สวัสดีครับ วันนี้ผมในวัย 49 ปี อยากมาแชร์เรื่องราวที่หลายคนบอกว่าเป็น
'ปาฏิหาริย์' แต่สำหรับผม มันคือ
'ผลลัพธ์จากการวางเหตุปัจจัยที่ถูกต้อง' ทั้งทางโลกและทางธรรมครับ
ผมเป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรง [ทวารหนัก] ระยะ 1 มีขนาดเนื้องอกมะเร็งอยู่ที่ 14 x 7 cm ซึ่งใหญ่มากประมาณน้ำดื่มขวด 350 มล. และอยู๋ตำแหน่งที่ขวางทางเดินของอุจจาระอีกด้วย จึงต้องทำ
ทวารเทียมทางหน้าท้องเพื่อให้ขับถ่ายได้ปกติระหว่างการรักษา โดยคุณหมอวางแผนการรักษาด้วยการฉายแสง 25 ครั้ง พร้อมทานยาเคมีระหว่างการฉายแสง และให้คีโมอีก 3 เข็ม เพื่อให้ก้อนเนื้องอกนั้นยุบตัวลงจึงจะสามารถทำการผ่าตัดได้ และหลังผ่าตัดแล้วก็ต้องให้คีโมอีก 3 เข็ม
ผลลัพธ์ที่ได้ในทุกๆขั้นตอนนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดีมากดุจดั่งมีปาฎิหารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการผลข้างเคียงทั้งจาก การฉายแสง ทานยาเคมี และการรับคีโม แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับมะเร็งได้อย่างเต็มขีดความสามารถ ด้วยการดูแลแบบบูรณาการทั้ง วิธีแพทย์ และวิถีพุทธ จนคุณหมอหลายท่านค่อนข้างแปลกใจกับผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยได้เห็นเกิดขึ้นบ่อยนักในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง หรือแม้แต่คุณหมอบางท่านก็งงกับผลตรวจที่เหมือนจะมีปัญหา แต่ก็กลายเป็นไม่มีปัญหาแบบงงๆที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เหมือนมีกลไกบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้เข้ามาช่วยจัดการ
เพราะอะไรจึงมาแชร์ประสบการณ์เรื่องมะเร็งลำไส้ตรง
เหตุผลที่ตัดสินใจมาแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง เพราะผมเห็นมีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนไม่น้อยเลยที่มาโพสต์ลงใน TikTok ที่น่าตกใจคืออายุยังไม่เยอะกันเลย หลายคน 20-40 ปี ก็เป็นมะเร็งกันแล้ว และปัญหาใหญ่มากของผู้ป่วยมะเร็งที่ทำให้ไม่สามารถก้าวผ่านการรักษาโรคมะเร็งไปได้ก็คือ การได้รับผลกระทบข้างเคียงที่รุนแรงจากทำเคมีบำบัด รับยามุ่งเป้า หรือการฉายแสง เพราะเซลล์ดีๆในร่างกายจำนวนมากถูกทำลายให้เสื่อมลงไปด้วย ทำให้ร่างกายอ่อนแอและจิตตก จนท้อหมดกำลังใจในการต่อสู้กับมะเร็ง เป็นผลให้มะเร็งยิ่งลุกลามรวดเร็วยิ่งขึ้น และก็ต้องย้ายภพไปในที่สุด
ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าประสบการณ์ที่ผมผ่านขั้นตอนการรักษาต่างๆมาได้โดยที่ได้รับผลกระทบข้างเคียงน้อยมากๆจากการทำทั้งเคมีบำบัด และการฉายแสง รวมถึงการดูแลตัวเองในทุกๆวันจนถึงวันผ่าตัดนำก้อนเนื้อร้ายออกจากร่างกาย น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้ป่วยที่กำลังต่อสู้กับมะเร็งร้ายอีกหลายๆท่าน ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง และมีกำลังใจที่เข้มแข็ง ในการผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดีกันทุกๆคนเลยนะครับ
หมายเหตุ : ข้อมูลที่นำมาแชร์นี้เป็นประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นจรืงๆกับตัวผมเองเท่านั้น ไม่ได้เป็นการรับรองว่าเหมาะกับทุกๆคน แต่หากท่านใดดูแล้วคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในแนวทางการรักษาของตัวเอง แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอเจ้าของเคสของตัวเองก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงตามหลักการแพทย์ในกระบวนการรักษา เพราะแต่ละคนมีปัจจัยทางด้านอายุ เพศ สุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตใจ ที่แตกต่างกัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยมะเร็งทุกๆท่านนะครับ
ประกันสุขภาพ: เกราะป้องกันที่ทำให้ผม "รักษาตัวได้แบบไม่ต้องกังวล"
ก่อนเข้าเรื่อง ผมอยากเตือนทุกคนว่ามะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัวครับ ปัจจุบันมีข้อสังเกตและงานวิจัยบางส่วนที่ระบุว่า
วัคซีนโควิด-19 บางชนิดอาจส่งผลให้อัตราการป่วยเป็นมะเร็งของมนุษย์เพิ่มสูงขึ้น แม้เรื่องนี้จะยังมีทั้งความเห็นที่ตรงกันและต่างกันในเชิงวิชาการ แต่สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ "ความเสี่ยง" ที่ทุกคนได้รับเข้าไปแล้ว ดังนั้นการไม่ประมาทและตรวจร่างกายประจำปีจึงสำคัญกว่าเดิมมากครับ
ที่สำคัญที่สุดคือ
"ประกันสุขภาพ" ครับ ค่ารักษาของผมเบ็ดเสร็จอยู่ที่ประมาณ
1.5 - 2 ล้านบาท ซึ่งผมโชคดีมากที่เปลี่ยนมาทำประกันแบบ
"เหมาจ่าย" วงเงิน 5 ล้านบาทไว้ล่วงหน้าเพียง 2 ปี ทำให้ผมเข้าถึงการรักษาใน รพ.เอกชน ควบคู่กับรัฐบาล ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอคิวนาน
บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า: ในวันที่ความเสี่ยงอยู่รอบตัวเราแบบนี้ ถ้าคุณยังไหว รีบทำประกันโรคร้ายแรงทิ้งไว้เถอะครับ คิดซะว่าจ่ายทิ้งเพื่อซื้อความสบายใจ ดีกว่าต้องมานั่งกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่ร่างกายเราต้องการการรักษาที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้คนรอบข้างต้องเดือดร้อนครับ ฝากไว้พิจารณาให้มากๆครับ
เ
มื่อน้ำหนักที่ลดลง ไม่ได้มาจากการออกกำลังกายอย่างเดียว
มาเข้าเรื่องกันเลย ... เรื่องมะเร็งของผมมันซับซ้อนมากกว่าจะได้ตรวจพบเพราะผมโดนร่างกายหลอกด้วยโรคริดสีดวง ก่อนหน้าเป็นมะเร็ง 1 ปี ตอนนั้นผมน้ำหนัก 80 กก. จึงเริ่มออกกำลังกายผ่านไป 1 ปี น้ำหนักลดลงมาเหลือประมาณ 68-70 กก. ก็ยังคงออกกำลังกายต่อเนื่อง จนช่วงก่อนตรวจพบประมาณ 4 เดือน เริ่มมีปัญหาระบบขับถ่าย แต่ตอนนั้นเหมือนมีติ่งยื่นออกมาทางทวาร ก็คิดว่าเป็นริดสีดวงก็หาแต่ยาริดสีดวงมากินเยอะมากๆ ผ่านไป 2-3 เดือน น้ำหนักลดลงมากจาก 70 กก เหลือ 63 กก. ตอนนั้นก็แอบดีใจคิดว่าออกกำลังกายต่อเนื่อง น้ำหนักจึงลดลง เพราะตอนนั้นก็ยังกินได้ปกติมีแค่เรื่องท้องผูก และก็เริ่มถ่ายเป็นมูก บางทีก็เป็นเลือด และน้องอึก็เริ่มไม่ค่อยออก หรือออกมาลีบๆเล็กๆ แต่ก็ยังเข้าใจว่าเป็นเพราะริดสีดวงมันไปบังทางน้องอึไม่ให้ออกมา
เดชะบุญ... พบความจริงว่าริดสีดวงที่ผมกลัว กลับกลายเป็นมะเร็งขนาด 14 ซม.
ด้วยความที่ไม่อยกจะผ่าริดสีดวงกลัวเจ็บมากๆ ก็เลยพยายามหายาสมุนไพร และยาแผนปัจจุบันมากินหวังว่าจะช่วยให้มันอาการดีขึ้นจะได้ไม่ต้องไปผ่า จนในที่สุดก็คิดว่าคงต้องไปหาหมอแล้วล่ะ แต่ก็ไม่อยากผ่าจึงหาข้อมูลเห็นว่ามีการทำเลเซอร์ด้วยเจ็บน้อยกว่าเยอะ ก็เลยไปพบหมอที่ รพ. เอกชนแห่งหนึ่ง หมอตรวจแล้วเหมือนจะรู้ว่าน่าจะมีอะไรผิดปกติกับลำไส้ แต่บอกว่าให้จัดการริดสีดวงก่อน แล้วจะส่องกล้องไปพร้อมกัน ติดต่อเรียบร้อย รอทางประกันอนุมัติซึ่งก็ค่าใช้จ่ายสูงเหมือนกันประมาณ 300K++ เดชะบุญยังมีบุญดีอยู่ น้องสาวบอกว่าให้ไปพบอาจารย์หมออีกท่านก่อน ท่านเป็นหมอเฉพาะทางเกี่ยวกับทางเดินอาหารอันดับต้นๆของประเทศที่ รพ. จุฬาฯ และ รพ.เอกชนอีกหลายแห่ง ผมก็เห็นว่าตรวจหมอหลายท่านก็ดีเพื่อความชัวร์
วันที่ไปพบคุณหมอ หลังจากที่คุณหมอได้ทำการล้วงเข้าไปที่รูทวารแล้ว มีมูกติดออกมาเต็มเลย คุณหมอบอกว่าไม่ใช่ริดสีดวงแล้วล่ะ ให้รีบไป CT Scan ทันที ณ วันนั้นเลย แล้วคืนนั้นดึกๆคุณพยาบาลก็โทรมาแจ้งว่าคุณหมอนัดด่วนให้มาเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเลย ทั้งๆที่ไม่ใช่วันที่คุณหมอมาที่ รพ.เอกชน แห่งนี้ แต่คุณหมอรีบมาให้เป็นกรณีพิเศษ ผล CT Scan ออกมาว่า มีก้อนเนื้อขนาด 14x7 CM อยู่ในลำไส้ตรง คุณหมอให้ดูหน้าจอเห็นเลยว่า น้องอึ ค้างอยู่จำนวนมากมายออกมาไม่ได้
ผลตรวจ CT Scan
คุณหมอบอกว่า ต้องรีบผ่าตัดด่วนทำทวารเทียม ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้จะส่งผลต่อกระเพาะปัสสาวะ และต่อมลูกหมาก หนักเข้าไปอีก ซึ่งตอนนั้นคุณหมอก็บอกว่ามีโอกาสเป็นเนื้อร้าย เดี๋ยวตอนผ่าตัดทำทวารเทียม จะตัดชิ้นเนื้อไปตรวจซึ่งผลออกมาก็คือ มะเร็งลำไส้ แต่บอกไม่ได้แน่ชัดว่าระยะไหน คุณหมอบอกว่าต้องรอจนกว่าจะตัดเอาลำไส้ส่วนนั้นออกมาก่อนจึงจะไปวิเคราะห์ได้ แต่โชคดีที่ยังไม่ลุกลามไปส่วนอื่นๆเลย
ความรู้สึกตอนที่รู้แล้วว่าเป็นมะเร็งก็ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะหลายปีที่ผ่านมาจะฝึกมองโลกตามความเป็นจริง อะไรเกิดขึ้นอย่างไร ก็แก้ไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ ไม่คิดถึงอดีต ไม่กังวลอนาคต ทำปัจจุบันตรงหน้าให้ดีที่สุด เป็นมะเร็งก็รักษา ก็มีทั้งโอกาสหายและไม่หาย ถ้าหายก็ดีจะได้ใช้ชีวิตต่อ ถ้าไม่หายก็ดีเพราะร่างนี้มันพังไปแล้ว ก็จะได้ไปอยู่ในร่างใหม่ ผมว่าเรื่องความคิดจิตใจสำคัญมากๆ ฝากถึงคนที่เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งพยายามรักษาจิตเอาไว้ให้ดีๆนะครับ เพราะถ้าเครียดเมื่อไหร่ มันคืออาหารของมะเร็ง จะทำให้มะเร็งยิ่งลุกลาม ให้คิดว่าไม่มีใครไม่ตาย ถึงไม่ตายด้วยโรคมะเร็งก็ต้องตายอยู่ดี บางทีคนรอบข้างที่มาปลอบเราอาจจะไปก่อนเราก็ได้ ไม่มีอะไรแน่นอน เราโชคดีแล้วที่มีมะเร็งมาตีกรอบเวลาให้เราพอวางแผนเตรียมจัดแจงเรื่องต่างๆได้ทันก่อนจะถึงวันที่ต้องเดินทางไกลข้ามภพข้ามชาติ
การผ่าตัดไม่น่ากลัวเท่า 'ความคิด' เราเอง: บทเรียนการวางจิตในห้องผ่าตัดครั้งแรกในชีวิต
หลังจากที่ทราบผลแล้ว คุณหมอก็นัดผ่าตัดทำ
ทวารเทียมที่หน้าท้องแบบด่วนๆทันทีอีก 2 วันข้างหน้า ส่วนตัวตั้งแต่เกิดมาไม่เคยต้องนอน รพ. เพิ่งจะได้เข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้เป็นครั้งแรก ยอมรับว่ากลัวมากๆ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือดึงจิตมาอยู่กับปัจจุบัน อดีตล่วงไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง แต่พอถึงเวลาผ่าตัดจริงๆมันไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะทันทีที่ถึงห้องผ่าตัดคุณหมอก็วางยาสลบ ตื่นมาอีกทีทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้ว ก็จะมีแค่อาการเจ็บแผลหลังผ่าตัดนิดหน่อย ไม่กี่วันก็หายดี
สรุปก็คือการผ่าตัดไม่ได้น่ากลัวแบบที่เราจินตนาการไว้ ดังนั้นขอให้ทุกคนอยู่กับปัจจุบันนะครับ อย่าไปจินตนาการเกี่ยวกับการรักษา หรือผลการรักษา ใดๆทั้งสิ้น เพราะมันไม่มีประโยชน์ เราแค่ทำกิจในปัจจุบันให้ดี อนาคตออกมาเป็นอย่างไรก็มองโลกตามความเป็นจริง แก้ไขไปตามเหตุปัจจัย อะไรที่แก้ไม่ได้ก็วางอุเบกขาคือวางเฉยกับเรื่องนั้นอย่าเก็บมาคิดวนไปวนมาให้จิตเศร้าหมอง
และในที่สุดผมก็ได้ทวารเทียมมาอยู๋ที่หน้าท้องเป็นของตัวเอง แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของความบันเทิงเพราะผมเหมือนถูกหวย มีอาการแปลกๆเกิดขึ้นไม่เหมือนกับคนที่ทำทวารเทียมทั่วไป เจอครั้งแรกแทบเป็นลม ป่วนกันทั้งบ้านกว่าจะหอบหิ้วกันกลับไปที่โรงพยาบาลได้ทุลักทุเลมาก เรื่องมันยาว เดี๋ยวมาเล่าต่อ Ep.2 นะครับ
----------------------------------------------------------------------------
ใครมีคำถามอยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสบการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ก็คอมเมนท์มาถามกันได้เลยนะครับ หรืออยากได้คำแนะนำส่วนตัวก็หลังไมค์มาได้ที่ tgpinvestorclub@gmail.com ยินดีให้ข้อมูลกับผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งทุกๆท่านเลยนะครับ อยากให้ผู้ป่วยมะเร็งทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีจิตใจที่เบิกบาน ในการต่อสู้หรืออยู่ร่วมกับน้องมะเร็งได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อกันเลยนะครับ
ขอบุญรักษา เทวดาคุ้มครอง ทุกๆคน
[EP.1] ปาฏิหาริย์รักษามะเร็ง 14x7cm จนยุบหาย! เผยวิธีรับมือคีโม-ฉายแสง แทบไร้ผลข้างเคียง ด้วยวิธีแพทย์+วิถีพุทธ
ผมเป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรง [ทวารหนัก] ระยะ 1 มีขนาดเนื้องอกมะเร็งอยู่ที่ 14 x 7 cm ซึ่งใหญ่มากประมาณน้ำดื่มขวด 350 มล. และอยู๋ตำแหน่งที่ขวางทางเดินของอุจจาระอีกด้วย จึงต้องทำทวารเทียมทางหน้าท้องเพื่อให้ขับถ่ายได้ปกติระหว่างการรักษา โดยคุณหมอวางแผนการรักษาด้วยการฉายแสง 25 ครั้ง พร้อมทานยาเคมีระหว่างการฉายแสง และให้คีโมอีก 3 เข็ม เพื่อให้ก้อนเนื้องอกนั้นยุบตัวลงจึงจะสามารถทำการผ่าตัดได้ และหลังผ่าตัดแล้วก็ต้องให้คีโมอีก 3 เข็ม
ผลลัพธ์ที่ได้ในทุกๆขั้นตอนนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดีมากดุจดั่งมีปาฎิหารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการผลข้างเคียงทั้งจาก การฉายแสง ทานยาเคมี และการรับคีโม แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับมะเร็งได้อย่างเต็มขีดความสามารถ ด้วยการดูแลแบบบูรณาการทั้ง วิธีแพทย์ และวิถีพุทธ จนคุณหมอหลายท่านค่อนข้างแปลกใจกับผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยได้เห็นเกิดขึ้นบ่อยนักในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง หรือแม้แต่คุณหมอบางท่านก็งงกับผลตรวจที่เหมือนจะมีปัญหา แต่ก็กลายเป็นไม่มีปัญหาแบบงงๆที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เหมือนมีกลไกบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้เข้ามาช่วยจัดการ
เพราะอะไรจึงมาแชร์ประสบการณ์เรื่องมะเร็งลำไส้ตรง
เหตุผลที่ตัดสินใจมาแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง เพราะผมเห็นมีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนไม่น้อยเลยที่มาโพสต์ลงใน TikTok ที่น่าตกใจคืออายุยังไม่เยอะกันเลย หลายคน 20-40 ปี ก็เป็นมะเร็งกันแล้ว และปัญหาใหญ่มากของผู้ป่วยมะเร็งที่ทำให้ไม่สามารถก้าวผ่านการรักษาโรคมะเร็งไปได้ก็คือ การได้รับผลกระทบข้างเคียงที่รุนแรงจากทำเคมีบำบัด รับยามุ่งเป้า หรือการฉายแสง เพราะเซลล์ดีๆในร่างกายจำนวนมากถูกทำลายให้เสื่อมลงไปด้วย ทำให้ร่างกายอ่อนแอและจิตตก จนท้อหมดกำลังใจในการต่อสู้กับมะเร็ง เป็นผลให้มะเร็งยิ่งลุกลามรวดเร็วยิ่งขึ้น และก็ต้องย้ายภพไปในที่สุด
ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าประสบการณ์ที่ผมผ่านขั้นตอนการรักษาต่างๆมาได้โดยที่ได้รับผลกระทบข้างเคียงน้อยมากๆจากการทำทั้งเคมีบำบัด และการฉายแสง รวมถึงการดูแลตัวเองในทุกๆวันจนถึงวันผ่าตัดนำก้อนเนื้อร้ายออกจากร่างกาย น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้ป่วยที่กำลังต่อสู้กับมะเร็งร้ายอีกหลายๆท่าน ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง และมีกำลังใจที่เข้มแข็ง ในการผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดีกันทุกๆคนเลยนะครับ
หมายเหตุ : ข้อมูลที่นำมาแชร์นี้เป็นประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นจรืงๆกับตัวผมเองเท่านั้น ไม่ได้เป็นการรับรองว่าเหมาะกับทุกๆคน แต่หากท่านใดดูแล้วคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในแนวทางการรักษาของตัวเอง แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอเจ้าของเคสของตัวเองก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงตามหลักการแพทย์ในกระบวนการรักษา เพราะแต่ละคนมีปัจจัยทางด้านอายุ เพศ สุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตใจ ที่แตกต่างกัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยมะเร็งทุกๆท่านนะครับ
ประกันสุขภาพ: เกราะป้องกันที่ทำให้ผม "รักษาตัวได้แบบไม่ต้องกังวล"
ก่อนเข้าเรื่อง ผมอยากเตือนทุกคนว่ามะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัวครับ ปัจจุบันมีข้อสังเกตและงานวิจัยบางส่วนที่ระบุว่า วัคซีนโควิด-19 บางชนิดอาจส่งผลให้อัตราการป่วยเป็นมะเร็งของมนุษย์เพิ่มสูงขึ้น แม้เรื่องนี้จะยังมีทั้งความเห็นที่ตรงกันและต่างกันในเชิงวิชาการ แต่สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ "ความเสี่ยง" ที่ทุกคนได้รับเข้าไปแล้ว ดังนั้นการไม่ประมาทและตรวจร่างกายประจำปีจึงสำคัญกว่าเดิมมากครับ
ที่สำคัญที่สุดคือ "ประกันสุขภาพ" ครับ ค่ารักษาของผมเบ็ดเสร็จอยู่ที่ประมาณ 1.5 - 2 ล้านบาท ซึ่งผมโชคดีมากที่เปลี่ยนมาทำประกันแบบ "เหมาจ่าย" วงเงิน 5 ล้านบาทไว้ล่วงหน้าเพียง 2 ปี ทำให้ผมเข้าถึงการรักษาใน รพ.เอกชน ควบคู่กับรัฐบาล ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอคิวนาน
บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า: ในวันที่ความเสี่ยงอยู่รอบตัวเราแบบนี้ ถ้าคุณยังไหว รีบทำประกันโรคร้ายแรงทิ้งไว้เถอะครับ คิดซะว่าจ่ายทิ้งเพื่อซื้อความสบายใจ ดีกว่าต้องมานั่งกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่ร่างกายเราต้องการการรักษาที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้คนรอบข้างต้องเดือดร้อนครับ ฝากไว้พิจารณาให้มากๆครับ
เมื่อน้ำหนักที่ลดลง ไม่ได้มาจากการออกกำลังกายอย่างเดียว
มาเข้าเรื่องกันเลย ... เรื่องมะเร็งของผมมันซับซ้อนมากกว่าจะได้ตรวจพบเพราะผมโดนร่างกายหลอกด้วยโรคริดสีดวง ก่อนหน้าเป็นมะเร็ง 1 ปี ตอนนั้นผมน้ำหนัก 80 กก. จึงเริ่มออกกำลังกายผ่านไป 1 ปี น้ำหนักลดลงมาเหลือประมาณ 68-70 กก. ก็ยังคงออกกำลังกายต่อเนื่อง จนช่วงก่อนตรวจพบประมาณ 4 เดือน เริ่มมีปัญหาระบบขับถ่าย แต่ตอนนั้นเหมือนมีติ่งยื่นออกมาทางทวาร ก็คิดว่าเป็นริดสีดวงก็หาแต่ยาริดสีดวงมากินเยอะมากๆ ผ่านไป 2-3 เดือน น้ำหนักลดลงมากจาก 70 กก เหลือ 63 กก. ตอนนั้นก็แอบดีใจคิดว่าออกกำลังกายต่อเนื่อง น้ำหนักจึงลดลง เพราะตอนนั้นก็ยังกินได้ปกติมีแค่เรื่องท้องผูก และก็เริ่มถ่ายเป็นมูก บางทีก็เป็นเลือด และน้องอึก็เริ่มไม่ค่อยออก หรือออกมาลีบๆเล็กๆ แต่ก็ยังเข้าใจว่าเป็นเพราะริดสีดวงมันไปบังทางน้องอึไม่ให้ออกมา
เดชะบุญ... พบความจริงว่าริดสีดวงที่ผมกลัว กลับกลายเป็นมะเร็งขนาด 14 ซม.
ด้วยความที่ไม่อยกจะผ่าริดสีดวงกลัวเจ็บมากๆ ก็เลยพยายามหายาสมุนไพร และยาแผนปัจจุบันมากินหวังว่าจะช่วยให้มันอาการดีขึ้นจะได้ไม่ต้องไปผ่า จนในที่สุดก็คิดว่าคงต้องไปหาหมอแล้วล่ะ แต่ก็ไม่อยากผ่าจึงหาข้อมูลเห็นว่ามีการทำเลเซอร์ด้วยเจ็บน้อยกว่าเยอะ ก็เลยไปพบหมอที่ รพ. เอกชนแห่งหนึ่ง หมอตรวจแล้วเหมือนจะรู้ว่าน่าจะมีอะไรผิดปกติกับลำไส้ แต่บอกว่าให้จัดการริดสีดวงก่อน แล้วจะส่องกล้องไปพร้อมกัน ติดต่อเรียบร้อย รอทางประกันอนุมัติซึ่งก็ค่าใช้จ่ายสูงเหมือนกันประมาณ 300K++ เดชะบุญยังมีบุญดีอยู่ น้องสาวบอกว่าให้ไปพบอาจารย์หมออีกท่านก่อน ท่านเป็นหมอเฉพาะทางเกี่ยวกับทางเดินอาหารอันดับต้นๆของประเทศที่ รพ. จุฬาฯ และ รพ.เอกชนอีกหลายแห่ง ผมก็เห็นว่าตรวจหมอหลายท่านก็ดีเพื่อความชัวร์
วันที่ไปพบคุณหมอ หลังจากที่คุณหมอได้ทำการล้วงเข้าไปที่รูทวารแล้ว มีมูกติดออกมาเต็มเลย คุณหมอบอกว่าไม่ใช่ริดสีดวงแล้วล่ะ ให้รีบไป CT Scan ทันที ณ วันนั้นเลย แล้วคืนนั้นดึกๆคุณพยาบาลก็โทรมาแจ้งว่าคุณหมอนัดด่วนให้มาเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเลย ทั้งๆที่ไม่ใช่วันที่คุณหมอมาที่ รพ.เอกชน แห่งนี้ แต่คุณหมอรีบมาให้เป็นกรณีพิเศษ ผล CT Scan ออกมาว่า มีก้อนเนื้อขนาด 14x7 CM อยู่ในลำไส้ตรง คุณหมอให้ดูหน้าจอเห็นเลยว่า น้องอึ ค้างอยู่จำนวนมากมายออกมาไม่ได้
สรุปก็คือการผ่าตัดไม่ได้น่ากลัวแบบที่เราจินตนาการไว้ ดังนั้นขอให้ทุกคนอยู่กับปัจจุบันนะครับ อย่าไปจินตนาการเกี่ยวกับการรักษา หรือผลการรักษา ใดๆทั้งสิ้น เพราะมันไม่มีประโยชน์ เราแค่ทำกิจในปัจจุบันให้ดี อนาคตออกมาเป็นอย่างไรก็มองโลกตามความเป็นจริง แก้ไขไปตามเหตุปัจจัย อะไรที่แก้ไม่ได้ก็วางอุเบกขาคือวางเฉยกับเรื่องนั้นอย่าเก็บมาคิดวนไปวนมาให้จิตเศร้าหมอง
และในที่สุดผมก็ได้ทวารเทียมมาอยู๋ที่หน้าท้องเป็นของตัวเอง แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของความบันเทิงเพราะผมเหมือนถูกหวย มีอาการแปลกๆเกิดขึ้นไม่เหมือนกับคนที่ทำทวารเทียมทั่วไป เจอครั้งแรกแทบเป็นลม ป่วนกันทั้งบ้านกว่าจะหอบหิ้วกันกลับไปที่โรงพยาบาลได้ทุลักทุเลมาก เรื่องมันยาว เดี๋ยวมาเล่าต่อ Ep.2 นะครับ
----------------------------------------------------------------------------
ใครมีคำถามอยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสบการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ก็คอมเมนท์มาถามกันได้เลยนะครับ หรืออยากได้คำแนะนำส่วนตัวก็หลังไมค์มาได้ที่ tgpinvestorclub@gmail.com ยินดีให้ข้อมูลกับผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งทุกๆท่านเลยนะครับ อยากให้ผู้ป่วยมะเร็งทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีจิตใจที่เบิกบาน ในการต่อสู้หรืออยู่ร่วมกับน้องมะเร็งได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อกันเลยนะครับ
ขอบุญรักษา เทวดาคุ้มครอง ทุกๆคน