10 ปี Next Cycle...2020 - 2030.... ไปลงทุนตลาดหุ้นจีน กับ หุ้นอินเดีย กันครับ.....

กระทู้คำถาม
ช่วงนี้ทำการบ้าน หุ้นใน next cycle อีก 10 ปีข้าง ที่เป็น หุ้น Growth stock

หุ้นไทย หายากมาก....มีอนาคตหน่อยก็แค่กลุ่มปอ ที่จะมี S-Curve ใหม่ ใน next cycle  ส่วนหุ้นอื่นมองไม่เห็น

ส่วนหุ้นนอก  เห็นข่าว เศรษฐกิจจีน จะแซงหน้าสหรัฐ  ตั้งแต่ปี 2020 หรือ พ.ศ. 2563  เป็นต้นไป อีก 10 ปี

ถ้าเห็น DOW ตก  SET ตก ก็อย่าไปสนใจ นักลงทุนระดับโลก เขาโยกย้ายเงินลงทุนไปหาแหล่งลงทุนใหม่ นะครับ

หา หุ้น Super Stock หุ้น Growth stock ใน 10 ปี Next Cycle...  2020 - 2030

หุ้นตัวไหน ไม่ดี อย่าไปยุ่ง จบ Cycle นี้ ราคาหุ้นอาจนอนฐานไปอีกนาน  หุ้นพวกที่เอา  ipo มาขายกิจการในตลาดหุ้น แล้วต่ำจอง อะไรพวกนี้

--------------------------------------------------------------

ปีหน้า! "เศรษฐกิจจีน" แซงสหรัฐฯ ดาวรุ่งเอเชียตบเท้าเข้า Top10

จากรายงานคาดการณ์ขนาดเศรษฐกิจของประเทศที่เชื่อว่าน่าจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก 10 ประเทศแรก ในระยะ 11 ปีข้างหน้า หรือ ภายในปี ค.ศ. 2030 จัดทำโดย ฝ่ายวิจัยของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด พบว่า มีถึง 7 ประเทศ ในอันดับ Top 10 ดังกล่าว ที่ปัจจุบันยังอยู่ในสถานะประเทศกำลังพัฒนา ที่มีศักยภาพเศรษฐกิจขยายตัวสูง ทั้งในเอเชียและลาตินอเมริกา ส่วนประเทศที่คาดว่าจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ภายในระยะเวลาดังกล่าวแซงหน้าสหรัฐอเมริกา ซึ่งครองที่ 1 อยู่ในปัจจุบันนั้น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นประเทศคู่พิพาททางการค้าของสหรัฐฯ ที่เพิ่งตกลงคลี่คลายปัญหากันได้ระดับหนึ่งเมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง นั่นก็คือ จีน


รายงานคาดการณ์ของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดครั้งนี้ เป็นการจัดอันดับขนาดเศรษฐกิจของประเทศที่วัดจากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในระยะยาว โดยใช้ทฤษฎีความเสมอภาคของอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity : PPP) และตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเบื้องต้น (Nominal GDP) มาใช้เป็นฐานในการคำนวณและคาดการณ์ โดยรายงานระบุว่า ขนาดเศรษฐกิจของจีนจะขยายตัวและแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลกได้ ตั้งแต่ปี 2020 หรือ พ.ศ. 2563 ซึ่งก็คือ ปีหน้า และหลังจากนั้น ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) ก็คาดว่า แม้แต่ 'อินเดีย' ก็จะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากจีน โดยสหรัฐฯ คาดว่าจะตกไปเป็นอันดับ 3


เดวิด แมนน์ นักเศรษฐศาสตร์ หัวหน้าทีมผู้จัดทำรายงานฉบับนี้ อธิบายเพิ่มเติมว่า จากการคาดหมายตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศต่าง ๆ ในโลก ทำให้เห็นหลักการสำคัญประการหนึ่ง ที่ว่า สัดส่วนจีดีพีของประเทศหนึ่ง ๆ ที่มีต่อจีดีพีรวมของโลกนั้น จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสัดส่วนประชากรของประเทศนั้น ๆ ที่มีต่อตัวเลขประชากรรวมของโลก ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่ตัวเลขรายได้ประชากร (GDP per Capita) ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่า ประชากรในประเทศนั้น ๆ มีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร เริ่มขยับเข้ามาใกล้เคียงกันมากขึ้นระหว่างประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว กับประเทศกำลังพัฒนาดาวรุ่งที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

เห็นได้ชัดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนจะมีอัตราการขยายตัวที่ชะลอลง จากที่เคยร้อนแรงในระดับ 2 หลัก เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 6.5-6.7% ในช่วงเร็ว ๆ นี้ แต่หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ ปรับสมดุลแล้ว จะลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 5% ในราวปี 2030 ซึ่งเป็นปกติของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น ขณะที่ อินเดียคาดว่าจะยังคงขยายตัวอย่างร้อนแรงที่ประมาณ 7.8% ในระยะไม่กี่ปีข้างหน้านี้ (2020)

แนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นได้ท่ามกลางพัฒนาการดังกล่าว ซึ่งระบุไว้ในรายงานคาดการณ์ครั้งนี้ ยังได้แก่ แนวโน้มที่ว่าการที่หลายประเทศรวมทั้งสหรัฐ อเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) ได้เริ่มแตะเบรก และหยุดใช้มาตรการทางการเงินแบบผ่อนปรน (QE) จะเป็นตัวแปรที่ทำให้หลาย ๆ ประเทศ จำเป็นต้องปรับตัวรับมือด้วยการเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจของตัวเองในมิติต่าง ๆ และต้องเร่งเพิ่มประสิทธิผลในการผลิต ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ประเทศกำลังพัฒนารายใดที่รามือ ไม่เร่งกระบวนการปฏิรูป จะไม่สามารถผลักดันตัวเองให้ขยายตัวไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังคาดการณ์แนวโน้มที่ว่า ประชากรโลกในกลุ่ม "ชนชั้นกลาง" (The Middle-Class) หรือ ผู้มีรายได้ระดับกลาง จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นกลุ่มคน (ที่แยกตามรายได้) ที่มีสัดส่วนมากที่สุดในบรรดาประชากรโลกทั้งหมด ภายในปี 2020 (พ.ศ. 2563) และการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางนี้ จะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการขยายตัวของชุมชนเมืองและการกระจายช่องทางเข้าถึงในการศึกษาของประชากร คลื่นความก้าวหน้าในเรื่องดังกล่าวจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยชดเชย หรือ ผ่อนบรรเทาผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ "สังคมสูงวัย" หรือ การขยายตัวของกลุ่มประชากรสูงวัยในหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างจีน

รายงาน | หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3,435 ระหว่างวันที่ 13-16 มกราคม 2562

http://www.thansettakij.com/content/373264?fbclid=IwAR1zKdu7jhLiGVviaflOrYOZkHjm64m3S70-MsluJFGDNUdy8DW465vxgSA
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่