เข้มงวด ส่งผลให้ปี 2025 ที่ผ่านมา มีการรื้อถอนเขื่อน ฝาย และสิ่งกีดขวางทางน้ำเก่ารวม 603 แห่ง ใน 21 ประเทศ ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปลดปล่อยแม่น้ำให้กลับมาไหลอิสระเป็นระยะวิทยากว่า 3,740 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาประชากรปลาสูญพันธุ์ และรับมือวิกฤตสภาพอากาศแปรปรวน
โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นฝายเก่าราว 78% ของสิ่งก่อสร้างที่ถูกทุบ มีความสูงไม่เกิน 2 เมตร เช่น ฝายทดน้ำ ท่อระบายน้ำ และประตูน้ำโบราณ
3 ประเทศผู้นำการรื้อถอน สวีเดน (173 แห่ง), ฟินแลนด์ (143 แห่ง) และสเปน (109 แห่ง)
วิกฤตปลาอพยพ: นับตั้งแต่ปี 1970 ประชากรปลาน้ำจืดในยุโรปลดลงถึง 75% เนื่องจากการสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำขวางเส้นทางวางไข่
การเดินหน้าทุบทำลายครั้งใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระแสอนุรักษ์นิยมโลกสวย แต่ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและกฎหมายที่ชัดเจน
โครงสร้างเหล่านั้นสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง ไม่มีผู้ดูแล การจ่ายเงินทุบทิ้งใช้ต้นทุนถูกกว่าการจ่ายงบประมาณซ่อมแซมและบำรุงรักษา
โครงสร้างที่หมดอายุการใช้งานเสี่ยงต่อการถล่มเมื่อเจอพายุฝนรุนแรงจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งจะก่อให้เกิดอุทกภัยร้ายแรงต่อท้ายน้ำ
เป็นการทำตาม กฎหมายฟื้นฟูธรรมชาติของสหภาพยุโรป (EU Nature Restoration Law) ที่บังคับให้ประเทศสมาชิกต้องเคลียร์แม่น้ำให้ไหลอิสระ 25,000 กิโลเมตร ภายในปี 2030 หากไม่ทำตามจะถูกลงโทษและปรับเงิน
กลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง (เช่น ชาวซามิ), ชาวประมง และชุมชนท้ายน้ำ ชื่นชอบเพราะความปลอดภัยเพิ่มขึ้น และประชากรปลาแซลมอนรวมถึงปลาไหลว่ายกลับมาให้จับทันทีในฤดูกาลแรก
เกษตรกรบางกลุ่มกังวลเรื่องการสูญเสียแหล่งน้ำดิบ และชาวบ้านบางส่วนไม่พอใจที่ทัศนียภาพอ่างเก็บน้ำหน้าบ้านหายไป รวมถึงการสูญเสียสิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชุมชน
สถานการณ์ต่อไป (Outlook)องค์กร Dam Removal Europe (DRE) ระบุว่า ยุโรปยังมีสิ่งกีดขวางทางน้ำเก่าที่ไม่ได้ใช้งานเหลืออยู่อีกนับแสนแห่ง การรื้อถอนในปีต่อจากนี้จะทวีความเข้มข้นขึ้นเพื่อเร่งให้บรรลุเป้าหมายของ EU ในปี 2030 โดยรัฐบาลแต่ละประเทศจำเป็นต้องเพิ่มกระบวนการทำประชาพิจารณ์เพื่อลดแรงต้านจากชุมชนในพื้นที่
สำนักข่าว: รายงานพิเศษด้านสิ่งแวดล้อมและนโยบายต่างประเทศ
https://damremoval.eu/
ยุโรปทุบสถิติทลายสิ่งกีดขวางทางน้ำ ฟื้นฟูแม่น้ำสายธรรมชาติ
โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นฝายเก่าราว 78% ของสิ่งก่อสร้างที่ถูกทุบ มีความสูงไม่เกิน 2 เมตร เช่น ฝายทดน้ำ ท่อระบายน้ำ และประตูน้ำโบราณ
3 ประเทศผู้นำการรื้อถอน สวีเดน (173 แห่ง), ฟินแลนด์ (143 แห่ง) และสเปน (109 แห่ง)
วิกฤตปลาอพยพ: นับตั้งแต่ปี 1970 ประชากรปลาน้ำจืดในยุโรปลดลงถึง 75% เนื่องจากการสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำขวางเส้นทางวางไข่
การเดินหน้าทุบทำลายครั้งใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระแสอนุรักษ์นิยมโลกสวย แต่ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและกฎหมายที่ชัดเจน
โครงสร้างเหล่านั้นสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง ไม่มีผู้ดูแล การจ่ายเงินทุบทิ้งใช้ต้นทุนถูกกว่าการจ่ายงบประมาณซ่อมแซมและบำรุงรักษา
โครงสร้างที่หมดอายุการใช้งานเสี่ยงต่อการถล่มเมื่อเจอพายุฝนรุนแรงจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งจะก่อให้เกิดอุทกภัยร้ายแรงต่อท้ายน้ำ
เป็นการทำตาม กฎหมายฟื้นฟูธรรมชาติของสหภาพยุโรป (EU Nature Restoration Law) ที่บังคับให้ประเทศสมาชิกต้องเคลียร์แม่น้ำให้ไหลอิสระ 25,000 กิโลเมตร ภายในปี 2030 หากไม่ทำตามจะถูกลงโทษและปรับเงิน
กลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง (เช่น ชาวซามิ), ชาวประมง และชุมชนท้ายน้ำ ชื่นชอบเพราะความปลอดภัยเพิ่มขึ้น และประชากรปลาแซลมอนรวมถึงปลาไหลว่ายกลับมาให้จับทันทีในฤดูกาลแรก
เกษตรกรบางกลุ่มกังวลเรื่องการสูญเสียแหล่งน้ำดิบ และชาวบ้านบางส่วนไม่พอใจที่ทัศนียภาพอ่างเก็บน้ำหน้าบ้านหายไป รวมถึงการสูญเสียสิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชุมชน
สถานการณ์ต่อไป (Outlook)องค์กร Dam Removal Europe (DRE) ระบุว่า ยุโรปยังมีสิ่งกีดขวางทางน้ำเก่าที่ไม่ได้ใช้งานเหลืออยู่อีกนับแสนแห่ง การรื้อถอนในปีต่อจากนี้จะทวีความเข้มข้นขึ้นเพื่อเร่งให้บรรลุเป้าหมายของ EU ในปี 2030 โดยรัฐบาลแต่ละประเทศจำเป็นต้องเพิ่มกระบวนการทำประชาพิจารณ์เพื่อลดแรงต้านจากชุมชนในพื้นที่
สำนักข่าว: รายงานพิเศษด้านสิ่งแวดล้อมและนโยบายต่างประเทศ
https://damremoval.eu/