5 ปีที่แล้ว กับเงินตั้งต้น 23,000 บาท ในเมืองกรุง

ตอนนี้ถามตัวเองว่า "เฮ้ย ผ่านมาได้ยังไง?"
.
จูนชอบเล่าเรื่องนี้ และจะเล่าทุกปลายปี เพื่อเตือนใจตัวเอง
เชื่อไหม? 5 ปีที่แล้ว จูนมาเริ่มต้นชีวิตที่กรุงเทพฯ ด้วยเงินต้นทุนทั้งเนื้อทั้งตัว 23,000 บาท มันคือเงินที่หามาเองด้วยน้ำพักน้ำแรงและความสามารถ ซึ่งเหลือจากเรียนจบที่ไต้หวันและมาเลเซีย และทริปอาสาสมัครที่เวียดนามกับเชียงรายกว่า 4.5 ปี (เริ่มหาเงินตั้งแต่ม.ต้น แต่ยังขอเงินพ่อแม่ พออายุ 19 ไปเรียนต่อไต้หวันเลิกขอเงินพ่อแม่)
.
นับจากจุดนั้น มันพลิกให้จูนเริ่มบริหารการเงินจริงจัง เพื่อความอยู่รอด...
.
เพราะ 23,000 บาท ต้องใช้เป็นค่ากินค่าอยู่เองทั้งหมด
.
จำความรู้สึกตอนนั้นได้ เด็กสาวเพิ่งเรียนจบ ไร้เดียงสาและอ่อนต่อโลก ไม่ค่อยอยากมาอยู่กรุงเทพฯ สักเท่าไหร่ แต่ต้องมาผจญภัยในเมืองกรุงตัวคนเดียว ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวว่าเงินจะพอใช้หรือเปล่า?
.
จุดพีคสุดๆ คือตอนที่ออกจากงานเพื่อมาทำธุรกิจตัวเอง ช่วงเดียวกันก็ถูกคนรู้จักชักชวนไปทำขายตรง เลยเลิกธุรกิจตัวเองไปทำขายตรง สูญเงินไปหลายหมื่น มาจนจุดที่ว่า ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือเงินอยู่ประมาณ 1,000 บาท!!!... ก็เก็บเป็นความลับไม่กล้าบอกที่บ้าน เพราะอาย กลัวถูกตำหนิ เก็บไว้คนเดียว!!! จำสภาพตอนนั้นได้ว่า การนอนซมเหมือนตายซากเป็นยังไง!!
.
มันเป็นช่วงที่ชีวิตตกต่ำที่สุด ตอนนั้นบอกตัวเองเลยว่า "ธุรกิจที่บ้านล้มมาก็เป็นแผลลึกในใจพอละ ต้องมาอยู่จุดนี้อีก มันรู้สึกแย่บัดซบได้ขนาดนี้เลยหรอ? พอแล้ว จากนี้ไปเราต้องไปอยู่ในจุดที่ดีกว่า"
.
จูนไม่เคยหยุดถาม อ่าน พูดคุย อ่าน สัมมนา ทดลอง ค้นคว้า คิด ดูคนอื่น ลองผิดลองถูก แก้ไข วิเคราะห์ ปรับใหม่ ตกผลึก
.
อะไรที่เกี่ยวกับเงิน สมองส่วนเหตุผล เป็นส่วนหลักในการประมวลผลถึง 95% ถึงส่วนตัวจะเป็นคนที่รสนิยมสูง มองอะไรก็มักจะมองเจอแต่ของแพง แต่จูนเป็นคนที่ห้ามใจตัวเองอยู่ และมีกฎให้ตัวเองค่อนข้างเข้มงวดต่อสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น บนตัวจูนแทบไม่มีของแบรนด์เนมราคาแพง เสื้อผ้าของใช้ใช้มากกว่า 5 ปี กินอาหารข้างถนนหรือฟู้ดคอร์ดได้ปกติ จูนไม่ซื้อรถเพราะว่ามันไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้จูน ณ ชีวิตตอนนี้ ทำไมจูนต้องเสียเงินซื้อ?
.
นับจากวันนั้นมา ก็เริ่มต้นใหม่ มันอาจปลูกฝังให้จูนเป็นคนที่ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่ และกล้าเสี่ยงเข้าไปคว้ามาซึ่งสิ่งที่ใจจูนต้องการในทุกพื้นที่ของชีวิต
.
ความท้าทายในชีวิตก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น มันก็จะมีนั่นนี่เข้ามา เคยทำธุรกิจส่งออกแล้วถูกชิปปิ้งไม่รับผิดชอบความเสียหาย จนเข็ดแล้วเลิกทำไปเลย ทำงานฟรีแลนซ์ก็ยังเคยถูกเบี้ยวไม่จ่ายเงิน เสียค่าครูไปเป็นแสนๆ
.
แต่ทุกอุปสรรคที่ผ่านมามันทำให้จูนเรียนรู้มากขึ้นว่า โลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่สวนดอกไม้ในฝันแบบที่จูนเคยคิด จูนเรียนรู้และโตขึ้นแบบก้าวกระโดด มันมีอะไรมากกว่าที่เราเห็นด้วยตาเปล่า
.
นี่แหละโรงเรียนชีวิตจริง!!!
.
ด้วยการเริ่มต้นที่ทุลักทุเล งงๆ และต้องสู้ชีวิตด้วยตัวเอง ตั้งแต่สมัยก่อนไปเรียนที่ไต้หวัน ทำให้สไตล์การใช้ชีวิต ความคิด นิสัยของจูนส่วนหนึ่งจะคล้ายคนยุค Baby Bloomers วิธีคิดในการใช้ชีวิตจะไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านทั่วไป ส่วนมากมักจะถูกมองว่าแปลก
.
จริงๆ ถ้าได้ใช้ชีวิตแบบเจ้าหญิงสบายๆ ไม่มีแรงกดดันก็ดีเลิศไม่ใช่น้อย ติดชีวิตเจ้าหญิงแบบลูกคุณหนูสมัยเด็กๆ ฮ่าๆๆ
.
ถ้าในอนาคตบังเอิญมีลูก จูนจะให้การศึกษาที่ดีกับลูก แต่จูนจะไม่ให้เงินหรือสิทธิพิเศษอะไรกับลูก จูนจะให้ลูกรู้จักการเริ่มตั้งต้นชีวิตของตัวเองด้วยตัวเองเร็วที่สุด เพราะสุดท้าย เค้าต้องใช้ชีวิตด้วยตัวเอง
.
ช่วงนี้กำลังเริ่มโปรเจคใหม่ เป็นชีวิตที่ขยายใหญ่ขึ้น ถามกว่ากลัวไหม? กลัวนะ แต่ก็ทำไป ไม่หวังอะไรที่หวือหวาแบบตอนยังวัยรุ่นใจร้อน ทำตามความเป็นจริงไปนั่นแหละ
.
ฝากวิธีการจัดการเงินที่ได้ผล "6 Jars" เป็นสุดยอดแห่งการจัดการการเงินส่วนบุคคลให้กับทุกท่านที่ติดตามอ่าน จูนใช้มานานแล้ว มันเวิร์คจริงๆ
.
ตอนนี้มองตูชีวิตตัวเองมีความพัฒนาเพิ่มขึ้น ช้าๆ แต่โตเรื่อยๆ เหมือนพอร์ตหุ้นแบบ VI
.
สุดท้ายคือ
ภูมิใจที่ เฮ้ย ผ่านจุดที่เหลือเงิน 1,000 บาทมาได้ยังไงอ่ะ? (ขำมาก)
ภูมิใจที่เราใช้สมองและความสามารถในการแลกมาซึ่งค่าตอบแทน
ภูมิใจที่เรามีสติปัญญาขึ้นทุกวินาที
ภูมิใจที่เราไม่ยอมแพ้ชีวิตง่ายๆ

ขอให้ทุกท่านมั่งคั่งร่ำรวย รายล้อมไปด้วยกัลยาณมิตร มีสุขภาพกายและใจที่ดี และพบกับความสงบสุขในชีวิต

09122018
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่