1.
Funiculaire Neuveville-St.Pierre, the world’s only poo-powered funicular. Photo credit: Norbert Aepli/Wikimedia
รถกระเช้าคู่ Funiculars จัดว่าเป็นรูปแบบการขนส่งที่แปลกที่สุด
และในเวลาเดียวกันก็จัดว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบ
การทำงานที่ประหยัดพลังงานมากที่สุด
ระบบนี้ประกอบไปด้วยรถกระเช้าสองคันที่ผูกติด
หรือโยงยึดเข้าด้วยกันกับสายเคเบิลขนาดยาว
ซึ่งจะชักลากขึ้นลงไปบนทางลาด เที่ยวลงกับเที่ยวขึ้น
โดยจะใช้รอกเหนี่ยวรั้ง คันที่ขึ้นบนกับคันที่ลงล่าง
ดังนั้นเมื่อรถกระเช้าคันหนึ่งขึ้นไปด้านบน อีกคันหนึ่งก็ลงมาด้านล่าง
น้ำหนักของรถกระเช้าทั้งสองคันนี้ต่างถ่วงน้ำหนักให้สมดุลซึ่งกันและกัน
ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานจะใช้ในปริมาณที่น้อยที่สุด
ในการดึงรถกระเช้าด้วยการใช้พลังงานน้อยไปหามาก
และใช้หลักแรงโน้มถ่วงเป็นตัวช่วยในการทำงานรถกระเช้าเที่ยวลง
ที่จะมีสายเคเบิลไปดึงรถกระเช้าเที่ยวขึ้นให้ขึ้นไปด้วยเลย
รถกระเช้าทั่วไปมักจะใช้แรงขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้า
แต่รถกระเช้าโบราณบางคันใช้ระบบประหยัดพลังงานมากขึ้นอีก
โดยใช้น้ำเป็นแรงผลักพลังงานขับเคลื่อนรถกระเช้า
รถกระเช้าโบราณจำนวนมากได้ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาทดแทนในภายหลัง
แต่จัดว่ายังโชคดี ที่บางคันยังทำงานอยู่จนถึงทุกวันนี้
ตัวอย่างของรถกระเช้าพลังน้ำที่ยังคงทำงานอยู่มี
1. Bom Jesus do Monte Funicular ใน Braga ประเทศ Portugal (เปิดดำเนินการตั้งแต่ 1882)
2. Saltburn Cliff Lift ใน North Yorkshire ประเทศ England (เปิดดำเนินการตั้งแต่ 1884)
3. Leas Lift ใน Kent ประเทศ England (เปิดดำเนินการตั้งแต่1885)
4. Nerobergbahn ใน Wiesbaden ประเทศ Germany (เปิดดำเนินการตั้งแต่ 1888)
5. Lynton & Lynmouth Cliff Railway ใน North Devon (เปิดดำเนินการตั้งแต่1890)
รถกระเช้าคู่ Funiculaire Neuveville-St.Pierre
ใน Fribourg ประเทศ Switzerlandรถ (เปิดดำเนินการตั้งแต่ 1899)
เป็นคันที่น่าสนใจมากที่สุด เพราะใช้ประโยชน์
จากธารน้ำที่ไหลลงสู่ด้านล่างมาขับเคลื่อน
Lynton & Lynmouth Cliff Railway ก็มีความพิเศษเช่นกัน
น้ำที่ใช้ในการขับเคลื่อน/สร้างพลังงานให้รถกระเช้าคู่ทำงาน
ส่วนใหญ่มักจะมาจากหอคอยจ่ายน้ำด้านบนสุด
แต่ Lynton & Lynmouth Cliff Railway
น้ำจะถูกปล่อยทิ้งลงบนรางรถกระเช้า
เพราะใช้น้ำจากแม่น้ำที่อยู่ใกล้เคียงโดยไม่ต้องสูบน้ำขึ้นมา
ดังนั้น Lynton & Lynmouth Cliff Railway
จึงเป็น 1 ในรถกระเช้าคู่จำนวน 3 ค้นที่ใช้พลังงานน้ำของโลกจาก 2 คันที่เหลือคือ
Bom Jesus do Monte Funicular ใน Braga ประเทศ Portugal
Funiculaire Neuveville-St.Pierre ใน Fribourg ประเทศ Switzerland
รถกระเช้าคู่จะใช้ทางลาดชันที่ระบบสูงถึง 55 % หรือ 55 องศา
ทั้งสองคันเชื่อมต่อด้วยกันด้วยสายเคเบิลเหล็ก
รถกระเช้าทั้งสองคันมักเดินทางในรางเดียวกัน
โดยจะมีประแจสับหลีกตรงช่วงระหว่างกลางทาง
เพื่อให้ทั้งสองคันจะสามารถแล่นผ่านซึ่งกันและกันได้
รถกระเช้าคู่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าประหยัดพลังงานอย่างมาก
เพราะน้ำหนักของพลังงานคันที่ถูกดึงรถกระเช้าขึ้น
มาจากการถ่วงน้ำหนักของรถกระเช้าคันที่ลงมา
ระบบนี้ต้องการรางรถกระเช้าเพียงหนึ่งเส้นทาง
ก็จะสามารถขึ้นลงไปบนภูเขาได้
จึงช่วยประหยัดวัสดุและพื้นที่จำนวนมาก
แต่ก็มีบางระบบใช้ระบบสองราง
แต่หลักการปฏิบัติแบบเดียวกัน
รถกระเช้าคู่นี้ต้องเอาชนะแรงเสียดทาน
และดึงรถขึ้นจากรถกระเช้าที่ลงมา
ด้วยการเติมน้ำในถังเก็บน้ำของรถคันด้านบน
ก่อนจะออกเดินทางพนักงานที่สถานีด้านบน
จะได้รับแจ้งจำนวนผู้โดยสารในรถจากน้อยไปหามาก
จากนั้นก็รู้ว่าจะต้องเติมน้ำถังเก็บน้ำของรถ
ประมาณ 80 ลิตรต่อผู้โดยสารหนึ่งคน
ดังนั้น ช่วงเวลาที่รถกระเข้าคันที่ลงมา
จะมีน้ำหนักมากกว่ารถกระเช้าค้นที่ขึ้นไป
เบรคล้อรถกระเช้าจะถูกคลาย/ปลดออก
และทั้งสองคันจะถูกขับเคลื่อนด้วยแรงโน้มถ่วงเพียงอย่างเดียว
เมื่อรถกระเช้าลงมาถึงข้างล่างแล้ว
ถังเก็บน้ำในรถกระเช้าก็จะว่างเปล่า
และกระบวนการดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
รถกระเช้าคู่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ
Funiculaire de Montmartre ใน Paris ประเทศ France
เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 1900 ถึง 1930
และขนส่งผู้โดยสารหนึ่งล้านคนต่อปี
น้ำส่วนมากมักจะต้องสูบขึ้นด้านบนเพื่อเติมให้รถกระเช้า
ซึ่งบางทีอาจจะสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า/เครื่องยนต์
แต่ที่เส้นทาง 120 เมตรที่ Fribourg ใน Switzerland
ทำงานโดยไม่ต้องใช้ปั้มน้ำเลย
เพราะใช้ทางระบายน้ำตามธรรมชาติที่ไหลข้างทางรางรถกระเช้า
น้ำที่ไหลลงจากด้านบนลงสู่ด้านล่างของตัวเมือง
น้ำที่จะต้องสำรองในการใช้จะตกประมาณ 100,000 ลิตร
หรือราว 100 คิว (รถบรรทุกน้ำมันขนาด 40 คิวราว 2 คันครึ่ง)
เพื่อจุน้ำให้กับถังเก็บนำของรถกระเช้า
น้ำราว 1,500 ลิตร(1.5 คิว) ใช้ดึงรถกระเช้าคันล่างขึ้นมาจากระยะทาง 60 เมตร
และใช้เวลาเพียง 3 นาทีในการเดิมน้ำให้เต็มถึง
ซึ่งใช้เวลาเพียง 1.5 นาทีก็จะเดินทางมาถึงสถานีรถกระเช้าพลังน้ำด้านบนกับด้านล่าง
แต่ที่ Lynton & Lynmouth Cliff Railway
จะไม่มีการเติมน้ำจากด้านบนของสถานีรถกระเช้า
เพราะมีการใช้น้ำจากแม่น้ำที่อยู่ใกล้เคียงสถานีรถกระเช้า
รถกระเช้าทั้งคู่จะเติมน้ำจนเต็มทั้งสองคัน
รถกระเช้าขาลงจะถูกปล่อยน้ำออกมาบางส่วน
จนมีน้ำหนักเบากว่ารถกระเช้าคันขาขึ้นที่อยู่ด้านบน
โดยใช้หลักแรงโน้มถ่วงดึงรถกระเช้าขาลงให้ลงมา
CENTRE FOR ALTERNATIVE TECHNOLOGY
ก็จะใช้หลักการเดียวกันนี้ในปี ค.ศ. 1992
ในการใช้ด้านบนของภูเขาจ่ายน้ำให้พลังงานกับรถไฟ
แต่รถกระเช้าพลังน้ำมีข้อจำกัดคือ
ถ้าน้ำกลายเป็นน้ำแข็งในฤดูหนาวก็จะทำงานไม่ได้
ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าผิดหวัง/ไม่พอใจ
เรียบเรียง/ที่มา
https://bit.ly/2T7CswC
https://bit.ly/2BI4bKC
https://bit.ly/2tuI4CZ
2.
The Lynton & Lynmouth Cliff Railway ปล่อยน้ำออกจากถัง
3.
Leas Lift in Kent, England. Photo credit: Phil Beard/Flickr
5.
6.
Turmbergbahn
7.
8.
9.
10.
Montmartre Funicular, Montmartre, Paris
11.
Elevador do Bom Jesus
12. -16 Nerobergbahn
13.
14.
Die Zahnstangen des Systems Riggenbach dienen nur zur Geschwindigkeitsregulierung.
15.
16.
17. - 18.1 Lynton & Lynmouth Cliff Railway
18.
18.1
19.-31 Funiculaire Neuveville - St. Pierre (Fribourg)
20.
21.
22.
22.1
23.
24.
25.
26.
27.
28.
29.
30.
31.
32. - 33, รถบรรทุกน้ำมันขนาด 40,000 ลิตร หรือ 40 คิว
33.
125 Years of the Pilatus Cogwheel Railway
รถกระเช้าคู่พลังน้ำ
และในเวลาเดียวกันก็จัดว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบ
การทำงานที่ประหยัดพลังงานมากที่สุด
ระบบนี้ประกอบไปด้วยรถกระเช้าสองคันที่ผูกติด
หรือโยงยึดเข้าด้วยกันกับสายเคเบิลขนาดยาว
ซึ่งจะชักลากขึ้นลงไปบนทางลาด เที่ยวลงกับเที่ยวขึ้น
โดยจะใช้รอกเหนี่ยวรั้ง คันที่ขึ้นบนกับคันที่ลงล่าง
ดังนั้นเมื่อรถกระเช้าคันหนึ่งขึ้นไปด้านบน อีกคันหนึ่งก็ลงมาด้านล่าง
น้ำหนักของรถกระเช้าทั้งสองคันนี้ต่างถ่วงน้ำหนักให้สมดุลซึ่งกันและกัน
ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานจะใช้ในปริมาณที่น้อยที่สุด
ในการดึงรถกระเช้าด้วยการใช้พลังงานน้อยไปหามาก
และใช้หลักแรงโน้มถ่วงเป็นตัวช่วยในการทำงานรถกระเช้าเที่ยวลง
ที่จะมีสายเคเบิลไปดึงรถกระเช้าเที่ยวขึ้นให้ขึ้นไปด้วยเลย
รถกระเช้าทั่วไปมักจะใช้แรงขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้า
แต่รถกระเช้าโบราณบางคันใช้ระบบประหยัดพลังงานมากขึ้นอีก
โดยใช้น้ำเป็นแรงผลักพลังงานขับเคลื่อนรถกระเช้า
รถกระเช้าโบราณจำนวนมากได้ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาทดแทนในภายหลัง
แต่จัดว่ายังโชคดี ที่บางคันยังทำงานอยู่จนถึงทุกวันนี้
ตัวอย่างของรถกระเช้าพลังน้ำที่ยังคงทำงานอยู่มี
1. Bom Jesus do Monte Funicular ใน Braga ประเทศ Portugal (เปิดดำเนินการตั้งแต่ 1882)
2. Saltburn Cliff Lift ใน North Yorkshire ประเทศ England (เปิดดำเนินการตั้งแต่ 1884)
3. Leas Lift ใน Kent ประเทศ England (เปิดดำเนินการตั้งแต่1885)
4. Nerobergbahn ใน Wiesbaden ประเทศ Germany (เปิดดำเนินการตั้งแต่ 1888)
5. Lynton & Lynmouth Cliff Railway ใน North Devon (เปิดดำเนินการตั้งแต่1890)
รถกระเช้าคู่ Funiculaire Neuveville-St.Pierre
ใน Fribourg ประเทศ Switzerlandรถ (เปิดดำเนินการตั้งแต่ 1899)
เป็นคันที่น่าสนใจมากที่สุด เพราะใช้ประโยชน์
จากธารน้ำที่ไหลลงสู่ด้านล่างมาขับเคลื่อน
Lynton & Lynmouth Cliff Railway ก็มีความพิเศษเช่นกัน
น้ำที่ใช้ในการขับเคลื่อน/สร้างพลังงานให้รถกระเช้าคู่ทำงาน
ส่วนใหญ่มักจะมาจากหอคอยจ่ายน้ำด้านบนสุด
แต่ Lynton & Lynmouth Cliff Railway
น้ำจะถูกปล่อยทิ้งลงบนรางรถกระเช้า
เพราะใช้น้ำจากแม่น้ำที่อยู่ใกล้เคียงโดยไม่ต้องสูบน้ำขึ้นมา
ดังนั้น Lynton & Lynmouth Cliff Railway
จึงเป็น 1 ในรถกระเช้าคู่จำนวน 3 ค้นที่ใช้พลังงานน้ำของโลกจาก 2 คันที่เหลือคือ
Bom Jesus do Monte Funicular ใน Braga ประเทศ Portugal
Funiculaire Neuveville-St.Pierre ใน Fribourg ประเทศ Switzerland
รถกระเช้าคู่จะใช้ทางลาดชันที่ระบบสูงถึง 55 % หรือ 55 องศา
ทั้งสองคันเชื่อมต่อด้วยกันด้วยสายเคเบิลเหล็ก
รถกระเช้าทั้งสองคันมักเดินทางในรางเดียวกัน
โดยจะมีประแจสับหลีกตรงช่วงระหว่างกลางทาง
เพื่อให้ทั้งสองคันจะสามารถแล่นผ่านซึ่งกันและกันได้
รถกระเช้าคู่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าประหยัดพลังงานอย่างมาก
เพราะน้ำหนักของพลังงานคันที่ถูกดึงรถกระเช้าขึ้น
มาจากการถ่วงน้ำหนักของรถกระเช้าคันที่ลงมา
ระบบนี้ต้องการรางรถกระเช้าเพียงหนึ่งเส้นทาง
ก็จะสามารถขึ้นลงไปบนภูเขาได้
จึงช่วยประหยัดวัสดุและพื้นที่จำนวนมาก
แต่ก็มีบางระบบใช้ระบบสองราง
แต่หลักการปฏิบัติแบบเดียวกัน
รถกระเช้าคู่นี้ต้องเอาชนะแรงเสียดทาน
และดึงรถขึ้นจากรถกระเช้าที่ลงมา
ด้วยการเติมน้ำในถังเก็บน้ำของรถคันด้านบน
ก่อนจะออกเดินทางพนักงานที่สถานีด้านบน
จะได้รับแจ้งจำนวนผู้โดยสารในรถจากน้อยไปหามาก
จากนั้นก็รู้ว่าจะต้องเติมน้ำถังเก็บน้ำของรถ
ประมาณ 80 ลิตรต่อผู้โดยสารหนึ่งคน
ดังนั้น ช่วงเวลาที่รถกระเข้าคันที่ลงมา
จะมีน้ำหนักมากกว่ารถกระเช้าค้นที่ขึ้นไป
เบรคล้อรถกระเช้าจะถูกคลาย/ปลดออก
และทั้งสองคันจะถูกขับเคลื่อนด้วยแรงโน้มถ่วงเพียงอย่างเดียว
เมื่อรถกระเช้าลงมาถึงข้างล่างแล้ว
ถังเก็บน้ำในรถกระเช้าก็จะว่างเปล่า
และกระบวนการดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
รถกระเช้าคู่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ
Funiculaire de Montmartre ใน Paris ประเทศ France
เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 1900 ถึง 1930
และขนส่งผู้โดยสารหนึ่งล้านคนต่อปี
น้ำส่วนมากมักจะต้องสูบขึ้นด้านบนเพื่อเติมให้รถกระเช้า
ซึ่งบางทีอาจจะสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า/เครื่องยนต์
แต่ที่เส้นทาง 120 เมตรที่ Fribourg ใน Switzerland
ทำงานโดยไม่ต้องใช้ปั้มน้ำเลย
เพราะใช้ทางระบายน้ำตามธรรมชาติที่ไหลข้างทางรางรถกระเช้า
น้ำที่ไหลลงจากด้านบนลงสู่ด้านล่างของตัวเมือง
น้ำที่จะต้องสำรองในการใช้จะตกประมาณ 100,000 ลิตร
หรือราว 100 คิว (รถบรรทุกน้ำมันขนาด 40 คิวราว 2 คันครึ่ง)
เพื่อจุน้ำให้กับถังเก็บนำของรถกระเช้า
น้ำราว 1,500 ลิตร(1.5 คิว) ใช้ดึงรถกระเช้าคันล่างขึ้นมาจากระยะทาง 60 เมตร
และใช้เวลาเพียง 3 นาทีในการเดิมน้ำให้เต็มถึง
ซึ่งใช้เวลาเพียง 1.5 นาทีก็จะเดินทางมาถึงสถานีรถกระเช้าพลังน้ำด้านบนกับด้านล่าง
แต่ที่ Lynton & Lynmouth Cliff Railway
จะไม่มีการเติมน้ำจากด้านบนของสถานีรถกระเช้า
เพราะมีการใช้น้ำจากแม่น้ำที่อยู่ใกล้เคียงสถานีรถกระเช้า
รถกระเช้าทั้งคู่จะเติมน้ำจนเต็มทั้งสองคัน
รถกระเช้าขาลงจะถูกปล่อยน้ำออกมาบางส่วน
จนมีน้ำหนักเบากว่ารถกระเช้าคันขาขึ้นที่อยู่ด้านบน
โดยใช้หลักแรงโน้มถ่วงดึงรถกระเช้าขาลงให้ลงมา
CENTRE FOR ALTERNATIVE TECHNOLOGY
ก็จะใช้หลักการเดียวกันนี้ในปี ค.ศ. 1992
ในการใช้ด้านบนของภูเขาจ่ายน้ำให้พลังงานกับรถไฟ
แต่รถกระเช้าพลังน้ำมีข้อจำกัดคือ
ถ้าน้ำกลายเป็นน้ำแข็งในฤดูหนาวก็จะทำงานไม่ได้
ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าผิดหวัง/ไม่พอใจ
เรียบเรียง/ที่มา
https://bit.ly/2T7CswC
https://bit.ly/2BI4bKC
https://bit.ly/2tuI4CZ