วันนี้กลับเชียงใหม่ หลังจากที่มากทม.2 วันเพื่อมาทำงาน ตอนกลับ ทีแรกก็จะให้messanger ที่ร้านไปส่งที่รถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพง เพราะกะว่าจะนั่งไปจตุจักรแล้วต่อ shuttle bus
ไม่นั่ง grab หรือ taxi เพราะงก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าประหยัดค่ะ ที่สำคัญเวลานั้น รถติดสาหัสแบบเป็นนิ่วคารถได้เลย
แต่พอลงจากมอเตอร์ไซตที่หัวลำโพง จู่ๆก็ป๊อบอัพขึ้นในหัวว่า
'นั่งรถไฟก็ได้นี่หว่า'
เพราะได้ยินประกาศว่ารถไฟขาที่จะไปลพบุรีจะออกเวลา 16.30 น. และพอดีกับเวลานั้นเป็นเวลา 16.30 น. พอดี
ดิฉันก็เลยตัดสินใจสนามบินดอนเมืองด้วยรถไฟดีกว่า แม้ว่าเวลานั้นจะเป็นเวลารถไฟออกแล้ว ก็มิได้ยี่หระแต่อย่างใด เพราะเข้าใจเอาเองว่าน่าจะไม่ตรงเวลาหรอก ไปซื้อตั๋วแล้วเดินไปขึ้นรถไฟสวยๆก็ยังทัน
ซึ่งก็ทันจริงๆ แต่พอขึ้นรถไฟปุ๊บ รถออกเลยนะคะ ดูเวลาที่ข้อมือ คืดเวลา 16.35 น.เลทไป 5 นาที ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ค่าตั๋วชั้น 3 หัวลำโพง - ดอนเมืองคือ 5 บาทถ้วนนะคะ
ด้วยความที่ขี้เกียจเดิน พอขึ้นไปขบวนท้ายสุด ดิฉันก็หาที่นั่งทันที ไม่ได้ดูอีร้าค่าอีรมแต่อย่างใด
เพียงนั่งที่นั่งสุดท้ายปุ๊บ ผู้โดยสารคนอื่นก็รีบบอกทันที ว่านั่งไม่ได้ เพราะเป็นที่นั่งที่สงวนไว้สำหรับพระภิกษุและสามเณร และคนพิการ และคนท้อง และเด็ก
(สงสัยอย่างเดียว ถ้าให้เด็กมากับคุณพ่อ ต้องแยกกันหรือเปล่า)
มิน่า 3 แถวหลังสุด ไม่มีคน เด๋อเลย
อ่ะ ไม่เป็นไร หาที่นั่งที่อื่นต่อ แล้วก็ได้นั่งจนได้
เมื่อมองไปรอบๆ ทุกคนที่นั่ง ดูเป็นผู้โดยสารมืออาชีพมาก เขานั่งแต่ที่ที่มีพัดลม แบบตรงไหนมีพัดลม คนออนั่งกันเป็นปลาสวายวังมัจฉาเลยค่ะ
ส่วนดิฉันรึคะ ก็เห็นว่าตรงไหนว่างก็นั่งไป และใช่คะ ตรงที่ดิฉันนั่งไร้ซึ่งพัดลม
รถไฟหรือเตาอบ และสังเกตรอบๆ คนที่นั่งรถไฟ และตามรายทาง ก็มีคนขึ้นตลอด ถือว่ารถไฟไทยเป็นทางเลือกคมนาคมที่ป๊อบปูล่ามากเลยนะคะ
มีทั้งพนักงานบริษัท มีรปภ.เลิกงานแล้วมาโดยสารอยู่ 2-3 คน มีแม่บ้านทำความสะอาดอยู่ 7-8 คน คนต่างชาติก็เยอะ คนก่อสร้างอีกไม่น้อย มีนักมวยด้วย ที่รู้เพราะเขาคุยกันเสียงค่อนข้างดัง และมีแต่เรื่องการซ้อม
และที่เหลือก็เป็นเหล่าคนที่หน้าตาอิดโรย
ซึ่ง 1 ในนั้นคือดิฉันด้วยค่ะ เพราะอากาศในรถไฟร้อนมาก แถมไม่ระบาย
ยังดีที่เบาะที่นั่งยังไม่ขาด และโดยรวมสะอาดอยู่
สองข้างของทางรถไฟที่ผ่าน ส่วนใหญ่เป็นแหล่งที่ถูกทิ้งขว้าง น้ำขังมากมาย ขยะเพียบ ฝุ่นเต็มไปหมด และพื้นเป็นดินลูกรัง มีบ้างที่เป็นถนนลาดยาง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นดินโคลนซะมาก คาดว่าถ้าฝนตก น่าจะเละกันน่าดู
และที่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ มีชุมชมเรียงราย 2 ข้างทางตลอดนะคะ แทบไม่มีที่ว่างเลย
ซึ่งสังเกตดีดี จะมีระบบของมันอยู่ โดยจะมีรถเข็นมากมายเป็นที่shoppingของคนในชุมชน สินค้ายืนพื้นคือหมูปิ้ง แหนมปิ้ง ข้าวเหนียว ข้าวโพด ส้มตำ เด็กๆวิ่งเล่นกัน(ดีใจมากที่เห็นเพราะไม่ค่อยเห็นวิ่งเล่นกันเลยในตอนนี้)
น่าสนใจมากเหมือนกันนะที่เขาได้กลับบ้านในเวลาที่ไม่เย็นมาก (ตอนดิฉันนั่งผ่าน คือเวลา17.00 กว่า ถือว่าไม่เย็นมาก)
แสดงว่าที่ทำงานของพวกเขาเลิกงานตรงเวลา หรือที่น่ากลัวกว่านั้น คือ พวกเขาว่างงาน เพราะว่าแต่งตัวเหมือนอยู่บ้านมาแล้วทั้งวัน
ชุมชนใหญ่ไหนหน่อยจะมีรถเข็นขายกิฟท์ชอป ,ขายเสื้อผ้า, ขายแว่นกันแดด แม้กระทั่งรถขายอุปกรณ์ไอทีอย่างพวกเคสมือถือและชาร์ตก็มี
และท่าทางระบบส้วมและที่อาบน้ำจะไม่ครบคน (ดิฉันขอออกตัวก่อนว่ามิได้โรคจิต) เพราะดิฉันนับคนที่ฉี่ข้างทางได้ 7 คนค่ะ รวมถึงคนที่อาบน้ำกลางแจ้งแบบมีบ่อใหญ่ๆรวมกัน แล้วก็ใช้ขันวักน้ำในบ่อมาอาบ ที่พีคคือ ถ้าเป็นผู้หญิงจะกระโจมอก แต่ถ้าเป็นผู้ชายจะใส่กางเกงในอาบน้ำ
นอกจากลานอาบน้ำ มีลานกีฬาแบบ DIY หลายชนิดเลย มีเตะบอล ตะกร้อ แบดมินตัน และที่น่าสนใจคือ ถ้าเป็นเขตรถไฟ จะมีสนามเปตองอยู่ด้วย
นั่งไปเรื่อยๆ ก็เริ่มใกล้ถึง มีความกระหยิ่มค่ะ ที่ได้ผ่านช่วงที่ต้องกั้นรถให้รถไฟผ่าน ซึ่งเอาจริงๆนะ รถในถนนมันติดมาก เพราะนี่คือ เย็นวันศุกร์ และยิ่งไกลขึ้นเท่าไหร่ คนก็แน่นเท่านั้น นี่ยังคิดเลยว่า ถ้าไม่ได้นั่งต้นสาย ขอบายแน่นอนค่ะ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ มันไม่สนุกเลยค่ะ เพราะมันเบียดขนาดล้วงมือไปเกาหลังตัวเองยังยากอ่ะค่ะ
และในเวลา 1 ชม. 15 นาที ก็ถึงสถานีดอนเมืองพอดีเป๊ง ถือว่าเป็นการเดินทางที่ดีอยู่นะคะ เพราะมันเร็ว ไม่รถติด และไม่ได้รอนานเหมือนกันที่มีคนเล่าต่อๆกันมา
ถือเป็นการเดินทางอีกชนิดที่ขอแนะนำค่ะ และถ้าการทางรถไฟจะเพิ่มจำนวนพัดลม หรือถ้าให้ดี ติดแอร์โลด รถไฟไทยจะเป็นการเดินทางที่หฤหรรษ์มากกว่านี้แน่นอน
ไปละ บายค่ะ
รถไฟจากหัวลำโพงไปดอนเมือง
ไม่นั่ง grab หรือ taxi เพราะงก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าประหยัดค่ะ ที่สำคัญเวลานั้น รถติดสาหัสแบบเป็นนิ่วคารถได้เลย
แต่พอลงจากมอเตอร์ไซตที่หัวลำโพง จู่ๆก็ป๊อบอัพขึ้นในหัวว่า
'นั่งรถไฟก็ได้นี่หว่า'
เพราะได้ยินประกาศว่ารถไฟขาที่จะไปลพบุรีจะออกเวลา 16.30 น. และพอดีกับเวลานั้นเป็นเวลา 16.30 น. พอดี
ดิฉันก็เลยตัดสินใจสนามบินดอนเมืองด้วยรถไฟดีกว่า แม้ว่าเวลานั้นจะเป็นเวลารถไฟออกแล้ว ก็มิได้ยี่หระแต่อย่างใด เพราะเข้าใจเอาเองว่าน่าจะไม่ตรงเวลาหรอก ไปซื้อตั๋วแล้วเดินไปขึ้นรถไฟสวยๆก็ยังทัน
ซึ่งก็ทันจริงๆ แต่พอขึ้นรถไฟปุ๊บ รถออกเลยนะคะ ดูเวลาที่ข้อมือ คืดเวลา 16.35 น.เลทไป 5 นาที ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ค่าตั๋วชั้น 3 หัวลำโพง - ดอนเมืองคือ 5 บาทถ้วนนะคะ
ด้วยความที่ขี้เกียจเดิน พอขึ้นไปขบวนท้ายสุด ดิฉันก็หาที่นั่งทันที ไม่ได้ดูอีร้าค่าอีรมแต่อย่างใด
เพียงนั่งที่นั่งสุดท้ายปุ๊บ ผู้โดยสารคนอื่นก็รีบบอกทันที ว่านั่งไม่ได้ เพราะเป็นที่นั่งที่สงวนไว้สำหรับพระภิกษุและสามเณร และคนพิการ และคนท้อง และเด็ก
(สงสัยอย่างเดียว ถ้าให้เด็กมากับคุณพ่อ ต้องแยกกันหรือเปล่า)
มิน่า 3 แถวหลังสุด ไม่มีคน เด๋อเลย
อ่ะ ไม่เป็นไร หาที่นั่งที่อื่นต่อ แล้วก็ได้นั่งจนได้
เมื่อมองไปรอบๆ ทุกคนที่นั่ง ดูเป็นผู้โดยสารมืออาชีพมาก เขานั่งแต่ที่ที่มีพัดลม แบบตรงไหนมีพัดลม คนออนั่งกันเป็นปลาสวายวังมัจฉาเลยค่ะ
ส่วนดิฉันรึคะ ก็เห็นว่าตรงไหนว่างก็นั่งไป และใช่คะ ตรงที่ดิฉันนั่งไร้ซึ่งพัดลม
รถไฟหรือเตาอบ และสังเกตรอบๆ คนที่นั่งรถไฟ และตามรายทาง ก็มีคนขึ้นตลอด ถือว่ารถไฟไทยเป็นทางเลือกคมนาคมที่ป๊อบปูล่ามากเลยนะคะ
มีทั้งพนักงานบริษัท มีรปภ.เลิกงานแล้วมาโดยสารอยู่ 2-3 คน มีแม่บ้านทำความสะอาดอยู่ 7-8 คน คนต่างชาติก็เยอะ คนก่อสร้างอีกไม่น้อย มีนักมวยด้วย ที่รู้เพราะเขาคุยกันเสียงค่อนข้างดัง และมีแต่เรื่องการซ้อม
และที่เหลือก็เป็นเหล่าคนที่หน้าตาอิดโรย
ซึ่ง 1 ในนั้นคือดิฉันด้วยค่ะ เพราะอากาศในรถไฟร้อนมาก แถมไม่ระบาย
ยังดีที่เบาะที่นั่งยังไม่ขาด และโดยรวมสะอาดอยู่
สองข้างของทางรถไฟที่ผ่าน ส่วนใหญ่เป็นแหล่งที่ถูกทิ้งขว้าง น้ำขังมากมาย ขยะเพียบ ฝุ่นเต็มไปหมด และพื้นเป็นดินลูกรัง มีบ้างที่เป็นถนนลาดยาง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นดินโคลนซะมาก คาดว่าถ้าฝนตก น่าจะเละกันน่าดู
และที่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ มีชุมชมเรียงราย 2 ข้างทางตลอดนะคะ แทบไม่มีที่ว่างเลย
ซึ่งสังเกตดีดี จะมีระบบของมันอยู่ โดยจะมีรถเข็นมากมายเป็นที่shoppingของคนในชุมชน สินค้ายืนพื้นคือหมูปิ้ง แหนมปิ้ง ข้าวเหนียว ข้าวโพด ส้มตำ เด็กๆวิ่งเล่นกัน(ดีใจมากที่เห็นเพราะไม่ค่อยเห็นวิ่งเล่นกันเลยในตอนนี้)
น่าสนใจมากเหมือนกันนะที่เขาได้กลับบ้านในเวลาที่ไม่เย็นมาก (ตอนดิฉันนั่งผ่าน คือเวลา17.00 กว่า ถือว่าไม่เย็นมาก)
แสดงว่าที่ทำงานของพวกเขาเลิกงานตรงเวลา หรือที่น่ากลัวกว่านั้น คือ พวกเขาว่างงาน เพราะว่าแต่งตัวเหมือนอยู่บ้านมาแล้วทั้งวัน
ชุมชนใหญ่ไหนหน่อยจะมีรถเข็นขายกิฟท์ชอป ,ขายเสื้อผ้า, ขายแว่นกันแดด แม้กระทั่งรถขายอุปกรณ์ไอทีอย่างพวกเคสมือถือและชาร์ตก็มี
และท่าทางระบบส้วมและที่อาบน้ำจะไม่ครบคน (ดิฉันขอออกตัวก่อนว่ามิได้โรคจิต) เพราะดิฉันนับคนที่ฉี่ข้างทางได้ 7 คนค่ะ รวมถึงคนที่อาบน้ำกลางแจ้งแบบมีบ่อใหญ่ๆรวมกัน แล้วก็ใช้ขันวักน้ำในบ่อมาอาบ ที่พีคคือ ถ้าเป็นผู้หญิงจะกระโจมอก แต่ถ้าเป็นผู้ชายจะใส่กางเกงในอาบน้ำ
นอกจากลานอาบน้ำ มีลานกีฬาแบบ DIY หลายชนิดเลย มีเตะบอล ตะกร้อ แบดมินตัน และที่น่าสนใจคือ ถ้าเป็นเขตรถไฟ จะมีสนามเปตองอยู่ด้วย
นั่งไปเรื่อยๆ ก็เริ่มใกล้ถึง มีความกระหยิ่มค่ะ ที่ได้ผ่านช่วงที่ต้องกั้นรถให้รถไฟผ่าน ซึ่งเอาจริงๆนะ รถในถนนมันติดมาก เพราะนี่คือ เย็นวันศุกร์ และยิ่งไกลขึ้นเท่าไหร่ คนก็แน่นเท่านั้น นี่ยังคิดเลยว่า ถ้าไม่ได้นั่งต้นสาย ขอบายแน่นอนค่ะ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ มันไม่สนุกเลยค่ะ เพราะมันเบียดขนาดล้วงมือไปเกาหลังตัวเองยังยากอ่ะค่ะ
และในเวลา 1 ชม. 15 นาที ก็ถึงสถานีดอนเมืองพอดีเป๊ง ถือว่าเป็นการเดินทางที่ดีอยู่นะคะ เพราะมันเร็ว ไม่รถติด และไม่ได้รอนานเหมือนกันที่มีคนเล่าต่อๆกันมา
ถือเป็นการเดินทางอีกชนิดที่ขอแนะนำค่ะ และถ้าการทางรถไฟจะเพิ่มจำนวนพัดลม หรือถ้าให้ดี ติดแอร์โลด รถไฟไทยจะเป็นการเดินทางที่หฤหรรษ์มากกว่านี้แน่นอน
ไปละ บายค่ะ