[img]https://medias.thansettakij.com/uploads/images/md/2026/06/djYHIb8hQ8loPY3t9QHy.webp?x-image-process=style/md-webp[/img]
ครั้งแรกครับกับคาเยนน์ ขับเคลื่อนสี่ล้อที่ไม่มีเพลากลาง เปลี่ยนมาวางมอเตอร์ไฟฟ้าขับเพลาหน้า-หลัง Porsche Cayenne Electric ได้พลิกนิยามเอสยูวีไฟฟ้าไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยกำลัง 1,156 แรงม้า และระบบ Porsche Active Ride
คาเยนน์ (Cayenne) ถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจปอร์เช่ มากว่า 20 ปีครับ เมื่อสปอร์ตคาร์สร้างชื่อเสียง แต่ไม่สร้างผลประกอบการ ในยุคปี 1990 สถานะการเงินค่อนข้างร่อแร่ ดังนั้นโปรเจกต์ที่แอบทำแบบลับๆ กับเอสยูวีโมเดลแรกที่หวังเอามาจับตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา จึงกลายเป็นความหวังของหมู่บ้านซุฟเฟนเฮาเซน (แน่นอนว่า ต้องเพิ่งพาทรัพยากรของโฟล์คสวาเกน)
หลังการเปิดตัวทำตลาดครั้งแรกปี 2002 ถึงวันนี้ ปอร์เช่ คาเยนน์ มียอดขายสะสมรวมทั่วโลกกว่า 1.5 ล้านคันใน 3 เจเนอเรชัน
ปอร์เช่ คาเยนน์ ผลิตที่โรงงานของโฟล์คสวาเกน เมืองบราติสลาวา ประเทศสโลวาเกีย ปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้น เพียงแต่โรงงานแห่งนี้ได้อัพเกรดไปผลิตเอสยูวีพลังงานไฟฟ้าแพลตฟอร์ม PPE แรงดันแบตเตอรี่ 800 โวลต์ด้วย
ปอร์เช่ ยืนยันว่าคาเยนน์ ยังคงมีทางเลือกทั้ง เครื่องยนต์สันดาป ปลั๊ก-อินไฮบริด และเจเนอเรชันที่ 4 มากับ EV พลังงานไฟฟ้า 100% ล่าสุดผมมีโอกาสได้ไปทดสอบ Porsche Cayenne Electric ที่สนามเซปังฯ ประเทศมาเลเซีย ก่อนที่รถจะพร้อมส่งมอบให้ลูกค้าชาวไทยปลายปีนี้
Porsche Cayenne Electric เปิดตัวในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2026 มี 3 รุ่นย่อย โดยตัวเริ่มต้นราคา 6,850,000 บาท (442 แรงม้า ระยะทางวิ่ง 642 กม./ชาร์จ) รุ่น S ราคา 7,350,000 บาท (666 แรงม้า ระยะทางวิ่ง 653 กม./ชาร์จ) และ Turbo ราคา 9,750,000 บาท (1,156 แรงม้า ระยะทางวิ่ง 623 กม./ชาร์จ) ทั้งหมดใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่(หน้า-หลัง) ขับเคลื่อนสี่ล้อ พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 113 kWh
ปอร์เช่ ประกอบแบตเตอรี่ NMC ระดับโมดูลที่โรงงานทางตอนเหนือของกรุงบราติสลาวา ประเทศสโลวาเกีย โดยสั่งซื้อเซลล์ของ LG แล้วมาจัดเรียงในโมดูล (32 เซลล์) ซึ่ง Cayenne Electric ใช้ 6 โมดูลวางเรียงใต้พื้นห้องโดยสารรวมมี 192 เซลล์
ครั้งแรกครับกับคาเยนน์ ขับเคลื่อนสี่ล้อไม่มีเพลากลาง เปลี่ยนมาวางมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous ขับเพลาหน้า-หลัง ผ่านเฟืองเกียร์ 1 สปีด
ในรุ่นเทอร์โบกำลังสูงสุด 857 แรงม้า แต่ในโหมด Launch Control มอเตอร์คู่รีดกำลังเพิ่มได้เป็น 1,156 แรงม้า แรงบิดระดับ 1,500 นิวตัน-เมตร ถือเป็นรถที่แรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของปอร์เช่
ขณะที่ช่วงล่างถุงลม และระบบ PASM พร้อมระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง(สูงสุด 5 องศา) ดูแล้วน่าจะประคับประคองเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า น้ำหนัก 2.5 ตันให้ขับได้ดี แต่ปอร์เช่ เขาไม่ได้พอใจแค่นี้ครับ
ในรุ่น Turbo ที่ผมขับยังใส่ Porsche Active Ride (เป็นออพชันต้องจ่ายเงินเพิ่มประมาณ 5 แสนกว่าบาทที่ปอร์เช่ นำมาเป็นทางเลือกใน Panamera เกือบ 2 ปีแล้ว) ระบบนี้จะพยายามรักษาตัวถังให้ขนานกับพื้นถนนเสมอ ด้วยการปรับแรงดันโช้คอัพแต่ละล้อ ภายในเสี้ยววินาที
ตอนเบรกแรงๆ ช่วงเข้า-ออกโค้ง หรือเร่งความเร็ว ระบบนี้เขาจะใช้มอเตอร์ปั๊มไฟฟ้าที่รับพลังงานโดยตรงจากแบตเตอรี่แรงดันสูง 800 โวลต์ เพื่อปรับแรงดันโช้คอัพแต่ละล้อ โดยระบบจะคำนวณน้ำหนักกดของล้อ แต่ละล้อแบบเรียลไทม์ จากนั้นสั่งโช้กแต่ละต้นให้เพิ่มหรือลดแรงกด เพื่อเสถียรภาพสูงสุด
การขับที่เซปังฯ สนามแข่งระดับโลก ผมได้ลองอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 2.5 วินาที ในโหมด Launch Control แบบพุ่งแรงกระชากวิญญาณ แต่ด้วยการออกตัวที่มอเตอร์หน้า-หลัง ส่งกำลังลงพื้นทั้งคู่ และ Porsche Active Ride ก็ช่วยกดด้านหน้าของรถ (ทำให้หน้าไม่เชิด)
ตรงนี้เป็นอารมณ์ใหม่ของการทำ Launch Control และท้าท้ายกฎฟิสิกส์อย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการขับเต็มรอบของสนาม สัมผัสถึงความนิ่ง สยบทุกแรงเหวี่ยง ทำให้แรงจี กลายเป็นขนมบัวลอยไข่หวาน
รถสามารถปรับการกระจายน้ำหนักระหว่างล้อทั้ง 4 ได้ เพื่อลดอาการหน้าทิ่ม ท้ายยุบ ตัวถังเอียง ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องลดกำลังมอเตอร์ลง ทำให้รถออกจากโค้งได้เร็วขึ้นและมี Traction สูงขึ้น ซึ่งเหมาะกับเอสยูวีไฟฟ้าที่มีน้ำหนักตัวมากๆ และจุดศูนย์ถ่วงต่ำแบบนี้ละครับ
ผมว่านี่น่าจะเป็นช่วงล่างที่อัจฉริยะที่สุดของเอสยูวีในยุคปัจจุบัน ที่เน้นสมรรถนะแบบขับเอง ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
รวบรัดตัดความ...การไปเยือนสนามเซปังฯ ครั้งนี้ ผมได้สัมผัสขับ Porsche Cayenne Electric แบบพอหอมปากหอมคอ เน้นการรับรู้สมรรถนะการขับขี่ล้วนๆ กับวิศวกรรมยานยนต์งานละเมียดขั้นสูง ผสานเทคโนโลยีเวอร์ชันล่าสุดของการควบคุมรถ ช่วงล่าง กับเอสยูวีพละกำลังมหาศาลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ฟังก์ชันใหม่ที่โดดเด่น
หน้าจอแสดงผลพื้นที่หน้าจอรวมใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเดิม 50% ประกอบด้วยหน้าจอ Flow Display แบบ OLED โค้งมนที่เชื่อมต่อกับคอนโซลกลาง แผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 14.25 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 14.9 นิ้ว
Head-up display พร้อม Augmented Reality (AR) สามารถฉายข้อมูล เช่น ลูกศรนำทาง ลงบนสภาพแวดล้อมจริงเสมือนหน้าจอขนาด 87 นิ้วที่ระยะ 10 เมตร
ระบบปฏิบัติการ Android Automotive OS พร้อม App Centre ที่รองรับแอปอื่นๆ อย่าง Spotify, YouTube รวมถึงเล่นเกมผ่าน AirConsole
ระบบ Surface heating ให้ความอุ่นผ่านแผงประตูและที่พักแขน พร้อม Mood Modes 9 รูปแบบที่ปรับทั้งแสงไฟ เบาะนั่ง เสียง และอุณหภูมิให้เข้ากับอารมณ์ของผู้ขับขี่
เลือกสีตัวถังมาตรฐาน 10 สี ล้อดีไซน์เฉพาะ 11 แบบ ขนาด 20-22 นิ้ว ชุดแต่งภายใน 12 รูปแบบ พร้อมแพ็กเกจเสริมภายในสูงสุด 5 แบบ
Porsche Active Aerodynamics (PAA) ที่รวมช่องดักอากาศแบบปรับได้ และ Active Aeroblades ในรุ่น Turbo ที่จะยืดออกมาเพื่อจัดการกระแสลมที่ความเร็วสูง
EV สถาปัตยกรรม 800 โวลต์ ทำให้ชาร์จ DC ได้สูงสุด 400 kW โดยสามารถชาร์จจาก 10% เป็น 80% ได้ในเวลา 16 นาที
ไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จรถ ด้วย Wireless Charging เป็นอีวีรุ่นแรกของปอร์เช่ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สายผ่านสนามแม่เหล็ก (Inductive charging) ขนาด 11 kW แค่จอดรถให้ตรงตำแหน่งแผ่นวงจรที่พื้น
Porsche Cayenne Electric ท้าทายกฎฟิสิกส์ พลิกนิยามเอสยูวีไฟฟ้า