ข้อมูลเกี่ยวกับ การพัฒนา"สนามบินอู่ตะเภา ที่รัฐบาลทหารส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC
การพัฒนา "สนามบินอู่ตะเภา" และเมืองการบินภาคตะวันออก #EECa
เป็น 1 ใน 5 โครงการสำคัญ
ที่รัฐบาลนำร่องส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก
หรือ EEC ซึ่งนอกจากโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน
ที่เดินหน้าประมูลกันไปแล้ว และโครงการรถไฟทางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ
ที่จะเพิ่มศักยภาพเพื่อรองรับปริมาณสินค้าในภาคตะวันออก
ในส่วนของแผนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภานั้น การที่จะมุ่งสู่
"มหานครการบินภาคตะวันออก" โดยจะประกอบไปด้วย การพัฒนาพื้นที่เขตชั้นใน
และชั้นนอกที่รัฐบาลได้กำหนดขอบเขตของการพัฒนา ตั้งแต่ระยะการพัฒนา 10
กิโลเมตร ในพื้นที่ชั้นใน และ 30 กิโลเมตร ในพื้นที่ชั้นนอก
โดยมีสนามบินอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาครั้งนี้
เพื่อให้เป็นสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาเป็นสนามบินพาณิชย์ของภาคตะวันออก
ที่ถือว่าเป็นสนามบินขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของไทยและติดอันดับต้น ๆ ของโลก
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความชำนาญและความเชี่ยวชาญในโครงการพัฒนาเมืองการบินหลายแห่งทั่วโลก
โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำ สำรวจ
ให้คำปรึกษาทำแผนรายละเอียดของการออกแบบพื้นที่
เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงของระบบอุตสาหกรรมการบินของไทยและภูมิภาคอาเซียนที่มีประสิทธิภาพ
และตอบสนองต่อการเข้ามาลงทุนของผู้ประกอบการที่อยู่ใน 10
อุตสาหกรรมเป้าหมาย(5 S-Curve & 5 New S-Curve)
***จากการออกแบบพื้นที่ดังกล่าว
จึงเป็นไกด์ไลน์ที่ต่อไปรัฐบาลและอีอีซีก็มองว่า
จะผลักดันการพัฒนามหานครการบิน ที่จะนำร่องในพื้นที่ 30 กิโลเมตร
รอบสนามบินอู่ตะเภา โดยภาครัฐได้เซ็นเอ็มโอยูกับเมืองเจิ้งโจว
ซึ่งปัจจุบันเมืองเจิ้งโจว มีการพัฒนามหานครการบิน ซึ่งหลัก ๆ
มีเมืองอุตสาหกรรม เมืองการค้า และเมืองคาร์โกอยู่แล้ว
เพื่อให้เขาเข้ามาช่วยแนะนำการสร้างมหานครการบินของไทยด้วย
***ปัจจุบัน กองทัพเรือ(ทร.) ได้ว่าจ้าง บริษัท AECOM จากประเทศสหรัฐฯ
เป็นที่ปรึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
และบริษัท KPMG จากประเทศอังกฤษ วางแนวทางในการศึกษาร่วมทุนใน 6
กิจกรรมภายในสนามบิน ได้แก่
การให้บริการและบำรุงรักษาอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 , ศูนย์ธุรกิจการค้า
(Commercial Gateway) , ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ (Air
Cargo) ระยะที่ 2 , ธุรกิจซ่อมเครื่องบิน (Maintenance Repair and
Overhaul, MRO) ระยะที่ 2 , ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรการบินระยะที่ 2
และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมอากาศยาน (Free Trade Zone)
เพื่อการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาสู่สนามบินระดับโลก
เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมการบินของไทยขึ้นชั้นระดับโลก
และพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย
เพื่อรองรับกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว
>>EEC เดินหน้าปั้น Aerotropolis มั่นใจให้ผลประโยชน์ครบครัน ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา ชุมชน และคุณภาพชีวิต
https://www.facebook.com/…/a.12896294711…/1398891966919757/…
เรียกได้ว่า สนามบินและพื้นที่รอบๆนี้ คือ ”มหานครใหม่” ในอนาคตข้างหน้า
ไม่ใช่แค่เมืองใหม่ธรรมดาๆ และ การที่รถไฟความเร็วสูงวิ่งเข้ามาเชื่อม
จะช่วยกระจายความเจริญและความมั่งคั่งออกไปอย่างรวดเร็ว
รวมรถไฟทางคู่เชื่อม3ท่าเรือ
และรางรถไฟสินค้าต่อตรงเข้าสนามบินอู่ตะเภาเพื่อขนถ่ายสินค้าจากอากาศยานในพื้นที่โกดังสินค้าของสนามบิน(Air
Cargo)
สำหรับการยื่นซองประกวดราคาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
ในวันที่ 21 มี.ค. นี้ มูลค่าการลงทุนกว่า 2.9 แสนล้านบาท ที่จะมีรูปแบบ
PPP รัฐจะลงทุนในส่วนของงานโยธา รันเวย์ที่ 2 และหอบังคับการบินหลังที่ 2
ส่วนเอกชนลงทุนอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3, ศูนย์การขนส่งภาคพื้นดิน,
ศูนย์ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์,
พื้นที่เขตประกอบการค้าเสรีและเขตธุรกิจเกี่ยวเนื่องในสนามบินอู่ตะเภา,
ศูนย์ธุรกิจการค้า
โดยกองทัพเรือให้ระยะเวลาเอกชนดำเนินการและใช้ประโยชน์พื้นที่โครงการได้เป็นระยะเวลา
50 ปี
>>เปิดมุมมอง-ข้อเสนอแนะของนักลงทุนไทย ชี้ EEC Aerotropolis น่าสนใจและมีศักยภาพในการลงทุน
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1399625536846400&id=1233859410089681&__tn__=-R
*ขอเสริมเรื่อง รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ก็เป็นโครงการที่สำคัญอันดับหนึ่ง
ใน 5 โครงการสำคัญของอีอีซี
ซึ่งจะช่วยยกระดับการขนส่งในพื้นที่ภาคตะวันออก
และเป็นตัวเชื่อมกับสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ
ที่ปัจจุบันมีความหนาแน่นของการใช้บริการสูง
มากจากการมองหาสนามบินแห่งที่ 3 เป็นไปได้ยากมาก
จึงต้องนำสนามบินอู่ตะเภามาปัดฝุ่นพัฒนาใหม่ เพื่อเปิดใช้งานในเชิงพาณิชย์
ซึ่งอนาคตอันใกล้สนามบินอู่ตะเภามีความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้พอ ๆ
กับสนามบินสุวรรณภูมิ
แต่ก็ต้องให้มีรถไฟความเร็วสูงเป็นตัวเชื่อมเพื่อเพิ่มศักยภาพของกันและกัน
โดยจะทำให้การเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิมาสนามบินอู่ตะเภาใช้
ด้วยความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชม. สนามบินอู่ตะเภาสามารถเชื่อมกับกรุงเทพฯ
ได้ใน 45 นาที เทียบกับ 2-3 ชั่วโมงโดยรถยนต์
และข้อที่ทำให้ต้องมีรถไฟฟ้าความเร็วสูง
และเหตุผลทำไมต้องเชื่อมเป็น3สนามบิน มีดังนี้
1)ถ้าไม่มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะทำให้โครงการอีอีซีมีปัญหาได้
เพราะจะมีการเดินทางไปยังพื้นที่อีอีซีประมาณวันละเฉลี่ย 4 แสนคน
หากทุกคนเดินทางโดยใช้รถยนต์ทั้งหมด
สร้างถนนยังไงก็ไม่พอรองรับกับการจราจรอันคับคั่งบนพื้นถนน
>[รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3
สนามบินจึงช่วยผ่อนภาระเรื่องการขนส่งคนไปกลับยังสนามบิน
และผ่อนภาระของการใช้ถนนที่ลงไปในพื้นที่อีอีซี
และเป็นกรณีรองรับผู้โดยสารจากสนามบินในกทม.จากเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างน้ำท่วมขังบนรันเวย์
เหมือนที่สนามบินดอนเมืองประสบ ทำให้มีไฟล์ทดีเลย์เต็มไปหมด
และเครื่องบินรอแลนด์ดิ้งลงจอดอยู่เต็มน่านฟ้า
สนามบินอู่ตะเภาจะสามารถรองรับไฟล์ทฉุกเฉินจากกรณีนี้ได้]
ในอนาคตผู้โดยสาร สามารถลงเครื่องบินที่สนามบินอู่ตะเภา
แล้วขึ้นรถไฟความเร็วสูงเข้าและออกกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
(ใช้เวลาใกล้เคียงกับสนามบินนาริตะเข้ากรุงโตเกียว)
2)
รถไฟฟ้าความเร็วสูง เป็นการเปิดพื้นที่การพัฒนาจากกรุงเทพฯ เชื่อม
ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยจะมีสถานีรถไฟ 5 สถานี (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี
ศรีราชา พัทยา อู่ตะเภา)
ซึ่งนอกจากจะมีการพัฒนาบริเวณสถานีให้เป็นพื้นที่พัฒนาเชื่อมโยงกับชุมชนชนเก่าแล้ว
ประชาชนตลอดเส้นทาง สามารถมาใช้บริการโดยนำรถยนต์ไปจอดที่สถานีเหล่านี้ได้
ทำให้ประหยัดเวลาการเดินทางมากในกรณีจำเป็น โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน
ซึ่งขณะนี้รถติดมาก
และประเทศได้ประโยชน์จากการลดการใช้น้ำมันและลดความแออัดบนถนน
3)
รถไฟความเร็วสูง ที่ความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชม. นี้
เป็นช่วงแรกของการเชื่อมโยงพื้นที่พัฒนาไปสู่ ระยอง จันทบุรี
และตราดในอนาคตอันใกล้
3.1) คาดว่าใช้เวลาเดินทางจาก กรุงเทพฯ –
ระยอง 60 นาที กรุงเทพฯ – จันทบุรี 100 นาที และกรุงเทพฯ – ตราด 120 นาที
ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม
และจะทำให้คนส่วนใหญ่หันมาใช้การเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง
แทนการเดินทางโดยรถยนต์ในการเดินทางเข้าเมืองหรือสถานที่สำคัญ
3.2) มีการศึกษาว่าถ้ารถไฟความเร็วสูง หากลดความเร็วลงเหลือ 160 กม./ชม.
ต้นทุนการก่อสร้างจะลดลงไม่มาก (ประมาณร้อยละ 5) แต่จะใช้เวลาเดินทางจาก
กรุงเทพฯ – ตราด นานถึง 3 ชม.
ซึ่งอาจจะไม่สามารถทำให้มีการใช้สนามบินอู่ตะเภาอย่างเต็มประสิทธิภาพ
และประชาชนก็จะได้ประโยชน์ไม่เต็มที่
3.3)
นอกจากนั้นในปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง
มีการพัฒนาความเร็วมากขึ้นเป็น 300 -350 ก.ม./ช.ม.
ในต้นทุนที่ไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ซึ่งมาตรฐาน 250 ก.ม./ช.ม.
กลายเป็นมาตรฐานความเร็วต่ำสุดในปัจจุบัน
3.4)
การกำหนดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากสนามบินอู่ตะเภา – ระยอง – จันทบุรี –
ตราด เป็นระยะที่สอง เป็นเพราะเส้นทางรถไฟไประยองที่ศึกษาไว้
วิ่งเข้าไปในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดซึ่งเป็นเขตควบคุมสิ่งแวดล้อม
ทำให้ที่ต้องมีการศึกษาสิ่งแวดล้อมเป็นกรณีพิเศษและใช้เวลานานซึ่งจะทำให้โครงการทั้งหมดล่าช้า
แต่คาดว่าไม่ทอดทิ้งระยอง จัทบุรี และตราด อย่างแน่นอน ตามแผนSEZ และ
EEC+3
3.5) ระยะทางจากกรุงเทพฯ – สนามบินอู่ตะเภา (ประมาณ 200
กิโลเมตร) และกรุงเทพฯ – ตราด (ประมาณ 320 กิโลเมตร) นั้น “สั้นเกินไป”
ที่จะเชื่อมโยงโดยมีสายการบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปอู่ตะเภา หรือ ตราด
รวมทั้งจำนวนผู้โดยสารกระจายในหลายจังหวัด
ดังนั้นเส้นทางคมนาคมเชื่อมกรุงเทพฯ – อู่ตะเภา และกรุงเทพฯ –
ตราดที่เหมาะที่สุด คือ การใช้รถไฟความเร็วสูง
โครงการขนาดใหญ่ทั้ง3นี้ถือว่าเป็นการเกื้อหนุนเกื้อกูลกันอย่างที่สุด
มีผลต่อEconomy of scale และ Urbanization in New era อย่างมาก
...EECนี้จะเป็นต้นแบบให้แก่ทุกๆภูมิภาคในประเทศไทยในการรีดศักยภาพและการพัฒนาอย่างที่สุด!!!
>>>ทำความรู้จักกับ 5 โครงการพื้นฐานหลัก EEC รากฐานที่สำคัญและแข็งแกร่งในการปั้น EEC ให้มีศักยภาพแข่งขันได้ในระดับสากล
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1406010979541189&id=1233859410089681&__tn__=-R
ข้อมูลเกี่ยวกับ การพัฒนา"สนามบินอู่ตะเภา ที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC
การพัฒนา "สนามบินอู่ตะเภา" และเมืองการบินภาคตะวันออก #EECa
เป็น 1 ใน 5 โครงการสำคัญ
ที่รัฐบาลนำร่องส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก
หรือ EEC ซึ่งนอกจากโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน
ที่เดินหน้าประมูลกันไปแล้ว และโครงการรถไฟทางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ
ที่จะเพิ่มศักยภาพเพื่อรองรับปริมาณสินค้าในภาคตะวันออก
ในส่วนของแผนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภานั้น การที่จะมุ่งสู่
"มหานครการบินภาคตะวันออก" โดยจะประกอบไปด้วย การพัฒนาพื้นที่เขตชั้นใน
และชั้นนอกที่รัฐบาลได้กำหนดขอบเขตของการพัฒนา ตั้งแต่ระยะการพัฒนา 10
กิโลเมตร ในพื้นที่ชั้นใน และ 30 กิโลเมตร ในพื้นที่ชั้นนอก
โดยมีสนามบินอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาครั้งนี้
เพื่อให้เป็นสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาเป็นสนามบินพาณิชย์ของภาคตะวันออก
ที่ถือว่าเป็นสนามบินขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของไทยและติดอันดับต้น ๆ ของโลก
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความชำนาญและความเชี่ยวชาญในโครงการพัฒนาเมืองการบินหลายแห่งทั่วโลก
โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำ สำรวจ
ให้คำปรึกษาทำแผนรายละเอียดของการออกแบบพื้นที่
เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงของระบบอุตสาหกรรมการบินของไทยและภูมิภาคอาเซียนที่มีประสิทธิภาพ
และตอบสนองต่อการเข้ามาลงทุนของผู้ประกอบการที่อยู่ใน 10
อุตสาหกรรมเป้าหมาย(5 S-Curve & 5 New S-Curve)
***จากการออกแบบพื้นที่ดังกล่าว
จึงเป็นไกด์ไลน์ที่ต่อไปรัฐบาลและอีอีซีก็มองว่า
จะผลักดันการพัฒนามหานครการบิน ที่จะนำร่องในพื้นที่ 30 กิโลเมตร
รอบสนามบินอู่ตะเภา โดยภาครัฐได้เซ็นเอ็มโอยูกับเมืองเจิ้งโจว
ซึ่งปัจจุบันเมืองเจิ้งโจว มีการพัฒนามหานครการบิน ซึ่งหลัก ๆ
มีเมืองอุตสาหกรรม เมืองการค้า และเมืองคาร์โกอยู่แล้ว
เพื่อให้เขาเข้ามาช่วยแนะนำการสร้างมหานครการบินของไทยด้วย
***ปัจจุบัน กองทัพเรือ(ทร.) ได้ว่าจ้าง บริษัท AECOM จากประเทศสหรัฐฯ
เป็นที่ปรึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
และบริษัท KPMG จากประเทศอังกฤษ วางแนวทางในการศึกษาร่วมทุนใน 6
กิจกรรมภายในสนามบิน ได้แก่
การให้บริการและบำรุงรักษาอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 , ศูนย์ธุรกิจการค้า
(Commercial Gateway) , ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ (Air
Cargo) ระยะที่ 2 , ธุรกิจซ่อมเครื่องบิน (Maintenance Repair and
Overhaul, MRO) ระยะที่ 2 , ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรการบินระยะที่ 2
และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมอากาศยาน (Free Trade Zone)
เพื่อการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาสู่สนามบินระดับโลก
เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมการบินของไทยขึ้นชั้นระดับโลก
และพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย
เพื่อรองรับกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว
>>EEC เดินหน้าปั้น Aerotropolis มั่นใจให้ผลประโยชน์ครบครัน ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา ชุมชน และคุณภาพชีวิต
https://www.facebook.com/…/a.12896294711…/1398891966919757/…
เรียกได้ว่า สนามบินและพื้นที่รอบๆนี้ คือ ”มหานครใหม่” ในอนาคตข้างหน้า
ไม่ใช่แค่เมืองใหม่ธรรมดาๆ และ การที่รถไฟความเร็วสูงวิ่งเข้ามาเชื่อม
จะช่วยกระจายความเจริญและความมั่งคั่งออกไปอย่างรวดเร็ว
รวมรถไฟทางคู่เชื่อม3ท่าเรือ
และรางรถไฟสินค้าต่อตรงเข้าสนามบินอู่ตะเภาเพื่อขนถ่ายสินค้าจากอากาศยานในพื้นที่โกดังสินค้าของสนามบิน(Air
Cargo)
สำหรับการยื่นซองประกวดราคาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
ในวันที่ 21 มี.ค. นี้ มูลค่าการลงทุนกว่า 2.9 แสนล้านบาท ที่จะมีรูปแบบ
PPP รัฐจะลงทุนในส่วนของงานโยธา รันเวย์ที่ 2 และหอบังคับการบินหลังที่ 2
ส่วนเอกชนลงทุนอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3, ศูนย์การขนส่งภาคพื้นดิน,
ศูนย์ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์,
พื้นที่เขตประกอบการค้าเสรีและเขตธุรกิจเกี่ยวเนื่องในสนามบินอู่ตะเภา,
ศูนย์ธุรกิจการค้า
โดยกองทัพเรือให้ระยะเวลาเอกชนดำเนินการและใช้ประโยชน์พื้นที่โครงการได้เป็นระยะเวลา
50 ปี
>>เปิดมุมมอง-ข้อเสนอแนะของนักลงทุนไทย ชี้ EEC Aerotropolis น่าสนใจและมีศักยภาพในการลงทุน
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1399625536846400&id=1233859410089681&__tn__=-R
*ขอเสริมเรื่อง รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ก็เป็นโครงการที่สำคัญอันดับหนึ่ง
ใน 5 โครงการสำคัญของอีอีซี
ซึ่งจะช่วยยกระดับการขนส่งในพื้นที่ภาคตะวันออก
และเป็นตัวเชื่อมกับสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ
ที่ปัจจุบันมีความหนาแน่นของการใช้บริการสูง
มากจากการมองหาสนามบินแห่งที่ 3 เป็นไปได้ยากมาก
จึงต้องนำสนามบินอู่ตะเภามาปัดฝุ่นพัฒนาใหม่ เพื่อเปิดใช้งานในเชิงพาณิชย์
ซึ่งอนาคตอันใกล้สนามบินอู่ตะเภามีความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้พอ ๆ
กับสนามบินสุวรรณภูมิ
แต่ก็ต้องให้มีรถไฟความเร็วสูงเป็นตัวเชื่อมเพื่อเพิ่มศักยภาพของกันและกัน
โดยจะทำให้การเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิมาสนามบินอู่ตะเภาใช้
ด้วยความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชม. สนามบินอู่ตะเภาสามารถเชื่อมกับกรุงเทพฯ
ได้ใน 45 นาที เทียบกับ 2-3 ชั่วโมงโดยรถยนต์
และข้อที่ทำให้ต้องมีรถไฟฟ้าความเร็วสูง
และเหตุผลทำไมต้องเชื่อมเป็น3สนามบิน มีดังนี้
1)ถ้าไม่มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะทำให้โครงการอีอีซีมีปัญหาได้
เพราะจะมีการเดินทางไปยังพื้นที่อีอีซีประมาณวันละเฉลี่ย 4 แสนคน
หากทุกคนเดินทางโดยใช้รถยนต์ทั้งหมด
สร้างถนนยังไงก็ไม่พอรองรับกับการจราจรอันคับคั่งบนพื้นถนน
>[รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3
สนามบินจึงช่วยผ่อนภาระเรื่องการขนส่งคนไปกลับยังสนามบิน
และผ่อนภาระของการใช้ถนนที่ลงไปในพื้นที่อีอีซี
และเป็นกรณีรองรับผู้โดยสารจากสนามบินในกทม.จากเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างน้ำท่วมขังบนรันเวย์
เหมือนที่สนามบินดอนเมืองประสบ ทำให้มีไฟล์ทดีเลย์เต็มไปหมด
และเครื่องบินรอแลนด์ดิ้งลงจอดอยู่เต็มน่านฟ้า
สนามบินอู่ตะเภาจะสามารถรองรับไฟล์ทฉุกเฉินจากกรณีนี้ได้]
ในอนาคตผู้โดยสาร สามารถลงเครื่องบินที่สนามบินอู่ตะเภา
แล้วขึ้นรถไฟความเร็วสูงเข้าและออกกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
(ใช้เวลาใกล้เคียงกับสนามบินนาริตะเข้ากรุงโตเกียว)
2)
รถไฟฟ้าความเร็วสูง เป็นการเปิดพื้นที่การพัฒนาจากกรุงเทพฯ เชื่อม
ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยจะมีสถานีรถไฟ 5 สถานี (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี
ศรีราชา พัทยา อู่ตะเภา)
ซึ่งนอกจากจะมีการพัฒนาบริเวณสถานีให้เป็นพื้นที่พัฒนาเชื่อมโยงกับชุมชนชนเก่าแล้ว
ประชาชนตลอดเส้นทาง สามารถมาใช้บริการโดยนำรถยนต์ไปจอดที่สถานีเหล่านี้ได้
ทำให้ประหยัดเวลาการเดินทางมากในกรณีจำเป็น โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน
ซึ่งขณะนี้รถติดมาก
และประเทศได้ประโยชน์จากการลดการใช้น้ำมันและลดความแออัดบนถนน
3)
รถไฟความเร็วสูง ที่ความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชม. นี้
เป็นช่วงแรกของการเชื่อมโยงพื้นที่พัฒนาไปสู่ ระยอง จันทบุรี
และตราดในอนาคตอันใกล้
3.1) คาดว่าใช้เวลาเดินทางจาก กรุงเทพฯ –
ระยอง 60 นาที กรุงเทพฯ – จันทบุรี 100 นาที และกรุงเทพฯ – ตราด 120 นาที
ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม
และจะทำให้คนส่วนใหญ่หันมาใช้การเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง
แทนการเดินทางโดยรถยนต์ในการเดินทางเข้าเมืองหรือสถานที่สำคัญ
3.2) มีการศึกษาว่าถ้ารถไฟความเร็วสูง หากลดความเร็วลงเหลือ 160 กม./ชม.
ต้นทุนการก่อสร้างจะลดลงไม่มาก (ประมาณร้อยละ 5) แต่จะใช้เวลาเดินทางจาก
กรุงเทพฯ – ตราด นานถึง 3 ชม.
ซึ่งอาจจะไม่สามารถทำให้มีการใช้สนามบินอู่ตะเภาอย่างเต็มประสิทธิภาพ
และประชาชนก็จะได้ประโยชน์ไม่เต็มที่
3.3)
นอกจากนั้นในปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง
มีการพัฒนาความเร็วมากขึ้นเป็น 300 -350 ก.ม./ช.ม.
ในต้นทุนที่ไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ซึ่งมาตรฐาน 250 ก.ม./ช.ม.
กลายเป็นมาตรฐานความเร็วต่ำสุดในปัจจุบัน
3.4)
การกำหนดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากสนามบินอู่ตะเภา – ระยอง – จันทบุรี –
ตราด เป็นระยะที่สอง เป็นเพราะเส้นทางรถไฟไประยองที่ศึกษาไว้
วิ่งเข้าไปในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดซึ่งเป็นเขตควบคุมสิ่งแวดล้อม
ทำให้ที่ต้องมีการศึกษาสิ่งแวดล้อมเป็นกรณีพิเศษและใช้เวลานานซึ่งจะทำให้โครงการทั้งหมดล่าช้า
แต่คาดว่าไม่ทอดทิ้งระยอง จัทบุรี และตราด อย่างแน่นอน ตามแผนSEZ และ
EEC+3
3.5) ระยะทางจากกรุงเทพฯ – สนามบินอู่ตะเภา (ประมาณ 200
กิโลเมตร) และกรุงเทพฯ – ตราด (ประมาณ 320 กิโลเมตร) นั้น “สั้นเกินไป”
ที่จะเชื่อมโยงโดยมีสายการบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปอู่ตะเภา หรือ ตราด
รวมทั้งจำนวนผู้โดยสารกระจายในหลายจังหวัด
ดังนั้นเส้นทางคมนาคมเชื่อมกรุงเทพฯ – อู่ตะเภา และกรุงเทพฯ –
ตราดที่เหมาะที่สุด คือ การใช้รถไฟความเร็วสูง
โครงการขนาดใหญ่ทั้ง3นี้ถือว่าเป็นการเกื้อหนุนเกื้อกูลกันอย่างที่สุด
มีผลต่อEconomy of scale และ Urbanization in New era อย่างมาก
...EECนี้จะเป็นต้นแบบให้แก่ทุกๆภูมิภาคในประเทศไทยในการรีดศักยภาพและการพัฒนาอย่างที่สุด!!!
>>>ทำความรู้จักกับ 5 โครงการพื้นฐานหลัก EEC รากฐานที่สำคัญและแข็งแกร่งในการปั้น EEC ให้มีศักยภาพแข่งขันได้ในระดับสากล
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1406010979541189&id=1233859410089681&__tn__=-R