[EP.1] ปาฏิหาริย์รักษามะเร็ง 14x7cm จนยุบหาย! เผยวิธีรับมือคีโม-ฉายแสง แทบไร้ผลข้างเคียง ด้วยวิธีแพทย์+วิถีพุทธ

สรุปประสบการณ์: รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ 14x7 cm ให้ยุบหาย พร้อมวิธีรับมือคีโม-ฉายแสง แบบไร้ผลข้างเคียง

สวัสดีครับ วันนี้ผมในวัย 49 ปี อยากมาแชร์เรื่องราวที่หลายคนบอกว่าเป็น 'ปาฏิหาริย์' แต่สำหรับผม มันคือ 'ผลลัพธ์จากการวางเหตุปัจจัยที่ถูกต้อง' ทั้งทางโลกและทางธรรมครับ

ประสบการณ์รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ของผม ที่มีขนาดเนื้องอกมะเร็งอยู่ที่ 14 x 7 cm ซึ่งใหญ่มากประมาณน้ำดื่มขวด 350 มล. และอยู๋ตำแหน่งที่ขวางทางเดินของอุจจาระอีกด้วย จึงต้องทำทวารเทียมทางหน้าท้องเพื่อให้ขับถ่ายได้ปกติระหว่างการรักษา โดยคุณหมอวางแผนการรักษาด้วยการฉายแสง 25 ครั้ง พร้อมทานยาเคมีระหว่างการฉายแสง และให้คีโมอีก 3 เข็ม เพื่อให้ก้อนเนื้องอกนั้นยุบตัวลงจึงจะสามารถทำการผ่าตัดได้ และหลังผ่าตัดแล้วก็ต้องให้คีโมอีก 3 เข็ม

ผลลัพธ์ที่ได้ในทุกๆขั้นตอนนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดีมากดุจดั่งมีปาฎิหารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการข้างเคียงคีโม  ผลข้างเคียงการฉายแสง ทานยาเคมี  แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับมะเร็งได้อย่างเต็มขีดความสามารถ  ด้วยการดูแลแบบบูรณาการทั้ง วิธีแพทย์ และวิถีพุทธ

จนคุณหมอหลายท่านค่อนข้างแปลกใจกับผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยได้เห็นเกิดขึ้นบ่อยนักในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง  หรือแม้แต่คุณหมอบางท่านก็งงกับผลตรวจที่เหมือนจะมีปัญหา แต่ก็กลายเป็นไม่มีปัญหาแบบงงๆที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เหมือนมีกลไกบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้เข้ามาช่วยจัดการ

เพราะอะไรจึงมาแชร์ประสบการณ์เรื่องมะเร็งลำไส้ใหญ่

เหตุผลที่ตัดสินใจมาแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง เพราะผมเห็นมีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนไม่น้อยเลยที่มาโพสต์ลงใน TikTok ที่น่าตกใจคืออายุยังไม่เยอะกันเลย หลายคน 20-40 ปี ก็เป็นมะเร็งกันแล้ว และปัญหาใหญ่มากของผู้ป่วยมะเร็งที่ทำให้ไม่สามารถก้าวผ่านการรักษาโรคมะเร็งไปได้ก็คือ...

การได้รับผลกระทบข้างเคียงที่รุนแรงจากทำเคมีบำบัด รับยามุ่งเป้า หรือการฉายแสง เพราะเซลล์ดีๆในร่างกายจำนวนมากถูกทำลายให้เสื่อมลงไปด้วย ทำให้ร่างกายอ่อนแอและจิตตก จนท้อหมดกำลังใจในการต่อสู้กับมะเร็ง เป็นผลให้มะเร็งยิ่งลุกลามรวดเร็วยิ่งขึ้น และก็ต้องย้ายภพไปในที่สุด

ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าประสบการณ์ที่ผมผ่านขั้นตอนการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ต่างๆมาได้โดยที่ได้รับผลกระทบข้างเคียงน้อยมากๆจากการทำทั้งเคมีบำบัด และการฉายแสง รวมถึงการดูแลตัวเองในทุกๆวันจนถึงวันผ่าตัดนำก้อนเนื้อร้ายออกจากร่างกาย น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้ป่วยที่กำลังต่อสู้กับมะเร็งร้ายอีกหลายๆท่าน ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง และมีกำลังใจที่เข้มแข็ง ในการผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดีกันทุกๆคนเลยนะครับ

หมายเหตุ : ข้อมูลที่นำมาแชร์นี้เป็นประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นจรืงๆกับตัวผมเองเท่านั้น ไม่ได้เป็นการรับรองว่าเหมาะกับทุกๆคน แต่หากท่านใดดูแล้วคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในแนวทางการรักษาของตัวเอง แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอเจ้าของเคสของตัวเองก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ

เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงตามหลักการแพทย์ในกระบวนการรักษา เพราะแต่ละคนมีปัจจัยทางด้านอายุ เพศ สุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตใจ ที่แตกต่างกัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยมะเร็งทุกๆท่านนะครับ

ประกันสุขภาพเหมาจ่าย: เกราะป้องกันที่ทำให้ผม "รักษาตัวได้แบบไม่ต้องกังวล"

ค่ารักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ของผมในครั้งนี้ไม่ธรรมดาเลย....ก่อนเข้าเรื่อง ผมอยากเตือนทุกคนว่ามะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัวครับ ปัจจุบันมีข้อสังเกตและงานวิจัยบางส่วนที่ระบุว่า วัคซีนโควิด-19 บางชนิดอาจส่งผลให้อัตราการป่วยเป็นมะเร็งของมนุษย์เพิ่มสูงขึ้น

แม้เรื่องนี้จะยังมีทั้งความเห็นที่ตรงกันและต่างกันในเชิงวิชาการ แต่สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ "ความเสี่ยง" ที่ทุกคนได้รับเข้าไปแล้ว ดังนั้นการไม่ประมาทและตรวจร่างกายประจำปีจึงสำคัญกว่าเดิมมากครับ

ที่สำคัญที่สุดคือ "ประกันสุขภาพ" ครับ ค่ารักษาของผมเบ็ดเสร็จอยู่ที่ประมาณ 1.5 - 2 ล้านบาท ซึ่งผมโชคดีมากที่เปลี่ยนมาทำประกันแบบ "เหมาจ่าย" วงเงิน 5 ล้านบาทไว้ล่วงหน้าเพียง 2 ปี ทำให้ผมเข้าถึงการรักษาใน รพ.เอกชน ควบคู่กับรัฐบาล ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอคิวนาน

บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า: ในวันที่ความเสี่ยงอยู่รอบตัวเราแบบนี้ ถ้าคุณยังไหว รีบทำประกันโรคร้ายแรงทิ้งไว้เถอะครับ คิดซะว่าจ่ายทิ้งเพื่อซื้อความสบายใจ ดีกว่าต้องมานั่งกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่ร่างกายเราต้องการการรักษาที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้คนรอบข้างต้องเดือดร้อนครับ ฝากไว้พิจารณาให้มากๆครับ

มื่อน้ำหนักที่ลดลง ไม่ได้มาจากการออกกำลังกายอย่างเดียว

มาเข้าเรื่องกันเลย ... เรื่องมะเร็งลำไส้ใหญ่ของผมมันซับซ้อนมากกว่าจะได้ตรวจพบเพราะผมโดนร่างกายหลอกด้วยโรคริดสีดวง ก่อนหน้าเป็นมะเร็ง 1 ปี ตอนนั้นผมน้ำหนัก 80 กก. จึงเริ่มออกกำลังกายผ่านไป 1 ปี น้ำหนักลดลงมาเหลือประมาณ 68-70 กก. ก็ยังคงออกกำลังกายต่อเนื่อง

จนช่วงก่อนตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ๋ประมาณ 4 เดือน เริ่มมีปัญหาระบบขับถ่าย แต่ตอนนั้นเหมือนมีติ่งยื่นออกมาทางทวาร ก็คิดว่าเป็นริดสีดวงก็หาแต่ยาริดสีดวงมากินเยอะมากๆ ผ่านไป 2-3 เดือน น้ำหนักลดลงมากจาก 70 กก เหลือ 63 กก.

ตอนนั้นก็แอบดีใจคิดว่าออกกำลังกายต่อเนื่อง น้ำหนักจึงลดลง เพราะตอนนั้นก็ยังกินได้ปกติมีแค่เรื่องท้องผูก และก็เริ่มถ่ายเป็นมูก บางทีก็เป็นเลือด และน้องอึก็เริ่มไม่ค่อยออก หรือออกมาลีบๆเล็กๆ แต่ก็ยังเข้าใจว่าเป็นเพราะริดสีดวงมันไปบังทางน้องอึไม่ให้ออกมา

เดชะบุญ... พบความจริงว่าริดสีดวงที่ผมกลัว กลับกลายเป็นมะเร็งขนาด 14x7 ซม.

ด้วยความที่ไม่อยกจะผ่าริดสีดวงกลัวเจ็บมากๆ ก็เลยพยายามหายาสมุนไพร และยาแผนปัจจุบันมากินหวังว่าจะช่วยให้มันอาการดีขึ้นจะได้ไม่ต้องไปผ่า จนในที่สุดก็คิดว่าคงต้องไปหาหมอแล้วล่ะ แต่ก็ไม่อยากผ่าจึงหาข้อมูลเห็นว่ามีการทำเลเซอร์ด้วยเจ็บน้อยกว่าเยอะ

ตอนนั้นจึงตัดสินใจไปพบหมอที่ รพ. เอกชนแห่งหนึ่ง หมอตรวจแล้วเหมือนจะรู้ว่าน่าจะมีอะไรผิดปกติกับลำไส้ แต่บอกว่าให้จัดการริดสีดวงก่อน แล้วจะส่องกล้องไปพร้อมกัน ติดต่อเรียบร้อย รอทางประกันอนุมัติซึ่งก็ค่าใช้จ่ายสูงเหมือนกันประมาณ 300K++  

เดชะบุญยังมีบุญดีอยู่ น้องสาวบอกว่าให้ไปพบอาจารย์หมออีกท่านก่อน ท่านเป็นหมอเฉพาะทางเกี่ยวกับทางเดินอาหารอันดับต้นๆของประเทศที่ รพ. จุฬาฯ และ รพ.เอกชนอีกหลายแห่ง ผมก็เห็นว่าตรวจหมอหลายท่านก็ดีเพื่อความชัวร์

วันที่ไปพบคุณหมอ หลังจากที่คุณหมอได้ทำการล้วงเข้าไปที่รูทวารแล้ว มีมูกติดออกมาเต็มเลย คุณหมอบอกว่าไม่ใช่ริดสีดวงแล้วล่ะ ให้รีบไป CT Scan ทันที ณ วันนั้นเลย แล้วคืนนั้นดึกๆคุณพยาบาลก็โทรมาแจ้งว่าคุณหมอนัดด่วนให้มาเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเลย ทั้งๆที่ไม่ใช่วันที่คุณหมอมาที่ รพ.เอกชน แห่งนี้ แต่คุณหมอรีบมาให้เป็นกรณีพิเศษ

ผล CT Scan ออกมาว่า มีก้อนเนื้อขนาด 14x7 CM อยู่ในลำไส้ตรง คุณหมอให้ดูหน้าจอเห็นเลยว่า น้องอึ ค้างอยู่จำนวนมากมายออกมาไม่ได้
    
ผลตรวจ CT Scan                          


                                                                ภาพผล CT Scan มะเร็งลำไส้ใหญ่ขนาดใหญ่ก่อนการรักษา

คุณหมอบอกว่า ต้องรีบผ่าตัดด่วนทำทวารเทียม ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้จะส่งผลต่อกระเพาะปัสสาวะ และต่อมลูกหมาก หนักเข้าไปอีก ซึ่งตอนนั้นคุณหมอก็บอกว่ามีโอกาสเป็นเนื้อร้าย เดี๋ยวตอนผ่าตัดทำทวารเทียม จะตัดชิ้นเนื้อไปตรวจซึ่งผลออกมาก็คือ มะเร็งลำไส้ แต่บอกไม่ได้แน่ชัดว่าระยะไหน คุณหมอบอกว่าต้องรอจนกว่าจะตัดเอาลำไส้ส่วนนั้นออกมาก่อนจึงจะไปวิเคราะห์ได้  แต่โชคดีที่ยังไม่ลุกลามไปส่วนอื่นๆเลย

ความรู้สึกตอนที่รู้แล้วว่าเป็นมะเร็งก็ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะหลายปีที่ผ่านมาจะฝึกมองโลกตามความเป็นจริง อะไรเกิดขึ้นอย่างไร ก็แก้ไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ ไม่คิดถึงอดีต ไม่กังวลอนาคต ทำปัจจุบันตรงหน้าให้ดีที่สุด เป็นมะเร็งก็รักษา ก็มีทั้งโอกาสหายและไม่หาย ถ้าหายก็ดีจะได้ใช้ชีวิตต่อ ถ้าไม่หายก็ดีเพราะร่างนี้มันพังไปแล้ว ก็จะได้ไปอยู่ในร่างใหม่

ผมว่าเรื่องความคิดจิตใจสำคัญมากๆ ฝากถึงคนที่เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ๋ หรือมะเร็งใดๆก็ตาม พยายามรักษาจิตเอาไว้ให้ดีๆนะครับ เพราะถ้าเครียดเมื่อไหร่ มันคืออาหารของมะเร็ง จะทำให้มะเร็งยิ่งลุกลาม ให้คิดว่าไม่มีใครไม่ตาย  

ถึงไม่ตายด้วยโรคมะเร็งก็ต้องตายอยู่ดี บางทีคนรอบข้างที่มาปลอบเราอาจจะไปก่อนเราก็ได้ ไม่มีอะไรแน่นอน เราโชคดีแล้วที่มีมะเร็งมาตีกรอบเวลาให้เราพอวางแผนเตรียมจัดแจงเรื่องต่างๆได้ทันก่อนจะถึงวันที่ต้องเดินทางไกลข้ามภพข้ามชาติ

การผ่าตัดไม่น่ากลัวเท่า 'ความคิด' เราเอง: บทเรียนการวางจิตในห้องผ่าตัดครั้งแรกในชีวิต

หลังจากที่ทราบผลแล้ว คุณหมอก็นัดผ่าตัดทำทวารเทียมที่หน้าท้องแบบด่วนๆทันทีอีก 2 วันข้างหน้า  ส่วนตัวตั้งแต่เกิดมาไม่เคยต้องนอน รพ. เพิ่งจะได้เข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้เป็นครั้งแรก ยอมรับว่ากลัวมากๆ

สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือดึงจิตมาอยู่กับปัจจุบัน อดีตล่วงไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง แต่พอถึงเวลาผ่าตัดจริงๆมันไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะทันทีที่ถึงห้องผ่าตัดคุณหมอก็วางยาสลบ ตื่นมาอีกทีทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้ว ก็จะมีแค่อาการเจ็บแผลหลังผ่าตัดนิดหน่อย ไม่กี่วันก็หายดี

สรุปก็คือการผ่าตัดไม่ได้น่ากลัวแบบที่เราจินตนาการไว้ ดังนั้นขอให้ทุกคนอยู่กับปัจจุบันนะครับ อย่าไปจินตนาการเกี่ยวกับการรักษา หรือผลการรักษา ใดๆทั้งสิ้น เพราะมันไม่มีประโยชน์

เราแค่ทำกิจในปัจจุบันให้ดี อนาคตออกมาเป็นอย่างไรก็มองโลกตามความเป็นจริง แก้ไขไปตามเหตุปัจจัย อะไรที่แก้ไม่ได้ก็วางอุเบกขาคือวางเฉยกับเรื่องนั้นอย่าเก็บมาคิดวนไปวนมาให้จิตเศร้าหมอง

                                
                                                           ภายถ่ายแสดงการทำทวารเทียมและการติดถุงอุจจาระหน้าท้อง

และในที่สุดผมก็ได้ทวารเทียมมาอยู๋ที่หน้าท้องเป็นของตัวเอง แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของความบันเทิงเพราะผมเหมือนถูกหวย มีอาการแปลกๆเกิดขึ้นไม่เหมือนกับคนที่ทำทวารเทียมทั่วไป เจอครั้งแรกแทบเป็นลม ป่วนกันทั้งบ้านกว่าจะหอบหิ้วกันกลับไปที่โรงพยาบาลได้ทุลักทุเลมาก เรื่องมันยาว เดี๋ยวมาเล่าต่อ Ep.2 นะครับ
----------------------------------------------------------------------------
ใครมีคำถามอยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสบการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ก็คอมเมนท์มาถามกันได้เลยนะครับ  หรืออยากได้คำแนะนำส่วนตัวก็หลังไมค์มาได้ที่ tgpinvestorclub@gmail.com  

ขอบุญรักษา เทวดาคุ้มครอง ทุกๆคน

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่