เรารู้ว่าบุคลิกภาพและความคิดของเราหล่อหลอมขึ้นมาส่วนหนึ่งจากพ่อแม่
ส่วนประสบการณ์ชีวิตที่เราต้องไปเผชิญกับโลกของความจริงมันก็จะเป็นอีกปัจจัยหลักที่ทำให้เราได้เลือกตัวตนของเราเอง
ผู้เขียนบอกกับตัวเองเสมอว่า เราโชคดีนะที่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายในช่วงเวลาที่ร่างกายยังมีพลังงานอยู่เต็มเปี่ยม
ทั้งสถานการณ์ทางการเงินบีบบังคับและสภาพแวดล้อม ถ้าเรามองให้มันเป็นเรื่องเศร้ามันก็เศร้าแต่ถ้าเรามองมันด้วยแว่นตาของการเรียนรู้มันคือการผจญภัย
เราเลือกทางเดินทางเอง ลองผิดลองถูกเอง รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง
ในวันที่แม่ไม่สามารถส่งเงินให้เราได้อีกแล้ว เราก็รับรู้สถานการณ์มาพักหนึ่ง
เราเองก็ต้องเตรียมทางทางหนีทีไล่ไว้ ไม่ได้เมินเฉยรอให้พ่อแม่จัดการกับปัญหา โดยไปหางานพิเศษทำเล็กๆน้อยๆ
เพราะช่วงนั้น(ปี 1)ยังไม่สามารถทำงานได้เต็มเวลา วินาทีนั้นไม่ได้รู้สึกสะเทือนใจอะไร
มันเกิดขึ้นเร็ว เราเองก็ยุ่งทั้งต้องไปเรียน ปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่
เวลาว่างก็ต้องไปทำงานไม่ได้ไปเที่ยวเตร่สังสรรค์แบบเพื่อนได้บ่อยๆ ตอนนั้นเรารู้ว่าสภาพจิตใจพ่อกับแม่คงจะแย่พอสมควร
เราก็พยายามถีบตัวเองออกมาให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นภาระ โดยไม่ได้หันไปโทษพ่อกับแม่ว่าบกพร่อง
ทำให้ตัวเองเดือดร้อนหรือมองว่ามันคือความดับอนาคตเรา
เราเข้าใจมาเสมอและเข้าใจมันมากขึ้นว่า พ่อแม่เขาไปได้สมบูรณ์แบบเสมอไป
เขาไม่ได้รู้ทุกอย่าง ไม่ได้ทำถูกทำอย่าง ไม่ได้จัดการปัญหาทุกอย่างได้
ไม่ได้เป็นคนดีแท้บริสุทธุ์เหมือนพระอิฐพระปูน เขาสามารถทำผิดพลาดได้ เขามีความต้องการส่วนตัวขอและความคาดหวังส่วนตัวของเขา
เราต้องมองพ่อแม่เราในมุมมองของมนุษย์คนหนึ่งมองอีกคนหนึ่งบ้าง และตั้งแต่วันนั้นเราก็ไม่เคยมองกลับไปอีกเลยว่าเราเคยมีชีวิตกินอยู่สบาย
ไม่ต้องคิดถึงเรื่องเงินทอง จับจ่ายใช้สอยไม่เคยเห็นค่าราคาสินค้า แล้ววันนี้ “ทำไม”ถึงเป็นแบบนี้
เราเลิกตั้งคำถามกับชีวิตมาตั้งแต่วันนั้น มันไม่มีคำอธิบายไหนที่จะตอบได้ทุกข้อสงสัยเพราะจุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่คือการใช้ชีวิต
ไม่ใช่คร่ำครวญหาเหตุผลกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราหามา แรงที่เราลงทุนทำงานไป
มันเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเอง ในเมื่อแรงผลักดันเราสูงขนาดนี้เราก็ต้องใช้ให้คุ้ม
พยายามให้เต็มที่ก่อนแล้วค่อยหันไปโทษฟ้าโทษดิน
ทุกวันนี้อัตราการหย่าร้างสูงขึ้นเรื่อยๆ
เด็กที่อยู่สถานะภาพของพ่อแม่แยกกันอยู่ก็มีมากมาย
หลายคนก็เข้าใจและรับมือมันได้ดี แต่ก็อีกหลายคนที่ยังไม่สามารถยอมรับว่า
พ่อแม่ของเราคือคนธรรมดาที่ผิดพลาดได้ มีความรู้สึกโกรธ รัก โลภ หลง เหมือนกับเรา
มีความต้องการที่จะแสดงออก ต้องการการยอมรับ ความสนใจ เช่นเดียวกับเรา
ลูกรับรู้และมองเห็นว่าผู้ปกครองแสดงออกจากอารมณ์อย่างไร
ระบายความรู้สึกและความต้องการออกมาอย่างไร
จากช่วงวัยทารกจนถึงวัยได้เราต่างเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบ เช่น
ถ้าพ่อแม่ใช้คำพูดจาดูถูกเหยียดหยามคนอื่นเวลาเล่าเรื่องตลกที่ลูกชอบเป็นประจำ
ลูกก็จะจดจำและเข้าใจว่าการพูดจาดูถูกคนอื่นนั้นเป็นเรื่องขบขันและยอมรับได้
อีกกรณีคือพ่อแม่ลงโทษลูกด้วยการใช้กำลัง
เมื่อลูกโตมาก็มักใช้กำลังแก้ปัญหากับเพื่อนและคนรอบตัว
แต่พ่อแม่ก็ยังคงตำหนิลูกและลงโทษลูกด้วยการใช้กำลังอยู่
แบบนี้เริ่มเข้าข่ายย้อนแย้งมากขึ้น สิ่งที่เราต้องการสื่อคือพ่อแม่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนลูกด้วยคำพูดแต่พ่อแม่คือมนุษย์ต้นแบบของลูก
ที่ลูกจะเรียนรู้จากเขาทุกๆลมหายใจ ทุกกริยาท่าทาง
ดังนั้นหากลูกจะตั้งคำถามกับการกระทำหรือคำสอนของพ่อแม่ก็ไม่ควรเป็นสิ่งที่ผิด
เพราะก่อนที่เราจะเชื่อในสิ่งใด เราควรจะสงสัยมัน พิสูจน์มันแล้วค่อยๆเชื่อมัน
ไม่ใช่เพียงรับรู้ข้อมูลมาแล้วโน้มตามเลย ตัวพ่อแม่เองก็เคยอยู่ในสถานการณ์นั้น
เมื่อครั้งที่เคยเป็นลูกมาก่อน เมื่อสถานภาพเปลี่ยนไปผ่านการแต่งงานมีครอบครัว
ได้รับหน้าที่ใหม่คือ สามี หรือ ภรรยา จากนั้นก็อาจเปลี่ยนเป็น พ่อ หรือ แม่
ลองถามตัวเองว่า ความเป็นลูกของคุณเปลี่ยนไปไหม?
หลายๆคนที่เงื่อนไขของการแต่งงานหรือมีบุตรทำให้เป้าหมายของชีวิตเปลี่ยนไป
พอมันถึงวันที่เราไม่สามารถทำอะไรเพื่อตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป และก็ต้องยอมรับการมีลูกมีครอบครัวไม่ใช่ตอนจบแบบในเทพนิยาย
มันมีสิ่งที่เราต้องต่อสู้และต่อรองมากมาย ถ้าคนเป็นพ่อแม่
ไม่เคยจับเข่าคุยกับลูกในฐานะเพื่อนมนุษย์เลย
มันก็ยากกับลูกที่จะไม่ขาดหวังว่าพ่อแม่จะเป็นต้นแบบที่สมบูรณ์ของเขา
การให้ความไว้ใจและพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาให้ลูกฟัง
คือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่สามารถให้ลูกได้ พูดอธิบายให้ลูกฟังว่าสถานภาพครอบครัวเป็นอย่างไร
สภาพจิตใจ ความรู้สึก มีแนวโน้มความคาดหวังไปทางไหนบ้าง ทุกคนคิดเห็นอย่างไร
ถ้าพ่อแม่แกะกางปลาออกแล้วเตรียมสำรับข้าวให้ลูกที่มีแต่เนื้อปลาพร้อมทานเสมอ
ลูกก็จะไม่เคยแกะก้างปลาทานเอง ลูกอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลามีก้าง
ในบางครั้งพ่อแม่ก็ลืมเรื่องความพอดี(moderation)ไป พยายามมากเกินไป สอนมากเกินไป รักมากเกินไปหรือบางทีก็น้อยร่างกายเกินไป
ทั้งที่ลูกก็เป็นมนุษย์ตัวเล็กๆคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นทุกวัน
และพ่อแม่เองก็รู้ดีว่าลูกไม่สามารถจดจำทุกความทุกคำที่พ่อแม่พูดได้ แต่เขาจำการกระทำและความรู้สึกที่คุณทำให้เขารู้สึกได้
ในบางครั้งพ่อแม่ก็ละเลยสิ่งนี้ไป โลกที่พ่อแม่แสดงให้ลูกเห็นหรือโลกที่พ่อแม่พยายามซ่อนไม่ให้ลูกเห็น
คนเป็นลูกจะได้สัมผัสเองทั้งหมดไม่วันใดก็วันหนึ่ง พ่อเพียงต้องเตรียมความพร้อมทาง(ในวัยเด็ก)และจิตใจเพื่อให้ลูกได้ไปผจญภัยในโลกของความจริง
วันหนึ่งลูกต้องไปพบเจอสิ่งที่ไม่ดีงาม ไม่ถูกต้อง ไม่เท่าเทียม ไม่ให้เกียรติ
ไม่มีน้ำใจ ไม่มีมารยาท ไม่มีโอกาส ไม่สุภาพ ไม่ตรงต่อเวลา ไม่พอใจ
แล้วลูกจะรับมือกับมันอย่างไร? หากพ่อกับแม่ของโอบอุ้มลูกไว้เสมอ หรือพอวันหนึ่งที่ข้าโตขึ้นพ่อแม่ก็ปล่อยลูกไว้กลางธรรมชาติและคาดหวังว่าวัยวุฒิจะทำให้ลูกเป็นผู้ใหญ่ที่จัดการปัญหาทุกอย่างเองได้และคาดหวังให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีพร้อม
ด้วยความนับถือและขอบคุณ
letter of imperfection
ส่วนประสบการณ์ชีวิตที่เราต้องไปเผชิญกับโลกของความจริงมันก็จะเป็นอีกปัจจัยหลักที่ทำให้เราได้เลือกตัวตนของเราเอง
ผู้เขียนบอกกับตัวเองเสมอว่า เราโชคดีนะที่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายในช่วงเวลาที่ร่างกายยังมีพลังงานอยู่เต็มเปี่ยม
ทั้งสถานการณ์ทางการเงินบีบบังคับและสภาพแวดล้อม ถ้าเรามองให้มันเป็นเรื่องเศร้ามันก็เศร้าแต่ถ้าเรามองมันด้วยแว่นตาของการเรียนรู้มันคือการผจญภัย
เราเลือกทางเดินทางเอง ลองผิดลองถูกเอง รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง
ในวันที่แม่ไม่สามารถส่งเงินให้เราได้อีกแล้ว เราก็รับรู้สถานการณ์มาพักหนึ่ง
เราเองก็ต้องเตรียมทางทางหนีทีไล่ไว้ ไม่ได้เมินเฉยรอให้พ่อแม่จัดการกับปัญหา โดยไปหางานพิเศษทำเล็กๆน้อยๆ
เพราะช่วงนั้น(ปี 1)ยังไม่สามารถทำงานได้เต็มเวลา วินาทีนั้นไม่ได้รู้สึกสะเทือนใจอะไร
มันเกิดขึ้นเร็ว เราเองก็ยุ่งทั้งต้องไปเรียน ปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่
เวลาว่างก็ต้องไปทำงานไม่ได้ไปเที่ยวเตร่สังสรรค์แบบเพื่อนได้บ่อยๆ ตอนนั้นเรารู้ว่าสภาพจิตใจพ่อกับแม่คงจะแย่พอสมควร
เราก็พยายามถีบตัวเองออกมาให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นภาระ โดยไม่ได้หันไปโทษพ่อกับแม่ว่าบกพร่อง
ทำให้ตัวเองเดือดร้อนหรือมองว่ามันคือความดับอนาคตเรา
เราเข้าใจมาเสมอและเข้าใจมันมากขึ้นว่า พ่อแม่เขาไปได้สมบูรณ์แบบเสมอไป
เขาไม่ได้รู้ทุกอย่าง ไม่ได้ทำถูกทำอย่าง ไม่ได้จัดการปัญหาทุกอย่างได้
ไม่ได้เป็นคนดีแท้บริสุทธุ์เหมือนพระอิฐพระปูน เขาสามารถทำผิดพลาดได้ เขามีความต้องการส่วนตัวขอและความคาดหวังส่วนตัวของเขา
เราต้องมองพ่อแม่เราในมุมมองของมนุษย์คนหนึ่งมองอีกคนหนึ่งบ้าง และตั้งแต่วันนั้นเราก็ไม่เคยมองกลับไปอีกเลยว่าเราเคยมีชีวิตกินอยู่สบาย
ไม่ต้องคิดถึงเรื่องเงินทอง จับจ่ายใช้สอยไม่เคยเห็นค่าราคาสินค้า แล้ววันนี้ “ทำไม”ถึงเป็นแบบนี้
เราเลิกตั้งคำถามกับชีวิตมาตั้งแต่วันนั้น มันไม่มีคำอธิบายไหนที่จะตอบได้ทุกข้อสงสัยเพราะจุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่คือการใช้ชีวิต
ไม่ใช่คร่ำครวญหาเหตุผลกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราหามา แรงที่เราลงทุนทำงานไป
มันเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเอง ในเมื่อแรงผลักดันเราสูงขนาดนี้เราก็ต้องใช้ให้คุ้ม
พยายามให้เต็มที่ก่อนแล้วค่อยหันไปโทษฟ้าโทษดิน
ทุกวันนี้อัตราการหย่าร้างสูงขึ้นเรื่อยๆ
เด็กที่อยู่สถานะภาพของพ่อแม่แยกกันอยู่ก็มีมากมาย
หลายคนก็เข้าใจและรับมือมันได้ดี แต่ก็อีกหลายคนที่ยังไม่สามารถยอมรับว่า
พ่อแม่ของเราคือคนธรรมดาที่ผิดพลาดได้ มีความรู้สึกโกรธ รัก โลภ หลง เหมือนกับเรา
มีความต้องการที่จะแสดงออก ต้องการการยอมรับ ความสนใจ เช่นเดียวกับเรา
ลูกรับรู้และมองเห็นว่าผู้ปกครองแสดงออกจากอารมณ์อย่างไร
ระบายความรู้สึกและความต้องการออกมาอย่างไร
จากช่วงวัยทารกจนถึงวัยได้เราต่างเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบ เช่น
ถ้าพ่อแม่ใช้คำพูดจาดูถูกเหยียดหยามคนอื่นเวลาเล่าเรื่องตลกที่ลูกชอบเป็นประจำ
ลูกก็จะจดจำและเข้าใจว่าการพูดจาดูถูกคนอื่นนั้นเป็นเรื่องขบขันและยอมรับได้
อีกกรณีคือพ่อแม่ลงโทษลูกด้วยการใช้กำลัง
เมื่อลูกโตมาก็มักใช้กำลังแก้ปัญหากับเพื่อนและคนรอบตัว
แต่พ่อแม่ก็ยังคงตำหนิลูกและลงโทษลูกด้วยการใช้กำลังอยู่
แบบนี้เริ่มเข้าข่ายย้อนแย้งมากขึ้น สิ่งที่เราต้องการสื่อคือพ่อแม่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนลูกด้วยคำพูดแต่พ่อแม่คือมนุษย์ต้นแบบของลูก
ที่ลูกจะเรียนรู้จากเขาทุกๆลมหายใจ ทุกกริยาท่าทาง
ดังนั้นหากลูกจะตั้งคำถามกับการกระทำหรือคำสอนของพ่อแม่ก็ไม่ควรเป็นสิ่งที่ผิด
เพราะก่อนที่เราจะเชื่อในสิ่งใด เราควรจะสงสัยมัน พิสูจน์มันแล้วค่อยๆเชื่อมัน
ไม่ใช่เพียงรับรู้ข้อมูลมาแล้วโน้มตามเลย ตัวพ่อแม่เองก็เคยอยู่ในสถานการณ์นั้น
เมื่อครั้งที่เคยเป็นลูกมาก่อน เมื่อสถานภาพเปลี่ยนไปผ่านการแต่งงานมีครอบครัว
ได้รับหน้าที่ใหม่คือ สามี หรือ ภรรยา จากนั้นก็อาจเปลี่ยนเป็น พ่อ หรือ แม่
ลองถามตัวเองว่า ความเป็นลูกของคุณเปลี่ยนไปไหม?
หลายๆคนที่เงื่อนไขของการแต่งงานหรือมีบุตรทำให้เป้าหมายของชีวิตเปลี่ยนไป
พอมันถึงวันที่เราไม่สามารถทำอะไรเพื่อตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป และก็ต้องยอมรับการมีลูกมีครอบครัวไม่ใช่ตอนจบแบบในเทพนิยาย
มันมีสิ่งที่เราต้องต่อสู้และต่อรองมากมาย ถ้าคนเป็นพ่อแม่
ไม่เคยจับเข่าคุยกับลูกในฐานะเพื่อนมนุษย์เลย
มันก็ยากกับลูกที่จะไม่ขาดหวังว่าพ่อแม่จะเป็นต้นแบบที่สมบูรณ์ของเขา
การให้ความไว้ใจและพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาให้ลูกฟัง
คือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่สามารถให้ลูกได้ พูดอธิบายให้ลูกฟังว่าสถานภาพครอบครัวเป็นอย่างไร
สภาพจิตใจ ความรู้สึก มีแนวโน้มความคาดหวังไปทางไหนบ้าง ทุกคนคิดเห็นอย่างไร
ถ้าพ่อแม่แกะกางปลาออกแล้วเตรียมสำรับข้าวให้ลูกที่มีแต่เนื้อปลาพร้อมทานเสมอ
ลูกก็จะไม่เคยแกะก้างปลาทานเอง ลูกอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลามีก้าง
ในบางครั้งพ่อแม่ก็ลืมเรื่องความพอดี(moderation)ไป พยายามมากเกินไป สอนมากเกินไป รักมากเกินไปหรือบางทีก็น้อยร่างกายเกินไป
ทั้งที่ลูกก็เป็นมนุษย์ตัวเล็กๆคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นทุกวัน
และพ่อแม่เองก็รู้ดีว่าลูกไม่สามารถจดจำทุกความทุกคำที่พ่อแม่พูดได้ แต่เขาจำการกระทำและความรู้สึกที่คุณทำให้เขารู้สึกได้
ในบางครั้งพ่อแม่ก็ละเลยสิ่งนี้ไป โลกที่พ่อแม่แสดงให้ลูกเห็นหรือโลกที่พ่อแม่พยายามซ่อนไม่ให้ลูกเห็น
คนเป็นลูกจะได้สัมผัสเองทั้งหมดไม่วันใดก็วันหนึ่ง พ่อเพียงต้องเตรียมความพร้อมทาง(ในวัยเด็ก)และจิตใจเพื่อให้ลูกได้ไปผจญภัยในโลกของความจริง
วันหนึ่งลูกต้องไปพบเจอสิ่งที่ไม่ดีงาม ไม่ถูกต้อง ไม่เท่าเทียม ไม่ให้เกียรติ
ไม่มีน้ำใจ ไม่มีมารยาท ไม่มีโอกาส ไม่สุภาพ ไม่ตรงต่อเวลา ไม่พอใจ
แล้วลูกจะรับมือกับมันอย่างไร? หากพ่อกับแม่ของโอบอุ้มลูกไว้เสมอ หรือพอวันหนึ่งที่ข้าโตขึ้นพ่อแม่ก็ปล่อยลูกไว้กลางธรรมชาติและคาดหวังว่าวัยวุฒิจะทำให้ลูกเป็นผู้ใหญ่ที่จัดการปัญหาทุกอย่างเองได้และคาดหวังให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีพร้อม
ด้วยความนับถือและขอบคุณ