ความเดิมจาก EP.1
จากความเดิมตอนที่แล้วที่ผมเกริ่นไว้ว่าได้ทวารเทียมมาแบบ 'ถูกหวย' จนวุ่นกันทั้งบ้าน เรื่องมันมีอยู่ว่า ปกติทวารเทียมจะแบนๆติดท้องตามภาพด้านล่งนี้นะครับ แต่ผมโชคดีกว่าใครๆอยู่ดีๆมันก็จะบวมออกมายาวมาก บางครั้งยื่นออกมายาวเกือบครึ่งฟุต ครั้งแรกที่ยื่นออกมาเป็นขณะที่ผมกำลังแกะถุงอุจจาระมาทำความสะอาด พอแกะถุงออกมาเห็นลำไส้ตัวเองยืดออกมายาวมาก
ตกใจมากๆเลยทำอะไรไม่ถูก รีบขึ้นห้องนอนราบจากนั้นก็โทรหาพยาบาล เขาก็แนะนำว่าให้เอาผ้าก๊อตหุ้มไว้แล้วใช้มือค่อยๆบีบเดี๋ยวมันจะค่อยๆยุบลงไป ถ้ายังไม่ยุบให้เอาน้ำตาลมาโรยเพื่อดูดน้ำในลำไส้ออกมาจะทำให้ไส้ยุบลง บอกตรงๆว่าตอนนั้นสติแตกกันทั้งบ้าน ไม่มีใครกล้าทำอะไรสรุปคือ ต้องเอามือกุมไส้ที่ยื่นออกมา แล้วขึ้นรถรีบไปโรงพยาบาล

พอไปถึงโรงพยาบาลทีมพยาบาล ก็รุมกันเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์แต่เชื่อไหมครับ ผ่านไป 1 ชั่วโมง วิธีที่คุณพยาบาลแนะนำให้ทำก็ยังไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย ตอนนั้นไส้ที่นุ่มๆก็แข็งเป๊กเลยครับ ยิ่งทำให้ตกใจเข้าไปอีก แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี มีแพทย์เฉพาะทางเข้ามาช่วย แค่เอาผ้าก๊อตคลุมไส้ไว้ แล้วก็เอามือค่อยๆบีบๆอย่างใจเย็น ผ่านไปไม่ถึง 10 นาที ไส้ก็กลับเข้าไปอยู่ตำแหน่งเดิม
บททดสอบใหม่: เมื่อร่างกายยังต้องปรับตัว
หลังจากที่ผมต้องเริ่มเจอกับสภาวะ
"ลำไส้ปลิ้นยื่น" (Prolapse) ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยมากในเคสทั่วไป อาการนี้ก็เกิดขึ้นกับผมทุกวัน แม้จะทำให้ใช้ชีวิตลำบากเพราะต้องคอยนอนราบและทำตามวิธีที่คุณหมอสอนเพื่อดันลำไส้กลับเข้าที่วันละหลายครั้ง แต่ผมก็ไม่ตกใจเหมือนครั้งแรกครับ
ผมเลือกที่จะ
"อยู่กับมันด้วยความเข้าใจ" แม้จะไม่สะดวกสบายนักแต่ก็ไม่เจ็บปวด ผมมองว่านี่เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งของการพักฟื้น เดี๋ยวพอร่างกายรักษาตัวเองจนเสร็จสมบูรณ์ ทุกอย่างก็จะกลับเป็นปกติ การยอมรับและไม่เครียดจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผมผ่านแต่ละวันไปได้ด้วยใจที่สบายครับ
สำหรับใครที่อาจจะเจอปัญหาเดียวกันนี้ ผมได้ทำข้อมูลวิธีดูแลตัวเองเอาไว้ให้แล้ว เข้าไปดูตามลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ
วิธีแก้ปัญหาลำไส้บวมยื่นออกมาในผู้ป่วยที่ทำทวารเทียม [ถุงหน้าท้อง]
https://pantip.com/topic/43953909
-------------------------------------------------
หลังจากต้องรบกับเจ้าลำไส้ที่ขยันบวมออกมาจนเริ่มชิน ผมก็ต้องกลับมาโฟกัสกับ
'แผนภูมิการรบหลัก' ที่คุณหมอวางไว้ให้ เพราะศึกใหญ่ที่แท้จริงคือการจัดการกับก้อนเนื้อ 14x7 ซม. ครับ...
แผนการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (ฉบับบูรณาการ)
หลังจากผ่าตัดทำทวารเทียมเสร็จ ผลเนื้อร้ายยืนยันว่าเป็นมะเร็งครับ ทีมแพทย์ระดับศาสตราจารย์จาก รพ.จุฬาฯ ได้วาง 'แผนรบ' ให้ผมเข้ารับการรักษาที่
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดังนี้:
ด่านที่ 1: ฉายรังสี 25 ครั้ง (จันทร์-ศุกร์) ผมเลือกคลินิกพิเศษช่วงเย็น 16.00 น. - 20.00 น. เพื่อความรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 5,500-6,000 บาท
ด่านที่ 2: ทานยาเคมีควบคู่ วันละ 6 เม็ด (เช้า 3 / เย็น 3) ค่ายาแผงละ 10 เม็ด ราคา 300 บาท
ด่านที่ 3: คีโม 3 เข็มใหญ่ (ห่างกันเข็มละ 3 สัปดาห์) พร้อมทานยาเคมีควบคู่ วันละ 7 เม็ด (เช้า 4 / เย็น 3) [หลังจากฉายรังสีครบ 25 ครั้ง) ค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 6,000 - 6,500 บาท
ด่านที่ 4: ประเมินการผ่าตัด เพื่อเอาก้อนเนื้อร้ายออกไปจากร่างกายให้เกลี้ยง!
ด่านที่ 5: คีโมปิดท้ายอีก 3 เข็ม เพื่อกวาดล้างเชื้อมะเร็งที่อาจซ่อนตัวอยู่
จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ: จะไปต่อหรือพอแค่นี้?
นี่คือช่วงที่ยากที่สุดครับ หลายคนอาจจะคิดว่าแค่นั่งรอให้หมอรักษา แต่ความจริงคือร่างกายเราต้องแบกรับภาระหนักมาก
ทั้งผม/ขนร่วง ภูมิคุ้มกันตก ผิวไหม้ ไตพัง เลือดเสีย ชาตามตัว อ่อนเพลีย ลิ้นแข็ง ทานอาหารไม่ได้ กลืนอาหารลำบาก ท้องเสีย เวียนหัว จนหลายคนถอดใจกลางทางเพราะ
"ร่างกายพังเกินกว่าจะสู้ต่อ"
อาวุธที่ใช้ฆ่ามะเร็ง มันคือดาบสองคมครับ ในขณะที่มันทำลายเนื้อร้าย มันก็กวาดล้างเซลล์ดีๆ ในร่างกายเราไปด้วย นี่แหละครับคือ
'สมรภูมิ' ที่แท้จริงของผู้ป่วยมะเร็ง...ซึ่งผมผ่านจุดนั้นมาแล้วด้วยการบูรณาการะหว่าง
วิธีแพทย์ กับวิถีพุทธ ทำให้ได้รับผลกระทบต่อร่างกายที่น้อยมากๆ จึงทำให้เซลล์ดีในร่างกายยังคงแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับมะเร็งร้ายให้ออกไปจากร่างกายได้
นี่ก็คือเหตุผลหลักที่ผมเลือกที่จะมาแชร์ประสบการณ์เป็นวิทยาทาน เพื่อให้การรักษาโรคมะเร็งของผู้ป่วยทุกคนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงที่สุด
กองเสบียงหนุนตามวิธีแพทย์... เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นทางรอด
"ความโชคดีมหาศาลของผมอีกเรื่อง คือก่อนจะตรวจพบโรคร้าย งานประจำที่ผมทำนั้นคลุกคลีอยู่กับ
วิทยาการไฮโดรเจนบำบัด (Hydrogen Therapy) มาโดยตลอด ผมมีโอกาสได้ดูแลและเก็บข้อมูลจากลูกค้าที่เป็นผู้ป่วยมะเร็งมานับไม่ถ้วน
ผมเห็นกับตาในหลายๆ เคสว่า การใช้
ไฮโดรเจนบำบัด ควบคู่กับการทานสมุนไพรจีน
'เพี่ยงจื่อหวาง' มีส่วนช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสระและลดการอักเสบของร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องรับเคมีบำบัดหรือฉายรังสี
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับลูกค้าเหล่านั้น กลายเป็น 'คัมภีร์' สำคัญที่ผมนำกลับมาใช้ดูแลตัวเองในวันที่ต้องกลายเป็นผู้ป่วยเสียเองครับ" แต่ทุกอย่างที่จะนำมาใช้ผมจะศึกษาข้อมูลโดยละเอียด รวมถึงดูผลงานวิจัยด้วยว่าให้ผลลัพธ์ต่อโรคมะเร็งอย่างไรบ้าง
สรุป 6 ตัวช่วย' ประคองให้เซลล์ดีในร่างกายผมถูกทำลายน้อยที่สุด [ข้อมูลเยอะหน่อย เพื่อความเข้าใจอย่างแท้จริง]
1. สมุนไพรเพี่ยงจื่อหวาง: สมุนไพรตัวนี้ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เวลาใครในเครือญาติต้องได้รับการผ่าตัดก็จะได้ทานสมุนไพรตัวนี้ ช่วยให้แผลผ่าตัดจะฟื้นตัวได้เร็วมากๆ และมีข้อมูลงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวกับมะเร็งดังนี้
- ลดปวด ลดอักเสบ: ช่วยจัดการอาการระบมและการอักเสบทั่วร่างกายที่เกิดจากโรคมะเร็ง และการทำเคมีบำบัด หรือฉายรังสี
- ขัดขวางเนื้อร้าย: มีงานวิจัยรองรับว่าช่วยยับยั้งการโตและสั่งให้เซลล์มะเร็ง "ตายลง" (โดยเฉพาะมะเร็งตับและลำไส้ใหญ่)
- เสริมพลังการรักษาหลัก: ใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น
ราคาประมาณ 600 บาท / แคปซูล ทานวันละ 1-2 แคปซูล เดือนละประมาณ 18,000 - 36,000 บาท ถ้าใครมีกำลังทรัพย์พอหาซื้อมาทานได้ แนะนำอย่างยิ่งเลยครับ ช่วยปะคองการรักษาให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีได้อย่างดีมากๆ
[ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน]
2. บำบัดด้วยไฮโดรเจน (Hydrogen Therapy): วิทยาการนี้เริ่มต้นที่ญี่ปุ่น แต่ในเมืองไทยยังไม่เป็นที่รู้จัก มีงานวิจัยมากมาย โดยเฉพาะผลลัพธ์เกี่ยวกับโรคมะเร็งดังนี้
- ล้างสารพิษระดับเซลล์: ช่วยลดอนุมูลอิสระ (ROS) ตัวการร้ายที่คอยทำลายเซลล์ดีและกระตุ้นการเกิดมะเร็ง
- ลดผลข้างเคียงจากการฉายรังสี: ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อปกติไม่ให้ถูกทำลายจากการบำบัด ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างรักษา
- ชะลอการแบ่งตัวของเนื้อร้าย: มีงานวิจัยพบว่าช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิดได้
- ปลอดภัยสูง: เป็นโมเลกุลธรรมชาติที่ร่างกายรับได้ดี แทบไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย
ราคาชุดอุปกรณ์ผลิตไฮโดรเจนสำหรับสูดดม และดื่มน้ำ
ประมาณ 45,000 บาท [จ่ายครั้งเดียว]
3. ขมิ้นชัน + อบเชย: มีงานวิจัยที่มีผลต่อเซลล์มะเร็งดังนี้
- ยับยั้งการเจริญเติบโต: สารเคอร์คูมินช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และขัดขวางกลไกที่เซลล์มะเร็งใช้ในการขยายตัว
- กระตุ้นการตายของเซลล์มะเร็ง: ช่วยทำให้เซลล์มะเร็งเกิดกระบวนการ "อะพอพโทซีส" (Apoptosis) หรือการที่เซลล์ทำลายตัวเองตามธรรมชาติ
- ลดการอักเสบ: การอักเสบเรื้อรังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่รุนแรง จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงหรือลดการลุกลามของโรคได้
- ตัดวงจรสารอาหาร: มีส่วนช่วยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่ (Angiogenesis) รอบเนื้องอก ทำให้มะเร็งขาดสารอาหารและออกซิเจนในการเติบโต
- เสริมประสิทธิภาพการรักษา: งานวิจัยบางส่วนระบุว่าขมิ้นอาจช่วยให้เซลล์มะเร็งตอบสนองต่อการทำเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัดได้ดีขึ้น
4. วิตามินซี : เติมเกราะป้องกันให้ภูมิคุ้มกันไม่ตก ลดการอักเสบในร่างกาย
5. อาหารเสริมสกัดจากข้าว (เน้น Omega-3): ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย
6. อาหารเสริมโปรตีน สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง : ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลาย และสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ
หัวใจสำคัญ: การปะคองตัวระหว่างการรักษาด้วยการ "หยุดการอักเสบ"
หลักการที่สำคัญที่สุด คือ
ต้องรักษาร่างกายให้อยู่ในสภาวะอักเสบน้อยที่สุด เพราะความอักเสบเปรียบเสมือนเชื้อไฟที่ช่วยให้มะเร็งเติบโตได้ดี โดยผมมใช้
"6 ตัวช่วย" ที่ทำงานประสานกันอย่างลงตัวเพื่อลดการอักเสบในระดับเซลล์ โดยเฉพาะ
ข้อ 1 และข้อ 2 ถือเป็นกลไกที่ทรงพลังที่สุดในการหยุดการอักเสบและคืนความสมดุลให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นครับ
หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลส่วนตัวของผมเท่านั้น หากทุกท่านเห็นว่าเรื่องใดน่าจะเหมาะกับการรักษาของตัวเอง แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนทุกครั้งที่จะดำเนินการใดๆ เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีปัจจัยทางสุขภาพที่แตกต่างกัน
ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้: ร่างกายที่แข็งแรง จนไม่มีใครเชื่อว่าผมป่วย
"ผมใช้ตัวช่วยเหล่านี้ควบคู่ไปกับแผนการรักษาของหมอ ผลที่ได้คือทุกครั้งที่ตรวจเลือด ค่าเลือดของผมออกมาดีเยี่ยมจนสามารถรับการรักษาได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด
สภาพร่างกายของผมสมบูรณ์มากจนคนรอบข้างมองไม่ออกเลยว่าป่วยครับ มีครั้งหนึ่งคุณแม่ของเพื่อนลูกมาที่บ้าน ท่านทราบข่าวว่าผมเป็นมะเร็ง แต่พอมาเจอตัวจริง (หลังจากที่ผมจบคอร์สฉายรังสีและเคมีบำบัดแล้ว) ท่านถึงกับออกปากว่าไม่เชื่อ! เพราะดูเป็นคนสุขภาพดีปกติมากๆ นี่แหละครับคือผลตอบแทนของการเตรียม 'กองเสบียงหนุน' ให้ร่างกายอย่างถูกต้อง"
จากทางโลกสู่ทางธรรม... เมื่อ "ใจ" คือกุญแจสำคัญ 60% ของการรักษา
"แม้กองเสบียงทางโลกอย่าง
'วิธีแพทย์' จะช่วยประคองร่างกายให้แข็งแรงตลอดการรักษา แต่สำหรับผมแล้ว
'วิถีพุทธ' หรือการจัดการสภาวะจิตใจ คือปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่า หากต้องแบ่งสัดส่วนความสำเร็จ ผมยกให้วิธีทางแพทย์ 40% และวิถีพุทธสูงถึง 60% เลยครับ เพราะเป็นเรื่องของสภาวะจิตใจซึ่งสำคัญมากๆสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง
ใน
EP.3 ผมจะมาลงลึกถึงวิธีการปฏิบัติโดยละเอียด และเปิดเผยสิ่งที่ผมได้พบเจอ... สิ่งอัศจรรย์ที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ยังหาเหตุผลมาอธิบาย หรือสร้างเครื่องมือมาวัดผลให้เห็นเป็นประจักษ์ไม่ได้ ห้ามพลาดนะครับ!"
----------------------
ใครมีคำถามอยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสบการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ก็คอมเมนท์มาถามกันได้เลยนะครับ หรืออยากได้คำแนะนำส่วนตัวก็หลังไมค์มาได้ที่ tgpinvestorclub@gmail.com
ขอบุญรักษา เทวดาคุ้มครอง ทุกๆคน
คลิก >>> ย้อนอ่าน EP.1
คลิก >>> อ่านต่อ EP.3
[EP.2] ปาฏิหาริย์รักษามะเร็ง 14x7cm จนยุบหาย! เผยวิธีรับมือคีโม-ฉายแสง แทบไร้ผลข้างเคียง ด้วยวิธีแพทย์+วิถีพุทธ
จากความเดิมตอนที่แล้วที่ผมเกริ่นไว้ว่าได้ทวารเทียมมาแบบ 'ถูกหวย' จนวุ่นกันทั้งบ้าน เรื่องมันมีอยู่ว่า ปกติทวารเทียมจะแบนๆติดท้องตามภาพด้านล่งนี้นะครับ แต่ผมโชคดีกว่าใครๆอยู่ดีๆมันก็จะบวมออกมายาวมาก บางครั้งยื่นออกมายาวเกือบครึ่งฟุต ครั้งแรกที่ยื่นออกมาเป็นขณะที่ผมกำลังแกะถุงอุจจาระมาทำความสะอาด พอแกะถุงออกมาเห็นลำไส้ตัวเองยืดออกมายาวมาก
ตกใจมากๆเลยทำอะไรไม่ถูก รีบขึ้นห้องนอนราบจากนั้นก็โทรหาพยาบาล เขาก็แนะนำว่าให้เอาผ้าก๊อตหุ้มไว้แล้วใช้มือค่อยๆบีบเดี๋ยวมันจะค่อยๆยุบลงไป ถ้ายังไม่ยุบให้เอาน้ำตาลมาโรยเพื่อดูดน้ำในลำไส้ออกมาจะทำให้ไส้ยุบลง บอกตรงๆว่าตอนนั้นสติแตกกันทั้งบ้าน ไม่มีใครกล้าทำอะไรสรุปคือ ต้องเอามือกุมไส้ที่ยื่นออกมา แล้วขึ้นรถรีบไปโรงพยาบาล
พอไปถึงโรงพยาบาลทีมพยาบาล ก็รุมกันเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์แต่เชื่อไหมครับ ผ่านไป 1 ชั่วโมง วิธีที่คุณพยาบาลแนะนำให้ทำก็ยังไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย ตอนนั้นไส้ที่นุ่มๆก็แข็งเป๊กเลยครับ ยิ่งทำให้ตกใจเข้าไปอีก แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี มีแพทย์เฉพาะทางเข้ามาช่วย แค่เอาผ้าก๊อตคลุมไส้ไว้ แล้วก็เอามือค่อยๆบีบๆอย่างใจเย็น ผ่านไปไม่ถึง 10 นาที ไส้ก็กลับเข้าไปอยู่ตำแหน่งเดิม
บททดสอบใหม่: เมื่อร่างกายยังต้องปรับตัว
หลังจากที่ผมต้องเริ่มเจอกับสภาวะ "ลำไส้ปลิ้นยื่น" (Prolapse) ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยมากในเคสทั่วไป อาการนี้ก็เกิดขึ้นกับผมทุกวัน แม้จะทำให้ใช้ชีวิตลำบากเพราะต้องคอยนอนราบและทำตามวิธีที่คุณหมอสอนเพื่อดันลำไส้กลับเข้าที่วันละหลายครั้ง แต่ผมก็ไม่ตกใจเหมือนครั้งแรกครับ
ผมเลือกที่จะ "อยู่กับมันด้วยความเข้าใจ" แม้จะไม่สะดวกสบายนักแต่ก็ไม่เจ็บปวด ผมมองว่านี่เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งของการพักฟื้น เดี๋ยวพอร่างกายรักษาตัวเองจนเสร็จสมบูรณ์ ทุกอย่างก็จะกลับเป็นปกติ การยอมรับและไม่เครียดจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผมผ่านแต่ละวันไปได้ด้วยใจที่สบายครับ
สำหรับใครที่อาจจะเจอปัญหาเดียวกันนี้ ผมได้ทำข้อมูลวิธีดูแลตัวเองเอาไว้ให้แล้ว เข้าไปดูตามลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ
วิธีแก้ปัญหาลำไส้บวมยื่นออกมาในผู้ป่วยที่ทำทวารเทียม [ถุงหน้าท้อง]
https://pantip.com/topic/43953909
-------------------------------------------------
หลังจากต้องรบกับเจ้าลำไส้ที่ขยันบวมออกมาจนเริ่มชิน ผมก็ต้องกลับมาโฟกัสกับ 'แผนภูมิการรบหลัก' ที่คุณหมอวางไว้ให้ เพราะศึกใหญ่ที่แท้จริงคือการจัดการกับก้อนเนื้อ 14x7 ซม. ครับ...
แผนการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (ฉบับบูรณาการ)
หลังจากผ่าตัดทำทวารเทียมเสร็จ ผลเนื้อร้ายยืนยันว่าเป็นมะเร็งครับ ทีมแพทย์ระดับศาสตราจารย์จาก รพ.จุฬาฯ ได้วาง 'แผนรบ' ให้ผมเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดังนี้:
ด่านที่ 1: ฉายรังสี 25 ครั้ง (จันทร์-ศุกร์) ผมเลือกคลินิกพิเศษช่วงเย็น 16.00 น. - 20.00 น. เพื่อความรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 5,500-6,000 บาท
ด่านที่ 2: ทานยาเคมีควบคู่ วันละ 6 เม็ด (เช้า 3 / เย็น 3) ค่ายาแผงละ 10 เม็ด ราคา 300 บาท
ด่านที่ 3: คีโม 3 เข็มใหญ่ (ห่างกันเข็มละ 3 สัปดาห์) พร้อมทานยาเคมีควบคู่ วันละ 7 เม็ด (เช้า 4 / เย็น 3) [หลังจากฉายรังสีครบ 25 ครั้ง) ค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 6,000 - 6,500 บาท
ด่านที่ 4: ประเมินการผ่าตัด เพื่อเอาก้อนเนื้อร้ายออกไปจากร่างกายให้เกลี้ยง!
ด่านที่ 5: คีโมปิดท้ายอีก 3 เข็ม เพื่อกวาดล้างเชื้อมะเร็งที่อาจซ่อนตัวอยู่
จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ: จะไปต่อหรือพอแค่นี้?
นี่คือช่วงที่ยากที่สุดครับ หลายคนอาจจะคิดว่าแค่นั่งรอให้หมอรักษา แต่ความจริงคือร่างกายเราต้องแบกรับภาระหนักมาก ทั้งผม/ขนร่วง ภูมิคุ้มกันตก ผิวไหม้ ไตพัง เลือดเสีย ชาตามตัว อ่อนเพลีย ลิ้นแข็ง ทานอาหารไม่ได้ กลืนอาหารลำบาก ท้องเสีย เวียนหัว จนหลายคนถอดใจกลางทางเพราะ "ร่างกายพังเกินกว่าจะสู้ต่อ"
อาวุธที่ใช้ฆ่ามะเร็ง มันคือดาบสองคมครับ ในขณะที่มันทำลายเนื้อร้าย มันก็กวาดล้างเซลล์ดีๆ ในร่างกายเราไปด้วย นี่แหละครับคือ 'สมรภูมิ' ที่แท้จริงของผู้ป่วยมะเร็ง...ซึ่งผมผ่านจุดนั้นมาแล้วด้วยการบูรณาการะหว่าง วิธีแพทย์ กับวิถีพุทธ ทำให้ได้รับผลกระทบต่อร่างกายที่น้อยมากๆ จึงทำให้เซลล์ดีในร่างกายยังคงแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับมะเร็งร้ายให้ออกไปจากร่างกายได้
นี่ก็คือเหตุผลหลักที่ผมเลือกที่จะมาแชร์ประสบการณ์เป็นวิทยาทาน เพื่อให้การรักษาโรคมะเร็งของผู้ป่วยทุกคนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงที่สุด
กองเสบียงหนุนตามวิธีแพทย์... เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นทางรอด
"ความโชคดีมหาศาลของผมอีกเรื่อง คือก่อนจะตรวจพบโรคร้าย งานประจำที่ผมทำนั้นคลุกคลีอยู่กับ วิทยาการไฮโดรเจนบำบัด (Hydrogen Therapy) มาโดยตลอด ผมมีโอกาสได้ดูแลและเก็บข้อมูลจากลูกค้าที่เป็นผู้ป่วยมะเร็งมานับไม่ถ้วน
ผมเห็นกับตาในหลายๆ เคสว่า การใช้ ไฮโดรเจนบำบัด ควบคู่กับการทานสมุนไพรจีน 'เพี่ยงจื่อหวาง' มีส่วนช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสระและลดการอักเสบของร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องรับเคมีบำบัดหรือฉายรังสี
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับลูกค้าเหล่านั้น กลายเป็น 'คัมภีร์' สำคัญที่ผมนำกลับมาใช้ดูแลตัวเองในวันที่ต้องกลายเป็นผู้ป่วยเสียเองครับ" แต่ทุกอย่างที่จะนำมาใช้ผมจะศึกษาข้อมูลโดยละเอียด รวมถึงดูผลงานวิจัยด้วยว่าให้ผลลัพธ์ต่อโรคมะเร็งอย่างไรบ้าง
สรุป 6 ตัวช่วย' ประคองให้เซลล์ดีในร่างกายผมถูกทำลายน้อยที่สุด [ข้อมูลเยอะหน่อย เพื่อความเข้าใจอย่างแท้จริง]
1. สมุนไพรเพี่ยงจื่อหวาง: สมุนไพรตัวนี้ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เวลาใครในเครือญาติต้องได้รับการผ่าตัดก็จะได้ทานสมุนไพรตัวนี้ ช่วยให้แผลผ่าตัดจะฟื้นตัวได้เร็วมากๆ และมีข้อมูลงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวกับมะเร็งดังนี้
- ลดปวด ลดอักเสบ: ช่วยจัดการอาการระบมและการอักเสบทั่วร่างกายที่เกิดจากโรคมะเร็ง และการทำเคมีบำบัด หรือฉายรังสี
- ขัดขวางเนื้อร้าย: มีงานวิจัยรองรับว่าช่วยยับยั้งการโตและสั่งให้เซลล์มะเร็ง "ตายลง" (โดยเฉพาะมะเร็งตับและลำไส้ใหญ่)
- เสริมพลังการรักษาหลัก: ใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น
ราคาประมาณ 600 บาท / แคปซูล ทานวันละ 1-2 แคปซูล เดือนละประมาณ 18,000 - 36,000 บาท ถ้าใครมีกำลังทรัพย์พอหาซื้อมาทานได้ แนะนำอย่างยิ่งเลยครับ ช่วยปะคองการรักษาให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีได้อย่างดีมากๆ [ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน]
2. บำบัดด้วยไฮโดรเจน (Hydrogen Therapy): วิทยาการนี้เริ่มต้นที่ญี่ปุ่น แต่ในเมืองไทยยังไม่เป็นที่รู้จัก มีงานวิจัยมากมาย โดยเฉพาะผลลัพธ์เกี่ยวกับโรคมะเร็งดังนี้
- ล้างสารพิษระดับเซลล์: ช่วยลดอนุมูลอิสระ (ROS) ตัวการร้ายที่คอยทำลายเซลล์ดีและกระตุ้นการเกิดมะเร็ง
- ลดผลข้างเคียงจากการฉายรังสี: ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อปกติไม่ให้ถูกทำลายจากการบำบัด ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างรักษา
- ชะลอการแบ่งตัวของเนื้อร้าย: มีงานวิจัยพบว่าช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิดได้
- ปลอดภัยสูง: เป็นโมเลกุลธรรมชาติที่ร่างกายรับได้ดี แทบไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย
ราคาชุดอุปกรณ์ผลิตไฮโดรเจนสำหรับสูดดม และดื่มน้ำ ประมาณ 45,000 บาท [จ่ายครั้งเดียว]
3. ขมิ้นชัน + อบเชย: มีงานวิจัยที่มีผลต่อเซลล์มะเร็งดังนี้
4. วิตามินซี : เติมเกราะป้องกันให้ภูมิคุ้มกันไม่ตก ลดการอักเสบในร่างกาย
5. อาหารเสริมสกัดจากข้าว (เน้น Omega-3): ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย
6. อาหารเสริมโปรตีน สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง : ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลาย และสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ
หัวใจสำคัญ: การปะคองตัวระหว่างการรักษาด้วยการ "หยุดการอักเสบ"
หลักการที่สำคัญที่สุด คือ ต้องรักษาร่างกายให้อยู่ในสภาวะอักเสบน้อยที่สุด เพราะความอักเสบเปรียบเสมือนเชื้อไฟที่ช่วยให้มะเร็งเติบโตได้ดี โดยผมมใช้ "6 ตัวช่วย" ที่ทำงานประสานกันอย่างลงตัวเพื่อลดการอักเสบในระดับเซลล์ โดยเฉพาะ ข้อ 1 และข้อ 2 ถือเป็นกลไกที่ทรงพลังที่สุดในการหยุดการอักเสบและคืนความสมดุลให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นครับ
หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลส่วนตัวของผมเท่านั้น หากทุกท่านเห็นว่าเรื่องใดน่าจะเหมาะกับการรักษาของตัวเอง แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนทุกครั้งที่จะดำเนินการใดๆ เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีปัจจัยทางสุขภาพที่แตกต่างกัน
ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้: ร่างกายที่แข็งแรง จนไม่มีใครเชื่อว่าผมป่วย
"ผมใช้ตัวช่วยเหล่านี้ควบคู่ไปกับแผนการรักษาของหมอ ผลที่ได้คือทุกครั้งที่ตรวจเลือด ค่าเลือดของผมออกมาดีเยี่ยมจนสามารถรับการรักษาได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด
สภาพร่างกายของผมสมบูรณ์มากจนคนรอบข้างมองไม่ออกเลยว่าป่วยครับ มีครั้งหนึ่งคุณแม่ของเพื่อนลูกมาที่บ้าน ท่านทราบข่าวว่าผมเป็นมะเร็ง แต่พอมาเจอตัวจริง (หลังจากที่ผมจบคอร์สฉายรังสีและเคมีบำบัดแล้ว) ท่านถึงกับออกปากว่าไม่เชื่อ! เพราะดูเป็นคนสุขภาพดีปกติมากๆ นี่แหละครับคือผลตอบแทนของการเตรียม 'กองเสบียงหนุน' ให้ร่างกายอย่างถูกต้อง"
จากทางโลกสู่ทางธรรม... เมื่อ "ใจ" คือกุญแจสำคัญ 60% ของการรักษา
"แม้กองเสบียงทางโลกอย่าง 'วิธีแพทย์' จะช่วยประคองร่างกายให้แข็งแรงตลอดการรักษา แต่สำหรับผมแล้ว 'วิถีพุทธ' หรือการจัดการสภาวะจิตใจ คือปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่า หากต้องแบ่งสัดส่วนความสำเร็จ ผมยกให้วิธีทางแพทย์ 40% และวิถีพุทธสูงถึง 60% เลยครับ เพราะเป็นเรื่องของสภาวะจิตใจซึ่งสำคัญมากๆสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง
ใน EP.3 ผมจะมาลงลึกถึงวิธีการปฏิบัติโดยละเอียด และเปิดเผยสิ่งที่ผมได้พบเจอ... สิ่งอัศจรรย์ที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ยังหาเหตุผลมาอธิบาย หรือสร้างเครื่องมือมาวัดผลให้เห็นเป็นประจักษ์ไม่ได้ ห้ามพลาดนะครับ!"
----------------------
ใครมีคำถามอยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสบการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ก็คอมเมนท์มาถามกันได้เลยนะครับ หรืออยากได้คำแนะนำส่วนตัวก็หลังไมค์มาได้ที่ tgpinvestorclub@gmail.com
ขอบุญรักษา เทวดาคุ้มครอง ทุกๆคน
คลิก >>> ย้อนอ่าน EP.1
คลิก >>> อ่านต่อ EP.3