[ United Calypso 1976 #6]
คาร์ริคหรือคนอื่น? ทางแพร่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเลือก...เดี๋ยวนี้
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเผชิญกับสภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" ที่น่าปวดหัวที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร เมื่อ ไมเคิล คาร์ริค กุนซือขัดตาทัพที่ถูกดึงมาเพื่อ "ซื้อเวลา" กลับทำผลงานได้ร้อนแรงเกินคาด จนกลายเป็นว่ากำลังกดดันให้บอร์ดบริหารต้องตัดสินใจอนาคตของทีมเร็วกว่าที่วางแผนไว้
หลังจากยุคอันมืดมนของ รูเบน อโมริม ที่กินเวลา 14 เดือนสิ้นสุดลง คาร์ริคก้าวเข้ามาประคองทีมด้วยสถิติชนะ 100% เต็มจากการคุมทีม 3 นัด ชัยชนะเหล่านี้ไม่เพียงแต่กอบกู้ศรัทธาแฟนบอลในโอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่ยังส่งให้ทัพปีศาจแดงมีลุ้นพื้นที่ แชมเปียนส์ ลีก อย่างเต็มตัว
ในมุมของบอร์ดบริหาร นี่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ในความเป็นจริง คาร์ริคกำลังทำให้สถานการณ์มันยุ่งยากขึ้น เพราะความสำเร็จที่รวดเร็วเกินไป กำลังบีบให้ช่องว่างในการเฟ้นหาผู้จัดการทีมถาวรแคบลงเรื่อยๆ หากสโมสรยังคงปล่อยให้สถานการณ์คลุมเครือต่อไป พวกเขาอาจเสียโอกาสในการวางรากฐานระยะยาว
ประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกสอนเราเสมอว่า ความล่าช้าคือความตาย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เคยประกาศคว้าตัว เป๊ป กวาร์ดิโอลา ล่วงหน้าถึง 6 เดือน ซึ่งช่วยให้ทีมวางแผนซื้อขายนักเตะได้อย่างแม่นยำ ในทางกลับกัน ลิเวอร์พูลที่เลือกประกาศแต่งตั้ง อาร์เนอ สล็อต ค่อนข้างช้า แม้จะได้แชมป์ลีกในซีซั่นแรก แต่พวกเขากลับพลาดเป้าหมายหลักอย่าง มาร์ติน ซูบิเมนดี และได้เพียง เฟเดริโก คิเอซา มาเสริมทัพแบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ยูไนเต็ดไม่สามารถปล่อยให้ช่วงซัมเมอร์ล้มเหลวแบบนั้นได้ ปัญหาที่รอการแก้ไขไม่ได้มีแค่ชื่อกุนซือ แต่รวมถึงอนาคตของนักเตะในทีม
แฮร์รี แม็คไกวร์ : กองหลังวัย 32 ปีที่กำลังจะหมดสัญญา กุนซือคนใหม่ต้องเลือกว่าจะเก็บเก๋าหรือปล่อยเพื่อดันรุ่นน้องอย่าง เลนี โยโร
ค็อบบี ไมนู : มิดฟิลด์วัย 20 ปีที่เกือบถูกเขี่ยทิ้งในยุคอโมริม แต่กลับมาเป็นหัวใจหลักในยุคคาร์ริค
การเสริมทัพ: เป้าหมายอย่าง เอลเลียต แอนเดอร์สัน, คาร์ลอส บาเลบา หรือ อดัม วาร์ตัน คงไม่กล้าตบเท้าเข้าสู่โรงละครแห่งความฝัน หากยังไม่รู้ว่าเจ้านายคนใหม่จะเป็นใคร และจะเล่นแผนไหน (3-4-3 แบบอโมริม, 4-3-3 แบบอันเซลอตติ หรือยืดหยุ่นแบบทูเคิล)
โจทย์ใหญ่ของ โอมาร์ เบอร์ราดา (CEO) และ เจสัน วิลค็อกซ์ (ผู้อำนวยการฟุตบอล) คือการตัดสินใจเลือกระหว่าง
ให้โอกาสคาร์ริค : เดิมพันกับกุนซือที่พิสูจน์แล้วว่า "เอาอยู่" ในตอนนี้ แต่ยังขาดประสบการณ์ในระดับสูง
เดินหน้าหาเบอร์ใหญ่ : ล่าตัวกุนซือระดับ Elite อย่าง โธมัส ทูเคิล, คาร์โล อันเซลอตติ หรือ เมาริซิโอ โปเชตติโน ที่จะว่างงานหลังจบฟุตบอลโลก รวมถึง โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ที่ประกาศลาคริสตัล พาเลซ
แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ยูไนเต็ดรอจนจบฟุตบอลโลกกลางเดือนกรกฎาคมไม่ได้ เพราะกุนซือเหล่านี้ย่อมมีข้อเสนออื่นรออยู่ และการตัดสินใจที่ล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อแผนการทำทีมในฤดูกาลหน้าโดยตรง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเลิก "แทงกั๊ก" และตัดสินใจให้เด็ดขาดภายใน 4-6 สัปดาห์นี้ หากพวกเขาเชื่อมั่นว่า คาร์ริค คือคำตอบที่ใช่ ก็ควรประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเพื่อให้กระบวนการเตรียมทีมเดินหน้าต่อได้ แต่ถ้าเป้าหมายคือโค้ชระดับโลก พวกเขาก็ต้องแสดงความชัดเจนและเริ่มเจรจาทันที
การนิ่งเฉยและรอจนจบฤดูกาลอาจดูเหมือนเป็นวิธีที่ปลอดภัย แต่ในโลกฟุตบอลที่หมุนเร็วขนาดนี้ การตัดสินใจที่ช้าเกินไป ก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดสินใจที่ผิดพลาด
เรียบเรียงจากบทความของ Mark Ogden, ESPN
คาร์ริคหรือคนอื่น? ทางแพร่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเลือก...เดี๋ยวนี้
คาร์ริคหรือคนอื่น? ทางแพร่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเลือก...เดี๋ยวนี้
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเผชิญกับสภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" ที่น่าปวดหัวที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร เมื่อ ไมเคิล คาร์ริค กุนซือขัดตาทัพที่ถูกดึงมาเพื่อ "ซื้อเวลา" กลับทำผลงานได้ร้อนแรงเกินคาด จนกลายเป็นว่ากำลังกดดันให้บอร์ดบริหารต้องตัดสินใจอนาคตของทีมเร็วกว่าที่วางแผนไว้
หลังจากยุคอันมืดมนของ รูเบน อโมริม ที่กินเวลา 14 เดือนสิ้นสุดลง คาร์ริคก้าวเข้ามาประคองทีมด้วยสถิติชนะ 100% เต็มจากการคุมทีม 3 นัด ชัยชนะเหล่านี้ไม่เพียงแต่กอบกู้ศรัทธาแฟนบอลในโอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่ยังส่งให้ทัพปีศาจแดงมีลุ้นพื้นที่ แชมเปียนส์ ลีก อย่างเต็มตัว
ในมุมของบอร์ดบริหาร นี่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ในความเป็นจริง คาร์ริคกำลังทำให้สถานการณ์มันยุ่งยากขึ้น เพราะความสำเร็จที่รวดเร็วเกินไป กำลังบีบให้ช่องว่างในการเฟ้นหาผู้จัดการทีมถาวรแคบลงเรื่อยๆ หากสโมสรยังคงปล่อยให้สถานการณ์คลุมเครือต่อไป พวกเขาอาจเสียโอกาสในการวางรากฐานระยะยาว
ประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกสอนเราเสมอว่า ความล่าช้าคือความตาย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เคยประกาศคว้าตัว เป๊ป กวาร์ดิโอลา ล่วงหน้าถึง 6 เดือน ซึ่งช่วยให้ทีมวางแผนซื้อขายนักเตะได้อย่างแม่นยำ ในทางกลับกัน ลิเวอร์พูลที่เลือกประกาศแต่งตั้ง อาร์เนอ สล็อต ค่อนข้างช้า แม้จะได้แชมป์ลีกในซีซั่นแรก แต่พวกเขากลับพลาดเป้าหมายหลักอย่าง มาร์ติน ซูบิเมนดี และได้เพียง เฟเดริโก คิเอซา มาเสริมทัพแบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ยูไนเต็ดไม่สามารถปล่อยให้ช่วงซัมเมอร์ล้มเหลวแบบนั้นได้ ปัญหาที่รอการแก้ไขไม่ได้มีแค่ชื่อกุนซือ แต่รวมถึงอนาคตของนักเตะในทีม
แฮร์รี แม็คไกวร์ : กองหลังวัย 32 ปีที่กำลังจะหมดสัญญา กุนซือคนใหม่ต้องเลือกว่าจะเก็บเก๋าหรือปล่อยเพื่อดันรุ่นน้องอย่าง เลนี โยโร
ค็อบบี ไมนู : มิดฟิลด์วัย 20 ปีที่เกือบถูกเขี่ยทิ้งในยุคอโมริม แต่กลับมาเป็นหัวใจหลักในยุคคาร์ริค
การเสริมทัพ: เป้าหมายอย่าง เอลเลียต แอนเดอร์สัน, คาร์ลอส บาเลบา หรือ อดัม วาร์ตัน คงไม่กล้าตบเท้าเข้าสู่โรงละครแห่งความฝัน หากยังไม่รู้ว่าเจ้านายคนใหม่จะเป็นใคร และจะเล่นแผนไหน (3-4-3 แบบอโมริม, 4-3-3 แบบอันเซลอตติ หรือยืดหยุ่นแบบทูเคิล)
โจทย์ใหญ่ของ โอมาร์ เบอร์ราดา (CEO) และ เจสัน วิลค็อกซ์ (ผู้อำนวยการฟุตบอล) คือการตัดสินใจเลือกระหว่าง
ให้โอกาสคาร์ริค : เดิมพันกับกุนซือที่พิสูจน์แล้วว่า "เอาอยู่" ในตอนนี้ แต่ยังขาดประสบการณ์ในระดับสูง
เดินหน้าหาเบอร์ใหญ่ : ล่าตัวกุนซือระดับ Elite อย่าง โธมัส ทูเคิล, คาร์โล อันเซลอตติ หรือ เมาริซิโอ โปเชตติโน ที่จะว่างงานหลังจบฟุตบอลโลก รวมถึง โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ที่ประกาศลาคริสตัล พาเลซ
แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ยูไนเต็ดรอจนจบฟุตบอลโลกกลางเดือนกรกฎาคมไม่ได้ เพราะกุนซือเหล่านี้ย่อมมีข้อเสนออื่นรออยู่ และการตัดสินใจที่ล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อแผนการทำทีมในฤดูกาลหน้าโดยตรง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเลิก "แทงกั๊ก" และตัดสินใจให้เด็ดขาดภายใน 4-6 สัปดาห์นี้ หากพวกเขาเชื่อมั่นว่า คาร์ริค คือคำตอบที่ใช่ ก็ควรประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเพื่อให้กระบวนการเตรียมทีมเดินหน้าต่อได้ แต่ถ้าเป้าหมายคือโค้ชระดับโลก พวกเขาก็ต้องแสดงความชัดเจนและเริ่มเจรจาทันที
การนิ่งเฉยและรอจนจบฤดูกาลอาจดูเหมือนเป็นวิธีที่ปลอดภัย แต่ในโลกฟุตบอลที่หมุนเร็วขนาดนี้ การตัดสินใจที่ช้าเกินไป ก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดสินใจที่ผิดพลาด
เรียบเรียงจากบทความของ Mark Ogden, ESPN