลยว่าเออถ้าคุณทำแบบนี้เราไม่โอเคแต่เราจะเงียบซะส่วนใหญ่ อาจเพราะไม่อยากมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ได้แต่ปล่อยผ่าน ยกตัวอย่างแบบ เพื่อนมีรีแอคชั่นแบบนี้มา ในใจคือคิดผลลัพธ์ทั้งทางบวกและทางลบมาร้อยแปดพันเก้า นั่งคิดนอนคิดว่าเพื่อนแสดงแบบนี้ออกมาในใจจะคิดอีกอย่างมั้ย ...เราก็เบื่อที่ตัวเองเป็นแบบนี้ ทั้งๆที่ความจริงแล้วก็รู้ว่าเพื่อนไม่ทำแบบนี้กับเราอยู่แล้ว
ในอนาคตเราไม่มีเป้าหมายเพื่อตัวเองเลย มันว่างมาก แบบ...มีความฝันนะแต่มันก็ยากไง เราเข้าใจว่าการขับเคลื่อนไปของชีวิตไม่สามารถจะไปได้ด้วยตัวเองเราต้องมีคอนเนคชั่น มีเพือน เรามีเพื่อนแต่ก็ตามที่เล่าไปเหมือนคิด(ไปเอง)ว่าตัวเองเป็นคนนอกตลอดเวลา มันเป็นมายด์เซ็ตเราไปเลยมั้ง ก็พยายามปล่อยวางแล้ว เราก็รู้สึกแบบนี้เป็นๆหายๆ ภายนอกเราเฮฮา เฟรนด์ลี่มาก ก้คนปกติคนนึงอ่ะ แต่ข้างในมันครึมๆทึมๆนิ่งๆ คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นคน 2 บุคคลิก
มันยากนะ กับการที่จะรวบรวมความกล้าไปที่โรงพยาบาลเพื่อขอคำปรึกษา เราไม่รู้จะเริ่มเดินไปที่ไหนก่อน มันจะเป็นยังไงถ้าเจอหน้าหมอ เคยพูดกับแม่ว่าอยากไปท่านก็อึ้งๆแต่ไม่ได้ตกใจโวยวายอะไร แต่ก็ไม่ได้พาไปจริงจังจนผ่านมานาน เห็นเราไม่พูดว่าเครียดว่าคิดอยากไปมากแค่ไหนคงคิดว่าหายแล้ว เราได้ยินแม่ไปพูดกับคนรู้จักว่าเนี่ยตอนนี้สถานะการเงินที่บ้านดีขึ้นลูกก็ไม่เครียดคงหายดีแล้ว เราก็ยืนหน้าชาอยุ่ตรงนั้นคือเราอายนะ กว่าจะรวบรวมความกล้าไปบอกแม่ได้ก็นานหลายปี จากนั้นก้ไม่เคยพูดอะไรแบบนี้ให้ใครฟังอีกเลย
บางทีนี่ก็อาจเป็นปกติของคนทั่วไปที่มีนิสัยคิดมาก ถ้าเป็นแบบนี้เราก็จะพยายามปรับทัศนคติของตัวเองให้ดีขึ้น มองโลกให้บวกขึ้น
แบบนี้เข้าข่ย " โรคซึมเศร้า " มั้ย?
ในอนาคตเราไม่มีเป้าหมายเพื่อตัวเองเลย มันว่างมาก แบบ...มีความฝันนะแต่มันก็ยากไง เราเข้าใจว่าการขับเคลื่อนไปของชีวิตไม่สามารถจะไปได้ด้วยตัวเองเราต้องมีคอนเนคชั่น มีเพือน เรามีเพื่อนแต่ก็ตามที่เล่าไปเหมือนคิด(ไปเอง)ว่าตัวเองเป็นคนนอกตลอดเวลา มันเป็นมายด์เซ็ตเราไปเลยมั้ง ก็พยายามปล่อยวางแล้ว เราก็รู้สึกแบบนี้เป็นๆหายๆ ภายนอกเราเฮฮา เฟรนด์ลี่มาก ก้คนปกติคนนึงอ่ะ แต่ข้างในมันครึมๆทึมๆนิ่งๆ คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นคน 2 บุคคลิก
มันยากนะ กับการที่จะรวบรวมความกล้าไปที่โรงพยาบาลเพื่อขอคำปรึกษา เราไม่รู้จะเริ่มเดินไปที่ไหนก่อน มันจะเป็นยังไงถ้าเจอหน้าหมอ เคยพูดกับแม่ว่าอยากไปท่านก็อึ้งๆแต่ไม่ได้ตกใจโวยวายอะไร แต่ก็ไม่ได้พาไปจริงจังจนผ่านมานาน เห็นเราไม่พูดว่าเครียดว่าคิดอยากไปมากแค่ไหนคงคิดว่าหายแล้ว เราได้ยินแม่ไปพูดกับคนรู้จักว่าเนี่ยตอนนี้สถานะการเงินที่บ้านดีขึ้นลูกก็ไม่เครียดคงหายดีแล้ว เราก็ยืนหน้าชาอยุ่ตรงนั้นคือเราอายนะ กว่าจะรวบรวมความกล้าไปบอกแม่ได้ก็นานหลายปี จากนั้นก้ไม่เคยพูดอะไรแบบนี้ให้ใครฟังอีกเลย
บางทีนี่ก็อาจเป็นปกติของคนทั่วไปที่มีนิสัยคิดมาก ถ้าเป็นแบบนี้เราก็จะพยายามปรับทัศนคติของตัวเองให้ดีขึ้น มองโลกให้บวกขึ้น