[EP.2] ปาฏิหาริย์รักษามะเร็ง 14x7cm จนยุบหาย! เผยวิธีรับมือคีโม-ฉายแสง แทบไร้ผลข้างเคียง ด้วยวิธีแพทย์+วิถีพุทธ

ความเดิมจาก EP.1

จากความเดิมตอนที่แล้วที่ผมเกริ่นไว้ว่าได้ทวารเทียมมาแบบ 'ถูกหวย' จนวุ่นกันทั้งบ้าน เรื่องมันมีอยู่ว่า ปกติทวารเทียมจะแบนๆติดท้องตามภาพด้านล่งนี้นะครับ แต่ผมโชคดีกว่าใครๆอยู่ดีๆมันก็จะบวมออกมายาวมาก บางครั้งยื่นออกมายาวเกือบครึ่งฟุต ครั้งแรกที่ยื่นออกมาเป็นขณะที่ผมกำลังแกะถุงอุจจาระมาทำความสะอาด พอแกะถุงออกมาเห็นลำไส้ตัวเองยืดออกมายาวมาก

ตกใจมากๆเลยทำอะไรไม่ถูก รีบขึ้นห้องนอนราบจากนั้นก็โทรหาพยาบาล เขาก็แนะนำว่าให้เอาผ้าก๊อตหุ้มไว้แล้วใช้มือค่อยๆบีบเดี๋ยวมันจะค่อยๆยุบลงไป ถ้ายังไม่ยุบให้เอาน้ำตาลมาโรยเพื่อดูดน้ำในลำไส้ออกมาจะทำให้ไส้ยุบลง บอกตรงๆว่าตอนนั้นสติแตกกันทั้งบ้าน ไม่มีใครกล้าทำอะไรสรุปคือ ต้องเอามือกุมไส้ที่ยื่นออกมา แล้วขึ้นรถรีบไปโรงพยาบาล


พอไปถึงโรงพยาบาลทีมพยาบาล ก็รุมกันเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์แต่เชื่อไหมครับ ผ่านไป 1 ชั่วโมง วิธีที่คุณพยาบาลแนะนำให้ทำก็ยังไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย ตอนนั้นไส้ที่นุ่มๆก็แข็งเป๊กเลยครับ ยิ่งทำให้ตกใจเข้าไปอีก แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี มีแพทย์เฉพาะทางเข้ามาช่วย แค่เอาผ้าก๊อตคลุมไส้ไว้ แล้วก็เอามือค่อยๆบีบๆอย่างใจเย็น ผ่านไปไม่ถึง 10 นาที ไส้ก็กลับเข้าไปอยู่ตำแหน่งเดิม



บททดสอบใหม่: เมื่อร่างกายยังต้องปรับตัว

หลังจากที่ผมต้องเริ่มเจอกับสภาวะ "ลำไส้ปลิ้นยื่น" (Prolapse) ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยมากในเคสทั่วไป อาการนี้ก็เกิดขึ้นกับผมทุกวัน แม้จะทำให้ใช้ชีวิตลำบากเพราะต้องคอยนอนราบและทำตามวิธีที่คุณหมอสอนเพื่อดันลำไส้กลับเข้าที่วันละหลายครั้ง แต่ผมก็ไม่ตกใจเหมือนครั้งแรกครับ

ผมเลือกที่จะ "อยู่กับมันด้วยความเข้าใจ" แม้จะไม่สะดวกสบายนักแต่ก็ไม่เจ็บปวด ผมมองว่านี่เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งของการพักฟื้น เดี๋ยวพอร่างกายรักษาตัวเองจนเสร็จสมบูรณ์ ทุกอย่างก็จะกลับเป็นปกติ การยอมรับและไม่เครียดจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผมผ่านแต่ละวันไปได้ด้วยใจที่สบายครับ

สำหรับใครที่อาจจะเจอปัญหาเดียวกันนี้ ผมได้ทำข้อมูลวิธีดูแลตัวเองเอาไว้ให้แล้ว เข้าไปดูตามลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ

วิธีแก้ปัญหาลำไส้บวมยื่นออกมาในผู้ป่วยที่ทำทวารเทียม [ถุงหน้าท้อง]
https://pantip.com/topic/43953909
-------------------------------------------------
หลังจากต้องรบกับเจ้าลำไส้ที่ขยันบวมออกมาจนเริ่มชิน ผมก็ต้องกลับมาโฟกัสกับ 'แผนภูมิการรบหลัก' ที่คุณหมอวางไว้ให้ เพราะศึกใหญ่ที่แท้จริงคือการจัดการกับก้อนเนื้อ 14x7 ซม. ครับ...

แผนการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (ฉบับบูรณาการ)

หลังจากผ่าตัดทำทวารเทียมเสร็จ ผลเนื้อร้ายยืนยันว่าเป็นมะเร็งครับ ทีมแพทย์ระดับศาสตราจารย์จาก รพ.จุฬาฯ ได้วาง 'แผนรบ' ให้ผมเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดังนี้:

ด่านที่ 1: ฉายรังสี 25 ครั้ง (จันทร์-ศุกร์) ผมเลือกคลินิกพิเศษช่วงเย็น 16.00 น. - 20.00 น. เพื่อความรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 5,500-6,000 บาท

ด่านที่ 2: ทานยาเคมีควบคู่ วันละ 6 เม็ด (เช้า 3 / เย็น 3) ค่ายาแผงละ 10 เม็ด ราคา 300 บาท

ด่านที่ 3: คีโม 3 เข็มใหญ่ (ห่างกันเข็มละ 3 สัปดาห์) พร้อมทานยาเคมีควบคู่ วันละ 7 เม็ด (เช้า 4 / เย็น 3) [หลังจากฉายรังสีครบ 25 ครั้ง) ค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 6,000 - 6,500 บาท

ด่านที่ 4: ประเมินการผ่าตัด เพื่อเอาก้อนเนื้อร้ายออกไปจากร่างกายให้เกลี้ยง!

ด่านที่ 5: คีโมปิดท้ายอีก 3 เข็ม เพื่อกวาดล้างเชื้อมะเร็งที่อาจซ่อนตัวอยู่



จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ: จะไปต่อหรือพอแค่นี้?

นี่คือช่วงที่ยากที่สุดครับ หลายคนอาจจะคิดว่าแค่นั่งรอให้หมอรักษา แต่ความจริงคือร่างกายเราต้องแบกรับภาระหนักมาก ทั้งผม/ขนร่วง ภูมิคุ้มกันตก ผิวไหม้ ไตพัง เลือดเสีย ชาตามตัว อ่อนเพลีย ลิ้นแข็ง ทานอาหารไม่ได้ กลืนอาหารลำบาก ท้องเสีย เวียนหัว จนหลายคนถอดใจกลางทางเพราะ "ร่างกายพังเกินกว่าจะสู้ต่อ"

อาวุธที่ใช้ฆ่ามะเร็ง มันคือดาบสองคมครับ ในขณะที่มันทำลายเนื้อร้าย มันก็กวาดล้างเซลล์ดีๆ ในร่างกายเราไปด้วย นี่แหละครับคือ 'สมรภูมิ' ที่แท้จริงของผู้ป่วยมะเร็ง...ซึ่งผมผ่านจุดนั้นมาแล้วด้วยการบูรณาการะหว่าง วิธีแพทย์ กับวิถีพุทธ ทำให้ได้รับผลกระทบต่อร่างกายที่น้อยมากๆ จึงทำให้เซลล์ดีในร่างกายยังคงแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับมะเร็งร้ายให้ออกไปจากร่างกายได้

นี่ก็คือเหตุผลหลักที่ผมเลือกที่จะมาแชร์ประสบการณ์เป็นวิทยาทาน  เพื่อให้การรักษาโรคมะเร็งของผู้ป่วยทุกคนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงที่สุด

กองเสบียงหนุนตามวิธีแพทย์... เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นทางรอด

"ความโชคดีมหาศาลของผมอีกเรื่อง คือก่อนจะตรวจพบโรคร้าย งานประจำที่ผมทำนั้นคลุกคลีอยู่กับ วิทยาการไฮโดรเจนบำบัด (Hydrogen Therapy) มาโดยตลอด ผมมีโอกาสได้ดูแลและเก็บข้อมูลจากลูกค้าที่เป็นผู้ป่วยมะเร็งมานับไม่ถ้วน

ผมเห็นกับตาในหลายๆ เคสว่า การใช้ ไฮโดรเจนบำบัด ควบคู่กับการทานสมุนไพรจีน 'เพี่ยงจื่อหวาง' มีส่วนช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสระและลดการอักเสบของร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องรับเคมีบำบัดหรือฉายรังสี

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับลูกค้าเหล่านั้น กลายเป็น 'คัมภีร์' สำคัญที่ผมนำกลับมาใช้ดูแลตัวเองในวันที่ต้องกลายเป็นผู้ป่วยเสียเองครับ" แต่ทุกอย่างที่จะนำมาใช้ผมจะศึกษาข้อมูลโดยละเอียด รวมถึงดูผลงานวิจัยด้วยว่าให้ผลลัพธ์ต่อโรคมะเร็งอย่างไรบ้าง

สรุป 6 ตัวช่วย' ประคองให้เซลล์ดีในร่างกายผมถูกทำลายน้อยที่สุด [ข้อมูลเยอะหน่อย เพื่อความเข้าใจอย่างแท้จริง]

1. สมุนไพรเพี่ยงจื่อหวาง: สมุนไพรตัวนี้ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เวลาใครในเครือญาติต้องได้รับการผ่าตัดก็จะได้ทานสมุนไพรตัวนี้ ช่วยให้แผลผ่าตัดจะฟื้นตัวได้เร็วมากๆ และมีข้อมูลงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวกับมะเร็งดังนี้

   - ลดปวด ลดอักเสบ: ช่วยจัดการอาการระบมและการอักเสบทั่วร่างกายที่เกิดจากโรคมะเร็ง และการทำเคมีบำบัด หรือฉายรังสี

   - ขัดขวางเนื้อร้าย: มีงานวิจัยรองรับว่าช่วยยับยั้งการโตและสั่งให้เซลล์มะเร็ง "ตายลง" (โดยเฉพาะมะเร็งตับและลำไส้ใหญ่)

   - เสริมพลังการรักษาหลัก: ใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น

ราคาประมาณ 600 บาท / แคปซูล ทานวันละ 1-2 แคปซูล เดือนละประมาณ 18,000 - 36,000 บาท ถ้าใครมีกำลังทรัพย์พอหาซื้อมาทานได้ แนะนำอย่างยิ่งเลยครับ ช่วยปะคองการรักษาให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีได้อย่างดีมากๆ [ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน]



2. บำบัดด้วยไฮโดรเจน (Hydrogen Therapy): วิทยาการนี้เริ่มต้นที่ญี่ปุ่น แต่ในเมืองไทยยังไม่เป็นที่รู้จัก มีงานวิจัยมากมาย โดยเฉพาะผลลัพธ์เกี่ยวกับโรคมะเร็งดังนี้

   - ล้างสารพิษระดับเซลล์: ช่วยลดอนุมูลอิสระ (ROS) ตัวการร้ายที่คอยทำลายเซลล์ดีและกระตุ้นการเกิดมะเร็ง

   - ลดผลข้างเคียงจากการฉายรังสี: ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อปกติไม่ให้ถูกทำลายจากการบำบัด ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างรักษา

   - ชะลอการแบ่งตัวของเนื้อร้าย: มีงานวิจัยพบว่าช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิดได้

   - ปลอดภัยสูง: เป็นโมเลกุลธรรมชาติที่ร่างกายรับได้ดี แทบไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย

ราคาชุดอุปกรณ์ผลิตไฮโดรเจนสำหรับสูดดม และดื่มน้ำ ประมาณ 45,000 บาท  [จ่ายครั้งเดียว]

3. ขมิ้นชัน + อบเชย: มีงานวิจัยที่มีผลต่อเซลล์มะเร็งดังนี้

   - ยับยั้งการเจริญเติบโต: สารเคอร์คูมินช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และขัดขวางกลไกที่เซลล์มะเร็งใช้ในการขยายตัว

   - กระตุ้นการตายของเซลล์มะเร็ง: ช่วยทำให้เซลล์มะเร็งเกิดกระบวนการ "อะพอพโทซีส" (Apoptosis) หรือการที่เซลล์ทำลายตัวเองตามธรรมชาติ

   - ลดการอักเสบ: การอักเสบเรื้อรังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่รุนแรง จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงหรือลดการลุกลามของโรคได้

   - ตัดวงจรสารอาหาร: มีส่วนช่วยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่ (Angiogenesis) รอบเนื้องอก ทำให้มะเร็งขาดสารอาหารและออกซิเจนในการเติบโต

   - เสริมประสิทธิภาพการรักษา: งานวิจัยบางส่วนระบุว่าขมิ้นอาจช่วยให้เซลล์มะเร็งตอบสนองต่อการทำเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัดได้ดีขึ้น 

4. วิตามินซี : เติมเกราะป้องกันให้ภูมิคุ้มกันไม่ตก ลดการอักเสบในร่างกาย

5. อาหารเสริมสกัดจากข้าว (เน้น Omega-3): ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย

6. อาหารเสริมโปรตีน สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง : ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลาย และสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ

หัวใจสำคัญ: การปะคองตัวระหว่างการรักษาด้วยการ "หยุดการอักเสบ"

หลักการที่สำคัญที่สุด คือ ต้องรักษาร่างกายให้อยู่ในสภาวะอักเสบน้อยที่สุด เพราะความอักเสบเปรียบเสมือนเชื้อไฟที่ช่วยให้มะเร็งเติบโตได้ดี โดยผมมใช้ "6 ตัวช่วย" ที่ทำงานประสานกันอย่างลงตัวเพื่อลดการอักเสบในระดับเซลล์ โดยเฉพาะ ข้อ 1 และข้อ 2 ถือเป็นกลไกที่ทรงพลังที่สุดในการหยุดการอักเสบและคืนความสมดุลให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นครับ

หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลส่วนตัวของผมเท่านั้น หากทุกท่านเห็นว่าเรื่องใดน่าจะเหมาะกับการรักษาของตัวเอง แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนทุกครั้งที่จะดำเนินการใดๆ เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีปัจจัยทางสุขภาพที่แตกต่างกัน

ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้: ร่างกายที่แข็งแรง จนไม่มีใครเชื่อว่าผมป่วย

"ผมใช้ตัวช่วยเหล่านี้ควบคู่ไปกับแผนการรักษาของหมอ ผลที่ได้คือทุกครั้งที่ตรวจเลือด ค่าเลือดของผมออกมาดีเยี่ยมจนสามารถรับการรักษาได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด

สภาพร่างกายของผมสมบูรณ์มากจนคนรอบข้างมองไม่ออกเลยว่าป่วยครับ มีครั้งหนึ่งคุณแม่ของเพื่อนลูกมาที่บ้าน ท่านทราบข่าวว่าผมเป็นมะเร็ง แต่พอมาเจอตัวจริง (หลังจากที่ผมจบคอร์สฉายรังสีและเคมีบำบัดแล้ว) ท่านถึงกับออกปากว่าไม่เชื่อ! เพราะดูเป็นคนสุขภาพดีปกติมากๆ นี่แหละครับคือผลตอบแทนของการเตรียม 'กองเสบียงหนุน' ให้ร่างกายอย่างถูกต้อง"

จากทางโลกสู่ทางธรรม... เมื่อ "ใจ" คือกุญแจสำคัญ 60% ของการรักษา

"แม้กองเสบียงทางโลกอย่าง 'วิธีแพทย์' จะช่วยประคองร่างกายให้แข็งแรงตลอดการรักษา แต่สำหรับผมแล้ว 'วิถีพุทธ' หรือการจัดการสภาวะจิตใจ คือปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่า หากต้องแบ่งสัดส่วนความสำเร็จ ผมยกให้วิธีทางแพทย์ 40% และวิถีพุทธสูงถึง 60% เลยครับ เพราะเป็นเรื่องของสภาวะจิตใจซึ่งสำคัญมากๆสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ใน EP.3 ผมจะมาลงลึกถึงวิธีการปฏิบัติโดยละเอียด และเปิดเผยสิ่งที่ผมได้พบเจอ... สิ่งอัศจรรย์ที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ยังหาเหตุผลมาอธิบาย หรือสร้างเครื่องมือมาวัดผลให้เห็นเป็นประจักษ์ไม่ได้ ห้ามพลาดนะครับ!"
----------------------
ใครมีคำถามอยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสบการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ก็คอมเมนท์มาถามกันได้เลยนะครับ  หรืออยากได้คำแนะนำส่วนตัวก็หลังไมค์มาได้ที่ tgpinvestorclub@gmail.com  

ขอบุญรักษา เทวดาคุ้มครอง ทุกๆคน

คลิก >>> ย้อนอ่าน EP.1

คลิก >>> อ่านต่อ EP.3
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่