ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนนะคะว่า นี่เป็นการเขียนอะไรลงพันทิปยาวๆ เป็นครั้งแรก
ถ้ายังไง มีพิมขาดตก บกพร่อง หรือพิมตรงไหน ให้ไม่เข้าใจก็ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าค่ะ
วันนี้รู้สึกเครียดๆ เลยขอใช้ช่องทางนี้
ในวันที่ลางานนี้เป็นที่ระบายความรู้สึกแล้วก็แชร์ประสบการณ์ตัวเอง
เผื่อใครที่ตกอยู่ในหน้าที่แบบเดียวกัน จะได้มาเติมเชื้อไฟกำลังใจให้กันค่ะ

เราชื่อปุ้ยค่ะ อายุ 37 ปี เป็นแม่ลูก 2 คนแล้ว เป็น Single Mom ดูแลลูกคนเดียวค่ะ
เพราะสามีประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปได้ครบ 1 ปีแล้ว ตั้งแต่ลูกคนเล็กเพิ่งคลอดออกมาได้ไม่นาน
ตอนนี้ลูกกำลังดื้อตามวัยเลยค่ะ แต่ก็ตามประสา ยังพูดจากันรู้เรื่อง
ที่ดีไปกว่านั้นลูกคนโตที่เป็นผู้หญิง นิสัยน่ารัก ขยันเรียนด้วย
ทำให้เราในฐานะคนเป็นแม่สบายใจไป1อย่าง
แต่ลูกชายคนเล็กนี่คือคนที่ปุ้ยกังวลค่ะ เพราะตอนเกิดมาน้องตัวเล็กมาก
ต้องนอนตู้อบอยู่นาน พอน้องออกมา วาสนาที่จะกอดลูกก็ไม่มี น้องต้องวิ่งไปที่ตู้อบก่อน
จนตอนนี้น้องโตขึ้น สมส่วนมากกว่าตอนนั้น ทุกความกังวล คลายไปเป็นปลิดทิ้ง
เหมือนความกังวลเกี่ยวกับลูกชายคนเล็ก ก็ค่อยๆ หมดลงค่ะ
ลูกชายที่พูดได้อ้อมแอ้ม ก็พูดมากขึ้น ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง และประโยคชอบฟังลูกพูดมากที่สุดคือ
“ปาล์มรักแม่ปุ้ย”
หลังจากที่สามีเสียชีวิตไป ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมากๆ
จากครอบครัวที่เคยครบ ตอนนี้เวลาออกไปทานข้าวนอกบ้าน ก็จะรู้สึกแปลกๆ หน่อย
กว่าลูกจะเข้าใจว่าพ่อหายไปไหน ก็ใช้เวลานานพอตัว
ปุ้ยบอกได้อย่างเดียวเลยว่า ทุกวันนี้ที่ปุ้ยยอมทำงานให้หนัก กลับบ้านเร็วๆ ปั่นงานดึกๆ
ก็เพราะ “ลูก” ชีวิตของปุ้ยตอนนี้ มีแค่ลูกสาวกับลูกชายเท่านั้น
ที่ทำให้อยากตื่นเช้าไปทำงานทุกวันก็เพราะลูก
ชีวิตตอนนี้ปุ้ยไม่เหลือใครแล้ว
พ่อแม่ก็เสียไปก่อนหน้านี้แล้ว
พี่ชายก็บวชเป็นพระ และเห็นท่าว่าจะบวชไปตลอดชีวิต
มาวันนี้ วันที่เรา สามแม่ลูกมีความสุข ความกังวลเรื่องพัฒนาการของน้องปาล์มก็หมดไป
นับวันลูกก็มีแต่จะโตขึ้นทุกวัน ส่วนตัวปุ้ยเอง ร่างกายก็มีแต่จะพังลงไปเรื่อยๆ
เพราะปุ้ยหลังจากเลิกงานรับลูกกลับมาถึงบ้านแล้ว ก็จะเตรียมกับข้าวแล้วทำงานต่อ
หลังจากกินข้าว ส่งลูกเข้านอนแล้ว ก็จะไปเคลียงานอีกจนดึกดื่น ทำให้ร่างกายทรุดลงทุกวัน

วันก่อนลูกชายคนเล็กไม่สบายนอนหลับไป
แล้วก็ละเมอเรียกหาแม่ร้องว่า “แม่ปุ้ย แม่ปุ้ยย ปาล์มกลัว”
ตอนนั้นเราเข้าไปปลอบให้หายละเมอ
ตอนนั้นรู้เลยว่า “ความสุข ความสำเร็จ ความปลอดภัย” ของลูกต้องเป็นหน้าที่เราเท่านั้น
แต่ปัญหาของปุ้ยตอนนี้คือ ปุ้ยเป็นโรคออฟฟิสซินโดรม
ปวดบริเวณต้นคอหนักมากๆ มีอาการนิ้วล๊อคอยู่บ่อยๆ
ล่าสุดเพิ่งตรวจหามะเร็งปากมดลูก และ
“รอผลอยู่ค่ะ”
อีกอย่างคือปุ้ยมีอาการภูมิแพ้ ตัวภูมิแพ้นี้น่าจะเกิดจากพักผ่อนน้อย ร่างกายทรุดโทรมค่ะ
“ถ้าสามีอยู่คงดีสินะ” เป็นคำที่ปุ้ยพูดกับตัวเองตอนอาบน้ำบ่อยมากๆ เพราะไม่อยากให้ลูกได้ยิน
ตอนนี้ปุ้ยรอผลตรวจมะเร็งอยู่ ก็คงจะเครียดไปจนกว่าจะรู้ผล
ปุ้ยรู้สึกแค่ว่าตอนนี้ปุ้ยจะยังตายไม่ได้ เลยลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง
ก็คือการปรับวงจรชีวิตใหม่ทั้งหมด เพื่อที่จะทำยังไงก็ได้ให้มีชีวิตอยู่กับลูกไปให้นานที่สุด


ปุ้ยเริ่มต้นอย่างแรกของการจัดการชีวิตใหม่
ก็คือการทำงานอย่างหนักในเวลางาน ให้จบ และเสร็จในเวลางาน
เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนกับลูก หรือออกกำลังกายให้มากที่สุด
เริ่มต้นจากการพาลูกไปส่งเรียนพิเศษ แล้วปุ้ยก็ไปออกกำลังกายรอลูกๆ
พารองเท้าผ้าไบคู่ใหม่ ออกไป ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน


อาหารมื้อเย็นของลูกๆ
ก็พยายามที่จะปรับลดน้ำตาล น้ำปลา ค่อยๆ ลดลงทีละน้อย ทุกวัน ทุกวัน
จนตอนนี้พวกเรากินอาหารรสชาติค่อนข้างจืดกันเป็นปกติค่ะ
และมีช่วงเวลา Healthy Day ของแม่ลูก คือกินสลัด พร้อมกับน้ำเต้าหู้

ปุ้ยเริ่มหันมาดูแลสุขภาพทั้งแม่และลูกมากขึ้น
รับประทานอาหารเสริม พวก เมกา วีแคร์ เสริมวิตามินซี บีรวม,เห็ดหลินจือสกัด ดร.สุรพล เสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย ลดภูมิแพ้, เจทูคอลลาเจน ช่วยเรื่องข้อเรื่องกระดูกด้วย
ส่วนเด็กๆ ปุ้ยก็ซื้อแบรนด์ วิตามิน ซี, นมโฟร์โมสรสจืด , มาแช่ตู้เย็นไว้ให้ลูกๆ ตลอด
ในส่วนของสุขภาพจิตใจของปุ้ย ก่อนหน้านี้ปุ้ยทำงานก็ชอบฟังแต่เพลง
ปุ้ยก็เริ่มเปลี่ยนมาฟังพอดแคสต์ช่อง THE STANDARD, hiphoplanla
เป็นการฟังเพิ่อเพิ่มทัศนคติที่ดีได้มากขึ้นเลยค่ะ ได้ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต แล้วก็เรื่องธรรมะ
ตอนนี้วิธีคิด การมองโลกก็เปลี่ยนไปค่ะ แต่สิ่งที่ฟังธรรมะเท่าไหร่แล้วก็ยังปล่อยวางไม่ได้
ก็เห็นจะไม่พ้นเรื่องลูกค่ะ
ปุ้ยจัดการชีวิตแบบที่ว่ามาได้ระยะนึงแล้วค่ะ
น้ำหนักของปุ้ยเองก็ลดลงไป 2 กิโลกรัมถ้วน น่าจะเป็นการลดที่มีคุณภาพนะคะ
เพราะสุขภาพดีขึ้นสวนทางกับน้ำหนักที่ลงไปค่ะ
ลูกสาวลูกชาย ก็ปกติตามวัย แต่อีกอย่างนึงที่ดีขึ้นจนเห็นได้ชัด
ก็น่าจะเป็นเรื่องภูมิแพ้ที่ดีขึ้น ไม่หายใจฟึดฟัด ก็มีกำลังใจขึ้นค่ะ
สุขภาพแข็งแรงจะได้อยู่กับลูกไปนานๆ
อีกอย่างหนึ่งก็คือบุคคลิกภาพของเราดีขึ้น จากการเริ่มแต่งหน้าแต่งตัวบ้าง
เริ่มมอบรอยยิ้มให้กับคนรอบข้างก่อน มองโลกในแง่บวก
สุดท้ายและท้ายที่สุด แม้ว่าตอนนี้คุณสามีจะไม่ได้อยู่เป็นที่พึ่งของเราแล้ว
ปุ้ยในฐานะคุณแม่จะมอบสิ่งที่มีค่าที่สุดให้กับลูก ก็คือ “การศึกษา”
เผื่ออย่างน้อยวันนึงปุ้ยไม่อยู่ เขา 2 พี่น้อง ยังจะดูแลกันเองได้
สิ่งที่ปุ้ยสอนลูกสองคนตลอด คือเรื่องพี่น้อง
ใครจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ เราสองคนต้องรักกันไว้...
ไม่ว่าผลตรวจมะเร็งปากมดลูก ที่หมอนัดฟังผลจะเป็นอย่างไร
ปุ้ยก็ยังจะยืนยันที่จะต่อสู้กับมันให้ถึงที่สุด
มันไม่ใช่เพราะตัวปุ้ยเอง แต่อย่างที่บอกว่า ทั้งหมดชีวิตของปุ้ยหลังจากนี้คือ “ลูกๆ ทั้ง 2 คน”

ปุ้ยอยากเป็นกำลังใจให้คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกหลายๆ คนนะคะ
ไม่ว่าฝ่ายสามีเราจะอยู่ที่ไหนตอนนี้ เวลาที่เราท้อ
อยากให้ทุกคนมองหน้าลูกของเราไว้คะ แล้วความน่าเอ็นดูของลูก
จะเป็นยาใจชั้นดีที่จะทำให้เรามีแรงฮึดสู้ต่อไปค่ะ
____________________________________
เป็นกำลังใจให้คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทุกคนค่ะ <3
แชร์ประสบการณ์การเป็นคุณแม่ (ม่าย) เลี้ยงเดี่ยว
ถ้ายังไง มีพิมขาดตก บกพร่อง หรือพิมตรงไหน ให้ไม่เข้าใจก็ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าค่ะ
วันนี้รู้สึกเครียดๆ เลยขอใช้ช่องทางนี้
ในวันที่ลางานนี้เป็นที่ระบายความรู้สึกแล้วก็แชร์ประสบการณ์ตัวเอง
เผื่อใครที่ตกอยู่ในหน้าที่แบบเดียวกัน จะได้มาเติมเชื้อไฟกำลังใจให้กันค่ะ
เราชื่อปุ้ยค่ะ อายุ 37 ปี เป็นแม่ลูก 2 คนแล้ว เป็น Single Mom ดูแลลูกคนเดียวค่ะ
เพราะสามีประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปได้ครบ 1 ปีแล้ว ตั้งแต่ลูกคนเล็กเพิ่งคลอดออกมาได้ไม่นาน
ตอนนี้ลูกกำลังดื้อตามวัยเลยค่ะ แต่ก็ตามประสา ยังพูดจากันรู้เรื่อง
ที่ดีไปกว่านั้นลูกคนโตที่เป็นผู้หญิง นิสัยน่ารัก ขยันเรียนด้วย
ทำให้เราในฐานะคนเป็นแม่สบายใจไป1อย่าง
แต่ลูกชายคนเล็กนี่คือคนที่ปุ้ยกังวลค่ะ เพราะตอนเกิดมาน้องตัวเล็กมาก
ต้องนอนตู้อบอยู่นาน พอน้องออกมา วาสนาที่จะกอดลูกก็ไม่มี น้องต้องวิ่งไปที่ตู้อบก่อน
จนตอนนี้น้องโตขึ้น สมส่วนมากกว่าตอนนั้น ทุกความกังวล คลายไปเป็นปลิดทิ้ง
เหมือนความกังวลเกี่ยวกับลูกชายคนเล็ก ก็ค่อยๆ หมดลงค่ะ
ลูกชายที่พูดได้อ้อมแอ้ม ก็พูดมากขึ้น ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง และประโยคชอบฟังลูกพูดมากที่สุดคือ
“ปาล์มรักแม่ปุ้ย”
หลังจากที่สามีเสียชีวิตไป ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมากๆ
จากครอบครัวที่เคยครบ ตอนนี้เวลาออกไปทานข้าวนอกบ้าน ก็จะรู้สึกแปลกๆ หน่อย
กว่าลูกจะเข้าใจว่าพ่อหายไปไหน ก็ใช้เวลานานพอตัว
ปุ้ยบอกได้อย่างเดียวเลยว่า ทุกวันนี้ที่ปุ้ยยอมทำงานให้หนัก กลับบ้านเร็วๆ ปั่นงานดึกๆ
ก็เพราะ “ลูก” ชีวิตของปุ้ยตอนนี้ มีแค่ลูกสาวกับลูกชายเท่านั้น
ที่ทำให้อยากตื่นเช้าไปทำงานทุกวันก็เพราะลูก
ชีวิตตอนนี้ปุ้ยไม่เหลือใครแล้ว
พ่อแม่ก็เสียไปก่อนหน้านี้แล้ว
พี่ชายก็บวชเป็นพระ และเห็นท่าว่าจะบวชไปตลอดชีวิต
มาวันนี้ วันที่เรา สามแม่ลูกมีความสุข ความกังวลเรื่องพัฒนาการของน้องปาล์มก็หมดไป
นับวันลูกก็มีแต่จะโตขึ้นทุกวัน ส่วนตัวปุ้ยเอง ร่างกายก็มีแต่จะพังลงไปเรื่อยๆ
เพราะปุ้ยหลังจากเลิกงานรับลูกกลับมาถึงบ้านแล้ว ก็จะเตรียมกับข้าวแล้วทำงานต่อ
หลังจากกินข้าว ส่งลูกเข้านอนแล้ว ก็จะไปเคลียงานอีกจนดึกดื่น ทำให้ร่างกายทรุดลงทุกวัน
วันก่อนลูกชายคนเล็กไม่สบายนอนหลับไป
แล้วก็ละเมอเรียกหาแม่ร้องว่า “แม่ปุ้ย แม่ปุ้ยย ปาล์มกลัว”
ตอนนั้นเราเข้าไปปลอบให้หายละเมอ
ตอนนั้นรู้เลยว่า “ความสุข ความสำเร็จ ความปลอดภัย” ของลูกต้องเป็นหน้าที่เราเท่านั้น
แต่ปัญหาของปุ้ยตอนนี้คือ ปุ้ยเป็นโรคออฟฟิสซินโดรม
ปวดบริเวณต้นคอหนักมากๆ มีอาการนิ้วล๊อคอยู่บ่อยๆ
ล่าสุดเพิ่งตรวจหามะเร็งปากมดลูก และ “รอผลอยู่ค่ะ”
อีกอย่างคือปุ้ยมีอาการภูมิแพ้ ตัวภูมิแพ้นี้น่าจะเกิดจากพักผ่อนน้อย ร่างกายทรุดโทรมค่ะ
“ถ้าสามีอยู่คงดีสินะ” เป็นคำที่ปุ้ยพูดกับตัวเองตอนอาบน้ำบ่อยมากๆ เพราะไม่อยากให้ลูกได้ยิน
ตอนนี้ปุ้ยรอผลตรวจมะเร็งอยู่ ก็คงจะเครียดไปจนกว่าจะรู้ผล
ปุ้ยรู้สึกแค่ว่าตอนนี้ปุ้ยจะยังตายไม่ได้ เลยลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง
ก็คือการปรับวงจรชีวิตใหม่ทั้งหมด เพื่อที่จะทำยังไงก็ได้ให้มีชีวิตอยู่กับลูกไปให้นานที่สุด
ปุ้ยเริ่มต้นอย่างแรกของการจัดการชีวิตใหม่
ก็คือการทำงานอย่างหนักในเวลางาน ให้จบ และเสร็จในเวลางาน
เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนกับลูก หรือออกกำลังกายให้มากที่สุด
เริ่มต้นจากการพาลูกไปส่งเรียนพิเศษ แล้วปุ้ยก็ไปออกกำลังกายรอลูกๆ
พารองเท้าผ้าไบคู่ใหม่ ออกไป ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน
อาหารมื้อเย็นของลูกๆ
ก็พยายามที่จะปรับลดน้ำตาล น้ำปลา ค่อยๆ ลดลงทีละน้อย ทุกวัน ทุกวัน
จนตอนนี้พวกเรากินอาหารรสชาติค่อนข้างจืดกันเป็นปกติค่ะ
และมีช่วงเวลา Healthy Day ของแม่ลูก คือกินสลัด พร้อมกับน้ำเต้าหู้
ปุ้ยเริ่มหันมาดูแลสุขภาพทั้งแม่และลูกมากขึ้น
รับประทานอาหารเสริม พวก เมกา วีแคร์ เสริมวิตามินซี บีรวม,เห็ดหลินจือสกัด ดร.สุรพล เสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย ลดภูมิแพ้, เจทูคอลลาเจน ช่วยเรื่องข้อเรื่องกระดูกด้วย
ส่วนเด็กๆ ปุ้ยก็ซื้อแบรนด์ วิตามิน ซี, นมโฟร์โมสรสจืด , มาแช่ตู้เย็นไว้ให้ลูกๆ ตลอด
ในส่วนของสุขภาพจิตใจของปุ้ย ก่อนหน้านี้ปุ้ยทำงานก็ชอบฟังแต่เพลง
ปุ้ยก็เริ่มเปลี่ยนมาฟังพอดแคสต์ช่อง THE STANDARD, hiphoplanla
เป็นการฟังเพิ่อเพิ่มทัศนคติที่ดีได้มากขึ้นเลยค่ะ ได้ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต แล้วก็เรื่องธรรมะ
ตอนนี้วิธีคิด การมองโลกก็เปลี่ยนไปค่ะ แต่สิ่งที่ฟังธรรมะเท่าไหร่แล้วก็ยังปล่อยวางไม่ได้
ก็เห็นจะไม่พ้นเรื่องลูกค่ะ
ปุ้ยจัดการชีวิตแบบที่ว่ามาได้ระยะนึงแล้วค่ะ
น้ำหนักของปุ้ยเองก็ลดลงไป 2 กิโลกรัมถ้วน น่าจะเป็นการลดที่มีคุณภาพนะคะ
เพราะสุขภาพดีขึ้นสวนทางกับน้ำหนักที่ลงไปค่ะ
ลูกสาวลูกชาย ก็ปกติตามวัย แต่อีกอย่างนึงที่ดีขึ้นจนเห็นได้ชัด
ก็น่าจะเป็นเรื่องภูมิแพ้ที่ดีขึ้น ไม่หายใจฟึดฟัด ก็มีกำลังใจขึ้นค่ะ
สุขภาพแข็งแรงจะได้อยู่กับลูกไปนานๆ
อีกอย่างหนึ่งก็คือบุคคลิกภาพของเราดีขึ้น จากการเริ่มแต่งหน้าแต่งตัวบ้าง
เริ่มมอบรอยยิ้มให้กับคนรอบข้างก่อน มองโลกในแง่บวก
สุดท้ายและท้ายที่สุด แม้ว่าตอนนี้คุณสามีจะไม่ได้อยู่เป็นที่พึ่งของเราแล้ว
ปุ้ยในฐานะคุณแม่จะมอบสิ่งที่มีค่าที่สุดให้กับลูก ก็คือ “การศึกษา”
เผื่ออย่างน้อยวันนึงปุ้ยไม่อยู่ เขา 2 พี่น้อง ยังจะดูแลกันเองได้
สิ่งที่ปุ้ยสอนลูกสองคนตลอด คือเรื่องพี่น้อง
ใครจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ เราสองคนต้องรักกันไว้...
ไม่ว่าผลตรวจมะเร็งปากมดลูก ที่หมอนัดฟังผลจะเป็นอย่างไร
ปุ้ยก็ยังจะยืนยันที่จะต่อสู้กับมันให้ถึงที่สุด
มันไม่ใช่เพราะตัวปุ้ยเอง แต่อย่างที่บอกว่า ทั้งหมดชีวิตของปุ้ยหลังจากนี้คือ “ลูกๆ ทั้ง 2 คน”
ปุ้ยอยากเป็นกำลังใจให้คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกหลายๆ คนนะคะ
ไม่ว่าฝ่ายสามีเราจะอยู่ที่ไหนตอนนี้ เวลาที่เราท้อ
อยากให้ทุกคนมองหน้าลูกของเราไว้คะ แล้วความน่าเอ็นดูของลูก
จะเป็นยาใจชั้นดีที่จะทำให้เรามีแรงฮึดสู้ต่อไปค่ะ
____________________________________
เป็นกำลังใจให้คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทุกคนค่ะ <3