มนุษย์มักมีการวาดภาพของความฝันไว้ในจิตใจและไม่ใช่เรื่องผิดที่จะวาดภาพของความฝันนั้น เพราะภาพของความฝันคือ แรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อและอยากเป็นใครสักคนในวันข้างหน้า แต่ปัญหาเริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อเราปล่อยให้ภาพของความฝันได้กลายเป็นที่พื้นทีหลบภัยจนหลงลืมมองไปว่าชีวิตแห่งจริงของเรายืนอยู่บนเงื่อนไขใดบ้าง เช่น ศักยภาพภายในตเอง เป็นต้น
พระไตรปิฎกมีแก่นของคำสอนที่สำคัญซึ่งสอดคล้องกับเรื่องนี้คือ ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ในจักขุปาลเถรวัตถุ (พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ) เพราะการกระทำใด ๆ ไม่ว่าจะทางกายหรือวาจาย่อมีต้นเหตุมาจากจิตใจ เมื่อจิตใจสะอาด การกระทำและคำพูดก็ย่อมยังผลให้เกิดความสุขทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง จึงหมายความ ความฝันที่คุณวาดขึ้นภายในจิตใจไม่ได้เป็นตัวปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่คุณเอาความฝันนั้นไปเป็นแรงขับเคลื่อนต่อชีวิตในทิศทางใด กล่าวคือ ถ้าจิตใจเอียงไปทางความหลงผิด ยึดติดภาพลักษณ์ หรือพยายามที่จะหนีความเป็นจริงที่ตนกำลังประสบอยู่ ความฝันนั้นก็จะนำพาไปสู่ความทุกข์ได้โดยง่าย แต่หากสติเกิดขึ้นในจิตใจและรับรู้ต่อความเป็นจริงหรือข้อเท็จริงที่กำลังเผชิญอยู่ ความฝันนั้นจะกลายเป็นแรงผลักดันที่สร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตมากกว่าสร้างโทษ
การวาดฝันเป็นคนเท่ มีเสน่ห์ มีคนสนใจ มีอิสระแบบไม่ต้องขอใคร เป็นต้น ความฝันแบบนี้มักเกิดจากความรู้สึกว่าตัวเองขาดบางอย่างในชีวิตจริงและอยากชดเชยด้วยภาพของตัวเองที่ดีกว่าในโลกแห่งความเป็นจริง
การยึดติดกับภาพของควาฝันมากกว่าการรับรู้ตามความเป็นจริงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อทุกข์ เมื่อจิตใจที่คอยเปรียบตนเองระหว่างชีวิตแห่งความจริงกับภาพของความฝันภายในหัวตลอดเวลา ความอยากภายในจิตใจก็จะยิ่งเติโตขึ้นเรื่อย ๆ จนมากที่จะบ่อนทำลายตนเองและผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
คำสอนในสติปัฏฐานสูตรแสดงให้เห็นว่า เราต้องพิจารณากาย เวทนา จิตและธรรมตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามที่เราอยากให้มันเป็น การฝึกนี้จะทำให้เราเห็นความฝันที่วาดไว้ภายในจิตใจได้และวางท่าทีในการปฏิบัติต่อความฝันที่วาดไว้อย่างถูกต้อง
ภาพของความฝันที่วาดไว้ให้ดูกลายเป็นผู้มีอำนาจ ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น และได้ในสิ่งที่อยากจะได้ ภาพของความฝันที่วาดไว้ดูเหมือนจจะเป็นการสร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง โดยเฉพาะในบุคคลที่รู้สึกว่าชีวิตของตนมีข้อจำกัดหรือถูกควบคุมมาก่อน
ชีวิตแบบนี้มักต้องใช้พลังมหาศาลเพื่อที่จะรักษาภาพลักษณ์นั้นไว้และเมื่อพลังที่หล่อเลี้ยงอยู่ภายในจิตใจหมดลง ก็อาจคงเหลือไว้แต่เพียงความว่างเปล่า ความโดดเดี่ยว และความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคงกับคนรอบข้างหรืออาจรวมถึงสังคมด้วย
พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องทุกข์และเหตุแห่งทุกข์อย่างชัดเจนว่า เมื่อยังมีความทะยานอยากและการยึดมั่นถือมั่น จิตใจก็จะดิ้นรนไม่รู้จักที่สิ้นสุด เรียกว่า ความดิ้นรนทะยานอยาก เพราะเมื่อถ้าคุณอยากเป็นคนที่ดีกว่าตามที่วาดฝันไว้ ไม่ใช่บุคคลที่กำลังเป็นอยู่ในชีวิตแห่งโลกความจริง คุณก็จะเหนื่อยกับการแสดงบทบาทนั้นไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น
ตรงกันข้าม ถ้าคุณกล้าที่จะยอมรับต่อความเป็นตัวเองในชีวิตแห่งโลกความจริงตามความเป็นจริง คุณก็เริ่มเข้าใกล้ความสุขที่เกิดจากการไม่จำเป็นนที่จะต้องวิ่งไล่ตามความฝันที่ตนวาดไว้ให้อยู่สูงเกินเอื้อมอีกต่อไป เพราะความฝันเช่นนี้วิ่งไล่เท่าไรก็ไม่รู้จุดจบ เหนื่อยเปล่า เสียเวลา และกำลังภายในที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงให้จิตใจลุกขึ้นสู้ต่อไปแบบไร้หนทาง
มันก็เป็นเพียงแค่โลกแห่งความฝันที่ไม่อาจเข้ามาแทนที่โลกแห่งความเป็นจริงได้