บทที่ 3
ความปลอดภัย กับเสียงดนตรีจากนรก
“คุณมีท่าทางแปลก ๆ นะโจว์ …โอเคหรือเปล่าคะ”
เจนนี่ทำหน้าลังเลที่จะถาม แต่เมื่อเห็นมีอาการแปลก ๆ มากขึ้น เธอจึงตัดสินใจถาม แต่ดูเหมือนว่าโจว์ก็ยังมีอาการกระสับกระส่าย และไม่สนใจผู้หญิงตรงหน้าอยู่เช่นเดิม
“กลับบ้านมั้ยคะ”
โจว์อยากให้ ไอ้เจ้าหัวล้านออกไปก่อนมากกว่า ความหวาดระแวงเริ่มมีอิทธิพลรุนแรง มันหวาดจนเขาจินตนาการไปไกลว่า ถ้าเขาออกไปก่อน ไอ้เจ้าหัวล้าน คงต้องสะกดรอยตามเขาไปแน่ ๆ บางสิ่งที่กวนใจ บอกเขาให้ปักใจว่าชายคนนั้น
ชั่วขณะเขาส่ายหัว นึกขำในใจ ถ้าเจ้าหัวล้านหมอนั่นเป็นมือปืนจริง ใครกันนะที่อุตริจ้างมือปืนลักษณะแบบนี้มา โจว์นึกถึงในหนัง นักฆ่าไม่ควรมีลักษณะอย่างนั้นเลย
แต่นั่นแหละ ถ้าความรู้สึกหวาดกลัวที่ถูกจับตามองเกิดขึ้นจากผู้คนในห้องนี้ ก็ไม่มีใครอีกแล้ว นอกจากหมอนั่นที่น่าสงสัยอยู่เพียงคนเดียว…
หรือไม่ใช่…เขาประสาทเสียหวาดระแวงไปเอง แต่ก็เพื่อความปลอดภัย ความมั่นใจ…
โจว์ยังคงคุยเรื่องสัพเพเหระกับเจนนี่ ซึ่งไปในเชิงไร้สาระเสียมากกว่า เพื่อฆ่าเวลาให้เจ้าหัวล้านออกไป
เจนนี่เริ่มแสดงอาการเบื่อ เธอยกมือขึ้นดูเวลาบ่อย ๆ ...
จนในที่สุด อีกครู่ใหญ่ ๆ ชายหัวล้านจึงออกจากร้านไป โจว์ยิ้มอย่างพึงพอใจ ในขณะที่เด็กสาวดวงหน้าอ่อนเยาว์นั้นขมวดคิ้ว เธอคงสงสัยในท่าทีที่เขามีต่อชายหัวล้านอย่างแน่นอน แต่แล้วเธอก็ยักไหล่ ก้มลงดูหนังสือต่ออย่างไม่สนใจ
ชายหนุ่มทิ้งเวลาให้ห่างชั่วขณะ ก่อนจะเรียกบริกรมาเพื่อจ่ายค่าอาหาร
ท้องฟ้าโปร่งโล่งสำหรับคืนนี้ แม้ความมืดโรยตัวไปทั่ว แต่ถนนด้านนอกคึกคักด้วยผู้คนมากกว่ากลางวัน ด้านร้านค้าที่เป็นผับมีแสงไฟสว่างไสว โจว์ยังคงมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดระแวงตลอดเวลา จนเจนนี่ต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าอยู่บ่อยครั้ง
“ผมจะไปเอารถ คืนนี้อยู่กับผมนะที่รัก” โจว์ก้มลงจูบเธอเบา ๆ ที่ติ่งหู ก่อนเดินแยกไปเอารถที่มุมตึก
เขาเริ่มรับกับตัวเองว่ารู้สึกเครียด มันทำให้รู้สึกประสาทผวา และระแวงอยู่ตลอดเวลา มือของเขาซุกอยู่ในกระเป๋า เดินไหล่ห่อ ส่วนประสาทเกร็งแน่น คืนนี้คงดีถ้าได้ใช้เวลากับเจนนี่ ผู้หญิงที่เร่าร้อนรัญจวนด้วยเพลิงเสน่หาเช่นเธอ
ทันทีที่โจว์มานั่งหน้าพวงมาลัย ความรู้สึกหวาดจู่โจมอีกครั้ง กว่าจะเคลื่อนรถมารับเจนนี่ได้ มันเหมือนความยากเย็นเมื่อแรกเรียนขับรถ เขาเริ่มอยากกลับให้ถึงบ้านไว ๆ หาเครื่องดื่มแรง ๆ มาดับความหวาดให้หมดไป
กับสถานที่ที่ปลอดภัย และคนที่ปลอดภัย….
“หน้าคุณซีดยังกะไม่สบายจริง ๆ ฉันอาจอยู่ได้ไม่นานนัก…มีอีกหลายเรื่องที่ฉันต้องเตรียม ก่อนบินวันพรุ่งนี้ แต่ฉันก็อยากใช้เวลากับคุณให้เต็มที่นะคะ โจว์…”
เจนนี่จูบเขาอย่างดูดดื่ม มันร้อนเร่าจนเขาแทบไม่อยากผละออกเลย
เส้นทางกลับอพาร์ตเมนต์ของโจว์ไม่ห่างจากร้านเท่าไร และเมื่อพ้นออกจากถนนสาย 8 ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งผิดปกติ รถคันหลังเหมือนกำลังพยายามไล่จี้ตามมาตลอด เปิดไฟหน้าสูง จนรู้สึกแสบตา และต้องสบถออกมาอย่างรุนแรง โจว์ชะลอรถให้ช้าลง เพื่อปล่อยให้แซงขึ้นไป แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิด…
รถพอร์ชสีดำสนิทยังไล่จี้เขาถี่มากกว่าเดิม ไฟที่ส่องมาทำให้โจว์แทบมองทางข้างหน้าไม่เห็น
“นี่มันบ้าอะไรกัน” เจนนี่เริ่มโวยเสียงดัง
อีกชั่วอึดใจรถคันหลังก็แซงขึ้นประกบ และเบียดกระแทกเข้าด้านข้างอย่างเร็วและแรง ก่อนพุ่งทะยานตีจากไป
โจว์พยายามบังคับพวงมาลัยอย่างเต็มกำลัง มันทำเอารถญี่ปุ่นคันเล็ก ๆ ของเขาหมุนคว้าง เจนนี่ร้องเสียงหลงกลัวมันจะคว่ำ เพราะถนนลื่น หรือพุ่งเข้าหาเสาไฟฟ้า หรือร้านค้าข้างทาง รถแท็กซี่คันหลังเบรคตามเสียงดัง
“ไอ้พวกบ้า นี่มันเห็นหรือเปล่า ว่าแค่รถญี่ปุ่น” เจนนี่ยังบ่นต่ออีกหลายคำ
เธอคงเข้าใจว่าเป็นพวกรถซิ่งที่นึกอุตริขึ้นมาแกล้งคน ส่วนโจว์ เขาพยายามตั้งสติใหม่อีกครั้ง กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ความกลัวไล่ขึ้นมาฉีกปอดของเขาเป็นริ้ว ๆ มันจงใจแกล้งเขาอีกแล้ว
…กระสุนปืนในสวนสาธารณะ…
ใครกันที่อยู่ในรถสีดำคันนั้น
ไอ้เจ้าหัวล้านนั่นรึ มันจะเป็นใครก็ตาม เขารู้สึกไม่มีวันปลอดภัยอีกแล้ว…
มันไม่ใช่เหตุบังเอิญอีกแน่ ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร เพื่ออะไร ….
คำถามใหม่ที่ไม่ต่างจากคำถามเดิมผุดขึ้นมาว่า
ทำไมถึงไม่ฆ่าเขาไปเลยตั้งแต่วินาทีแรก
ทำไมต้องรั้งรอ หลอกล่อ ข่มขู่ให้เขาประสาทเสียอยู่เช่นนี้
“รีบขับต่อเถอะค่ะ กลับบ้านหาอะไรแรง ๆ ใส่ท้องดีกว่า”
เสียงกริ่งโทรศัพท์ทำให้โจว์ต้องผวาหลุดออกมาจากความฝัน เขาเอื้อมมือไปรับ แต่สายก็หลุดไปเสียก่อน เขาคืนหูโทรศัพท์เข้าที่ ร่างของเจนนี่ข้าง ๆ ขยับตัวเล็กน้อย
นี่เขาเผลอหลับไปนานแค่ไหน… โจว์ลูบหน้า รู้สึกเหมือนความปวดเต้นริ้ว ๆ อยู่ในสมอง ความฝันเมื่อครู่ มันสยดสยอง จนเขารู้สึกดีใจที่มันสิ้นสุดลงได้ ในความฝัน เขาถูกเงาดำ ๆ ไล่กวดตามไปทุกที มันไล่ล่าเขาอย่างบ้าคลั่ง เขาวิ่งจนมายืนอยู่กลางทะเลทราย แสงแดดเผาแทบจะมอดไหม้ พื้นทะเลทรายร้อนจนควันกรุ่นไปทั่ว ร่างของเขากำลังจะหลอมละลาย…
แล้วความความรู้สึกเย็น ๆ ก็เข้ามาปกคลุม เงาดำกำลังค่อย ๆ กลืนกินเข้า โจว์รู้สึกอึดอัด เหมือนถูกกักขังอยู่ในจักรวาล ในหลุมดำอันมืดมิด…ก่อนที่ความรู้สึกจะค่อย ๆ ถูกกลืนกินไปทีละส่วน จนเหลือเพียงความว่างเปล่า เวิ้งว้างสีดำ…
แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นกระชากสติเขาให้กลับมาอีกครั้ง โจว์สะบัดหน้าให้หายมึนงง เขารับสาย
เสียงทางโน้นมีแต่ความเงียบเหมือนอยู่คนละมิติ ชายหนุ่มกรอกเสียงทักทายลงไปหลายครั้ง แต่ปลายสายก็ยังเงียบอยู่เหมือนเดิม ก่อนจะมีเสียงคลิกวางสายไป
ชั่วไม่ถึงอึดใจ เครื่องโทรศัพท์ก็แผดเสียงดังขึ้นอีกครั้ง จนร่างข้าง ๆ เริ่มขยับตัวอีก โจว์ยกหูขึ้นรับ แต่ทุกอย่างก็เหมือนเช่นเดิม ชายหนุ่มสบถลั่น ก่อนกระแทกหูโทรศัพท์ลงไป เขาเริ่มรู้สึกโมโห และหงุดหงิดมากขึ้น
โจว์เปิดไฟข้างเตียง เหลือบมองดูนาฬิกา เวลา 02: 15
นี่ใครกำลังเล่นตลกกับเขา หรือว่าทั้งหมดแค่ปั่นประสาทของเขาให้เป็นบ้าใครที่ต้องการเช่นนั้น
คำถามอีกมากมายนับล้านผุดขึ้นในสมอง…
“ใครคะ ต่อผิดเหรอคะ หรือว่าโทรศัพท์มีปัญหา ” เสียงเรียบ ๆ ของเจนนี่ ทำให้โจว์ปั้นหน้ายาก
“ไม่รู้…ไม่มีคนพูด...” โจว์ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดหัวเสียเพิ่มมากขึ้น ดวงตาสีน้ำตาจ้องมองเขาไม่วางตา เธอเอื้อมมือมาแตะตัวเขา ด้วยสัมผัสอันอ่อนโยน ชายหนุ่มก้มลงจูบเธออีกครั้ง….
แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขัดขึ้นอีก เขาตัดสินใจปล่อยให้มันดังต่อไป สักครู่เสียงโทรศัพท์หยุดพักหายใจ
ราวกับรับรู้ว่าโจว์ไม่ได้ใส่ใจกับมันอีก สัมผัสอันเร่าร้อน ความเสน่หาเข้ามาแทนที่ความหวาด ความกลัว อีกครั้ง…
ก่อนที่อารมณ์พิศวาสจะไหลแทรกซอนไปทุกอณูของร่างกาย โทรศัพท์ก็แผดเสียงร้องขึ้นอีกครั้ง เหมือนเด็กเจ้าอารมณ์ เจนนี่ถอนริมฝีปาก พร้อมกับถอนใจ
โจว์หันไปยกหูขึ้นด้วยความหงุดหงิด แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจ มีเสียงแปลกใหม่เข้ามา เหมือนเสียงลมหายใจเป็นระยะ เสียงราวกับมาจากขุมนรก เขาเงี่ยหูฟัง แต่ก็มีเพียงเท่านั้น…
“แกมันคนหรือปีศาจกันแน่!!… ต้องการอะไรก็บอกมา” โจว์ตะคอกเสียงลงไปในกระบอกโทรศัพท์ ราวบ้าคลั่ง...
“ใครคะ”
ชายหนุ่มสะบัดหน้า อย่างอารมณ์เสีย เจนนี่เลื่อนตัวเองขึ้นนั่งก่อนเอ่ยปากอีกครั้ง
“ฉันไม่ชอบให้ใครรบกวน” เธอขยับตัว ก่อนเอื้อมมือไปดึงปลั๊กโทรศัพท์ข้างเตียงออก แล้วหันกลับมาดึง โทรศัพท์จากมือของโจว์กลับคืนไปยังที่เดิม
“เอาล่ะ บอกฉันสิ ว่านี่มันเรื่องอะไร มันเกิดอะไรขึ้นกับคุณ”
เส้นประสาทในสมองเขาเริ่มจะดีดดังออกมาจากหัวกระโหลก สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันกำลังจะฆ่าเขาทางอ้อม คราวนี้เขาเริ่มรู้สึกมั่นใจว่ามีคนกำลังเล่นสงครามประสาทกับเขา มากกว่าต้องการให้เขาตาย..
แม้แต่ในบ้าน เขากำลังถูกคุกคามอย่างแน่นอน ความปลอดภัยเหมือนไม่มีอีกต่อไป!!
เจนนี่ลูบไล้สัมผัสหน้าที่พราวไปด้วยเม็ดเหงื่อ พยายามปลอบโยน เมื่อเห็นแววตาของโจว์หวาดเต็มที่
“มันไม่ปกติแน่ เมื่อหัวค่ำมีรถเบียดคุณแทบตกถนน ตกดึกก็มีโทรศัพท์บ้า ๆ ดังอยู่อย่างนี้”
เสียงโทรศัพท์ด้านนอกยังคงหยอกล้อ ดังขึ้นใหม่อีกครั้ง ราวกับเสียงดนตรีจากนรก…
“มันน่าจะมากกว่านั้น…” โจว์ครางเสียงแผ่ว เจนนี่กลอกตาอย่างประหลาดใจ
“ตอนสายวันนี้ ที่สวนสาธารณะ มีคนพยายามยิงขู่ผมมั้ง ในภัตตาคารก็เหมือนมีคนจับตาผมอยู่ตลอดเวลา บางทีผมคงถูกสะกดรอยตาม…แล้วก็ไอ้พอร์ชบ้าคันนั้น ผมไม่รู้…โทรศัพท์นี่ด้วย ไม่มีเสียงคนพูด ผมไม่เข้าใจ…มันคงอยากให้สมองผมแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ ”
เป็นครั้งแรกที่เสียงโทรศัพท์จากด้านนอกดังครบ 8 ครั้ง โดยที่ไม่มีใครแตะต้องมัน
“ผมคิดว่ามีคนกำลังปั่นหัวให้ผมบ้า”
เจนนี่เลื่อนตัวลงจากตัวเขา หันไปคว้าบุหรี่ข้างเตียงขึ้นมาสูบ สมองครุ่นคิดตาม
“คุณไปพัวพันกับใครหรือเปล่า ดูมันจงใจมากกว่าอุบัติเหตุ”
“ผมนี่ละนะ?!!?…ผมไม่ใช่คนชอบหาเรื่อง คุณก็รู้ดี”
“เรื่องงาน? คนในบริษัท? ญาติ? ทรัพย์สมบัติ?”หญิงสาวตั้งสมมุติฐานไปเรื่อยเปื่อย
โจว์ส่ายหน้า หัวเราะเสียงลั่นราวกับคนบ้า
“บริษัทโฆษณาเล็ก ๆ ของผม ไม่มีใครอยากถีบผมออกจากตำแหน่งหรอก อีกทั้งคนที่อยู่ก็เป็นคนเก่ารุ่นพ่อทั้งนั้น ตัวผมคุณก็รู้ดีว่าไม่ใช่มหาเศรษฐีมีเงินมหาศาลเสียที่ไหน”
“ถ้าคุณแน่ใจอย่างนั้น บางทีมันอาจเป็นแค่ความบังเอิญ” เจนนี่เบ้หน้า ลุกจากเตียง พร้อมกับหยิบเสื้อผ้าบนพื้นขึ้นมาสวม ก่อนเดินออกจากห้องนอน
“พรุ่งนี้เช้าถ้ามีอะไรอีก คุณควรเรียกคริสโตเฟอร์ แล้วแจ้งความ รึไม่ก็หานักสืบนะคะ”
“ผมจะลองดู” โจว์คว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวมอย่างลวก ๆ เดินตามเธอออกมานอกห้องด้วยความอ่อนล้า
“ฉันต้องไปแล้ว อย่าว่าใจร้ายเลยนะคะ ที่ทิ้งคุณไว้คนเดียวในสถานการณ์แบบนี้...แต่เวลาไม่มีจริง ๆ แล้วฉันจะโทรมาหาเมื่อถึงที่โน้นแล้ว” เจนนี่เดินออกจากห้องนอน เสียงโทรศัพท์ยังดังหลอกหลอนอยู่
เจนนี่ตัดสินใจเดินไปดึงปลั๊กโทรศัพท์ทุกเครื่องออกอย่างคล่องแคล่ว รอยยิ้มของเธอ พร้อมทำให้เขาละลายได้อยู่ตลอดเวลา
“ระวังตัวด้วยนะคะ…ดูแลตัวเองดี ๆ”
“ผมจะขับรถไปส่ง”
“พักเถอะ ฉันจะให้ข้างล่างเรียกรถให้…คิดถึงฉันนะคะ โจว์”
ที่หน้าประตูโจว์ยังอ้อยอิ่งกับริมฝีปากคู่สวยอย่างเนิ่นนาน เจนนี่เกือบเผลอไผลตามใจเขา กว่าที่เธอจะถอนริมฝีปากออกใช้เรียวนิ้วแตะเบา ๆ แทน
เจ้าของบริษัทโฆษณาหนุ่มมองร่างเพรียว ๆ ที่หันมาโบกมือและส่งยิ้ม ก่อนลับตาไปจากมุมทางเดิน บางความรู้สึกเหมือนปลิดปลิวจากไป
ความหวาดระแวงกลับคืนมาจับเส้นประสาท แต่เหมือนว่าความปวดที่เหมือนค้อนร้อยอันกำลังระดมกระหน่ำทุบอยู่ในหัวนั้นเอาชนะความหวาดไปได้
โจว์เดินเลยไปเข้าห้องน้ำ หยิบยาแก้ปวดออกจากตู้ยา มองสภาพตัวเองหน้ากระจก ถอนหายใจ ก่อนเปิดน้ำกินยาทั้ง 2 เม็ด แล้วจึงพาตัวเองกลับขึ้นไปที่เตียง โดยหวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันจะสลายไปกับนิทรา...
******************************
โปรดติดตามอ่านบทต่อไป
เงาเพลิง โดย พรายทราย บทที่ 3 ความปลอดภัย กับเสียงดนตรีจากนรก
ความปลอดภัย กับเสียงดนตรีจากนรก
“คุณมีท่าทางแปลก ๆ นะโจว์ …โอเคหรือเปล่าคะ”
เจนนี่ทำหน้าลังเลที่จะถาม แต่เมื่อเห็นมีอาการแปลก ๆ มากขึ้น เธอจึงตัดสินใจถาม แต่ดูเหมือนว่าโจว์ก็ยังมีอาการกระสับกระส่าย และไม่สนใจผู้หญิงตรงหน้าอยู่เช่นเดิม
“กลับบ้านมั้ยคะ”
โจว์อยากให้ ไอ้เจ้าหัวล้านออกไปก่อนมากกว่า ความหวาดระแวงเริ่มมีอิทธิพลรุนแรง มันหวาดจนเขาจินตนาการไปไกลว่า ถ้าเขาออกไปก่อน ไอ้เจ้าหัวล้าน คงต้องสะกดรอยตามเขาไปแน่ ๆ บางสิ่งที่กวนใจ บอกเขาให้ปักใจว่าชายคนนั้น
ชั่วขณะเขาส่ายหัว นึกขำในใจ ถ้าเจ้าหัวล้านหมอนั่นเป็นมือปืนจริง ใครกันนะที่อุตริจ้างมือปืนลักษณะแบบนี้มา โจว์นึกถึงในหนัง นักฆ่าไม่ควรมีลักษณะอย่างนั้นเลย
แต่นั่นแหละ ถ้าความรู้สึกหวาดกลัวที่ถูกจับตามองเกิดขึ้นจากผู้คนในห้องนี้ ก็ไม่มีใครอีกแล้ว นอกจากหมอนั่นที่น่าสงสัยอยู่เพียงคนเดียว…
หรือไม่ใช่…เขาประสาทเสียหวาดระแวงไปเอง แต่ก็เพื่อความปลอดภัย ความมั่นใจ…
โจว์ยังคงคุยเรื่องสัพเพเหระกับเจนนี่ ซึ่งไปในเชิงไร้สาระเสียมากกว่า เพื่อฆ่าเวลาให้เจ้าหัวล้านออกไป
เจนนี่เริ่มแสดงอาการเบื่อ เธอยกมือขึ้นดูเวลาบ่อย ๆ ...
จนในที่สุด อีกครู่ใหญ่ ๆ ชายหัวล้านจึงออกจากร้านไป โจว์ยิ้มอย่างพึงพอใจ ในขณะที่เด็กสาวดวงหน้าอ่อนเยาว์นั้นขมวดคิ้ว เธอคงสงสัยในท่าทีที่เขามีต่อชายหัวล้านอย่างแน่นอน แต่แล้วเธอก็ยักไหล่ ก้มลงดูหนังสือต่ออย่างไม่สนใจ
ชายหนุ่มทิ้งเวลาให้ห่างชั่วขณะ ก่อนจะเรียกบริกรมาเพื่อจ่ายค่าอาหาร
ท้องฟ้าโปร่งโล่งสำหรับคืนนี้ แม้ความมืดโรยตัวไปทั่ว แต่ถนนด้านนอกคึกคักด้วยผู้คนมากกว่ากลางวัน ด้านร้านค้าที่เป็นผับมีแสงไฟสว่างไสว โจว์ยังคงมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดระแวงตลอดเวลา จนเจนนี่ต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าอยู่บ่อยครั้ง
“ผมจะไปเอารถ คืนนี้อยู่กับผมนะที่รัก” โจว์ก้มลงจูบเธอเบา ๆ ที่ติ่งหู ก่อนเดินแยกไปเอารถที่มุมตึก
เขาเริ่มรับกับตัวเองว่ารู้สึกเครียด มันทำให้รู้สึกประสาทผวา และระแวงอยู่ตลอดเวลา มือของเขาซุกอยู่ในกระเป๋า เดินไหล่ห่อ ส่วนประสาทเกร็งแน่น คืนนี้คงดีถ้าได้ใช้เวลากับเจนนี่ ผู้หญิงที่เร่าร้อนรัญจวนด้วยเพลิงเสน่หาเช่นเธอ
ทันทีที่โจว์มานั่งหน้าพวงมาลัย ความรู้สึกหวาดจู่โจมอีกครั้ง กว่าจะเคลื่อนรถมารับเจนนี่ได้ มันเหมือนความยากเย็นเมื่อแรกเรียนขับรถ เขาเริ่มอยากกลับให้ถึงบ้านไว ๆ หาเครื่องดื่มแรง ๆ มาดับความหวาดให้หมดไป
กับสถานที่ที่ปลอดภัย และคนที่ปลอดภัย….
“หน้าคุณซีดยังกะไม่สบายจริง ๆ ฉันอาจอยู่ได้ไม่นานนัก…มีอีกหลายเรื่องที่ฉันต้องเตรียม ก่อนบินวันพรุ่งนี้ แต่ฉันก็อยากใช้เวลากับคุณให้เต็มที่นะคะ โจว์…”
เจนนี่จูบเขาอย่างดูดดื่ม มันร้อนเร่าจนเขาแทบไม่อยากผละออกเลย
เส้นทางกลับอพาร์ตเมนต์ของโจว์ไม่ห่างจากร้านเท่าไร และเมื่อพ้นออกจากถนนสาย 8 ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งผิดปกติ รถคันหลังเหมือนกำลังพยายามไล่จี้ตามมาตลอด เปิดไฟหน้าสูง จนรู้สึกแสบตา และต้องสบถออกมาอย่างรุนแรง โจว์ชะลอรถให้ช้าลง เพื่อปล่อยให้แซงขึ้นไป แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิด…
รถพอร์ชสีดำสนิทยังไล่จี้เขาถี่มากกว่าเดิม ไฟที่ส่องมาทำให้โจว์แทบมองทางข้างหน้าไม่เห็น
“นี่มันบ้าอะไรกัน” เจนนี่เริ่มโวยเสียงดัง
อีกชั่วอึดใจรถคันหลังก็แซงขึ้นประกบ และเบียดกระแทกเข้าด้านข้างอย่างเร็วและแรง ก่อนพุ่งทะยานตีจากไป
โจว์พยายามบังคับพวงมาลัยอย่างเต็มกำลัง มันทำเอารถญี่ปุ่นคันเล็ก ๆ ของเขาหมุนคว้าง เจนนี่ร้องเสียงหลงกลัวมันจะคว่ำ เพราะถนนลื่น หรือพุ่งเข้าหาเสาไฟฟ้า หรือร้านค้าข้างทาง รถแท็กซี่คันหลังเบรคตามเสียงดัง
“ไอ้พวกบ้า นี่มันเห็นหรือเปล่า ว่าแค่รถญี่ปุ่น” เจนนี่ยังบ่นต่ออีกหลายคำ
เธอคงเข้าใจว่าเป็นพวกรถซิ่งที่นึกอุตริขึ้นมาแกล้งคน ส่วนโจว์ เขาพยายามตั้งสติใหม่อีกครั้ง กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ความกลัวไล่ขึ้นมาฉีกปอดของเขาเป็นริ้ว ๆ มันจงใจแกล้งเขาอีกแล้ว
…กระสุนปืนในสวนสาธารณะ…
ใครกันที่อยู่ในรถสีดำคันนั้น
ไอ้เจ้าหัวล้านนั่นรึ มันจะเป็นใครก็ตาม เขารู้สึกไม่มีวันปลอดภัยอีกแล้ว…
มันไม่ใช่เหตุบังเอิญอีกแน่ ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร เพื่ออะไร ….
คำถามใหม่ที่ไม่ต่างจากคำถามเดิมผุดขึ้นมาว่า
ทำไมถึงไม่ฆ่าเขาไปเลยตั้งแต่วินาทีแรก
ทำไมต้องรั้งรอ หลอกล่อ ข่มขู่ให้เขาประสาทเสียอยู่เช่นนี้
“รีบขับต่อเถอะค่ะ กลับบ้านหาอะไรแรง ๆ ใส่ท้องดีกว่า”
เสียงกริ่งโทรศัพท์ทำให้โจว์ต้องผวาหลุดออกมาจากความฝัน เขาเอื้อมมือไปรับ แต่สายก็หลุดไปเสียก่อน เขาคืนหูโทรศัพท์เข้าที่ ร่างของเจนนี่ข้าง ๆ ขยับตัวเล็กน้อย
นี่เขาเผลอหลับไปนานแค่ไหน… โจว์ลูบหน้า รู้สึกเหมือนความปวดเต้นริ้ว ๆ อยู่ในสมอง ความฝันเมื่อครู่ มันสยดสยอง จนเขารู้สึกดีใจที่มันสิ้นสุดลงได้ ในความฝัน เขาถูกเงาดำ ๆ ไล่กวดตามไปทุกที มันไล่ล่าเขาอย่างบ้าคลั่ง เขาวิ่งจนมายืนอยู่กลางทะเลทราย แสงแดดเผาแทบจะมอดไหม้ พื้นทะเลทรายร้อนจนควันกรุ่นไปทั่ว ร่างของเขากำลังจะหลอมละลาย…
แล้วความความรู้สึกเย็น ๆ ก็เข้ามาปกคลุม เงาดำกำลังค่อย ๆ กลืนกินเข้า โจว์รู้สึกอึดอัด เหมือนถูกกักขังอยู่ในจักรวาล ในหลุมดำอันมืดมิด…ก่อนที่ความรู้สึกจะค่อย ๆ ถูกกลืนกินไปทีละส่วน จนเหลือเพียงความว่างเปล่า เวิ้งว้างสีดำ…
แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นกระชากสติเขาให้กลับมาอีกครั้ง โจว์สะบัดหน้าให้หายมึนงง เขารับสาย
เสียงทางโน้นมีแต่ความเงียบเหมือนอยู่คนละมิติ ชายหนุ่มกรอกเสียงทักทายลงไปหลายครั้ง แต่ปลายสายก็ยังเงียบอยู่เหมือนเดิม ก่อนจะมีเสียงคลิกวางสายไป
ชั่วไม่ถึงอึดใจ เครื่องโทรศัพท์ก็แผดเสียงดังขึ้นอีกครั้ง จนร่างข้าง ๆ เริ่มขยับตัวอีก โจว์ยกหูขึ้นรับ แต่ทุกอย่างก็เหมือนเช่นเดิม ชายหนุ่มสบถลั่น ก่อนกระแทกหูโทรศัพท์ลงไป เขาเริ่มรู้สึกโมโห และหงุดหงิดมากขึ้น
โจว์เปิดไฟข้างเตียง เหลือบมองดูนาฬิกา เวลา 02: 15
นี่ใครกำลังเล่นตลกกับเขา หรือว่าทั้งหมดแค่ปั่นประสาทของเขาให้เป็นบ้าใครที่ต้องการเช่นนั้น
คำถามอีกมากมายนับล้านผุดขึ้นในสมอง…
“ใครคะ ต่อผิดเหรอคะ หรือว่าโทรศัพท์มีปัญหา ” เสียงเรียบ ๆ ของเจนนี่ ทำให้โจว์ปั้นหน้ายาก
“ไม่รู้…ไม่มีคนพูด...” โจว์ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดหัวเสียเพิ่มมากขึ้น ดวงตาสีน้ำตาจ้องมองเขาไม่วางตา เธอเอื้อมมือมาแตะตัวเขา ด้วยสัมผัสอันอ่อนโยน ชายหนุ่มก้มลงจูบเธออีกครั้ง….
แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขัดขึ้นอีก เขาตัดสินใจปล่อยให้มันดังต่อไป สักครู่เสียงโทรศัพท์หยุดพักหายใจ
ราวกับรับรู้ว่าโจว์ไม่ได้ใส่ใจกับมันอีก สัมผัสอันเร่าร้อน ความเสน่หาเข้ามาแทนที่ความหวาด ความกลัว อีกครั้ง…
ก่อนที่อารมณ์พิศวาสจะไหลแทรกซอนไปทุกอณูของร่างกาย โทรศัพท์ก็แผดเสียงร้องขึ้นอีกครั้ง เหมือนเด็กเจ้าอารมณ์ เจนนี่ถอนริมฝีปาก พร้อมกับถอนใจ
โจว์หันไปยกหูขึ้นด้วยความหงุดหงิด แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจ มีเสียงแปลกใหม่เข้ามา เหมือนเสียงลมหายใจเป็นระยะ เสียงราวกับมาจากขุมนรก เขาเงี่ยหูฟัง แต่ก็มีเพียงเท่านั้น…
“แกมันคนหรือปีศาจกันแน่!!… ต้องการอะไรก็บอกมา” โจว์ตะคอกเสียงลงไปในกระบอกโทรศัพท์ ราวบ้าคลั่ง...
“ใครคะ”
ชายหนุ่มสะบัดหน้า อย่างอารมณ์เสีย เจนนี่เลื่อนตัวเองขึ้นนั่งก่อนเอ่ยปากอีกครั้ง
“ฉันไม่ชอบให้ใครรบกวน” เธอขยับตัว ก่อนเอื้อมมือไปดึงปลั๊กโทรศัพท์ข้างเตียงออก แล้วหันกลับมาดึง โทรศัพท์จากมือของโจว์กลับคืนไปยังที่เดิม
“เอาล่ะ บอกฉันสิ ว่านี่มันเรื่องอะไร มันเกิดอะไรขึ้นกับคุณ”
เส้นประสาทในสมองเขาเริ่มจะดีดดังออกมาจากหัวกระโหลก สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันกำลังจะฆ่าเขาทางอ้อม คราวนี้เขาเริ่มรู้สึกมั่นใจว่ามีคนกำลังเล่นสงครามประสาทกับเขา มากกว่าต้องการให้เขาตาย..
แม้แต่ในบ้าน เขากำลังถูกคุกคามอย่างแน่นอน ความปลอดภัยเหมือนไม่มีอีกต่อไป!!
เจนนี่ลูบไล้สัมผัสหน้าที่พราวไปด้วยเม็ดเหงื่อ พยายามปลอบโยน เมื่อเห็นแววตาของโจว์หวาดเต็มที่
“มันไม่ปกติแน่ เมื่อหัวค่ำมีรถเบียดคุณแทบตกถนน ตกดึกก็มีโทรศัพท์บ้า ๆ ดังอยู่อย่างนี้”
เสียงโทรศัพท์ด้านนอกยังคงหยอกล้อ ดังขึ้นใหม่อีกครั้ง ราวกับเสียงดนตรีจากนรก…
“มันน่าจะมากกว่านั้น…” โจว์ครางเสียงแผ่ว เจนนี่กลอกตาอย่างประหลาดใจ
“ตอนสายวันนี้ ที่สวนสาธารณะ มีคนพยายามยิงขู่ผมมั้ง ในภัตตาคารก็เหมือนมีคนจับตาผมอยู่ตลอดเวลา บางทีผมคงถูกสะกดรอยตาม…แล้วก็ไอ้พอร์ชบ้าคันนั้น ผมไม่รู้…โทรศัพท์นี่ด้วย ไม่มีเสียงคนพูด ผมไม่เข้าใจ…มันคงอยากให้สมองผมแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ ”
เป็นครั้งแรกที่เสียงโทรศัพท์จากด้านนอกดังครบ 8 ครั้ง โดยที่ไม่มีใครแตะต้องมัน
“ผมคิดว่ามีคนกำลังปั่นหัวให้ผมบ้า”
เจนนี่เลื่อนตัวลงจากตัวเขา หันไปคว้าบุหรี่ข้างเตียงขึ้นมาสูบ สมองครุ่นคิดตาม
“คุณไปพัวพันกับใครหรือเปล่า ดูมันจงใจมากกว่าอุบัติเหตุ”
“ผมนี่ละนะ?!!?…ผมไม่ใช่คนชอบหาเรื่อง คุณก็รู้ดี”
“เรื่องงาน? คนในบริษัท? ญาติ? ทรัพย์สมบัติ?”หญิงสาวตั้งสมมุติฐานไปเรื่อยเปื่อย
โจว์ส่ายหน้า หัวเราะเสียงลั่นราวกับคนบ้า
“บริษัทโฆษณาเล็ก ๆ ของผม ไม่มีใครอยากถีบผมออกจากตำแหน่งหรอก อีกทั้งคนที่อยู่ก็เป็นคนเก่ารุ่นพ่อทั้งนั้น ตัวผมคุณก็รู้ดีว่าไม่ใช่มหาเศรษฐีมีเงินมหาศาลเสียที่ไหน”
“ถ้าคุณแน่ใจอย่างนั้น บางทีมันอาจเป็นแค่ความบังเอิญ” เจนนี่เบ้หน้า ลุกจากเตียง พร้อมกับหยิบเสื้อผ้าบนพื้นขึ้นมาสวม ก่อนเดินออกจากห้องนอน
“พรุ่งนี้เช้าถ้ามีอะไรอีก คุณควรเรียกคริสโตเฟอร์ แล้วแจ้งความ รึไม่ก็หานักสืบนะคะ”
“ผมจะลองดู” โจว์คว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวมอย่างลวก ๆ เดินตามเธอออกมานอกห้องด้วยความอ่อนล้า
“ฉันต้องไปแล้ว อย่าว่าใจร้ายเลยนะคะ ที่ทิ้งคุณไว้คนเดียวในสถานการณ์แบบนี้...แต่เวลาไม่มีจริง ๆ แล้วฉันจะโทรมาหาเมื่อถึงที่โน้นแล้ว” เจนนี่เดินออกจากห้องนอน เสียงโทรศัพท์ยังดังหลอกหลอนอยู่
เจนนี่ตัดสินใจเดินไปดึงปลั๊กโทรศัพท์ทุกเครื่องออกอย่างคล่องแคล่ว รอยยิ้มของเธอ พร้อมทำให้เขาละลายได้อยู่ตลอดเวลา
“ระวังตัวด้วยนะคะ…ดูแลตัวเองดี ๆ”
“ผมจะขับรถไปส่ง”
“พักเถอะ ฉันจะให้ข้างล่างเรียกรถให้…คิดถึงฉันนะคะ โจว์”
ที่หน้าประตูโจว์ยังอ้อยอิ่งกับริมฝีปากคู่สวยอย่างเนิ่นนาน เจนนี่เกือบเผลอไผลตามใจเขา กว่าที่เธอจะถอนริมฝีปากออกใช้เรียวนิ้วแตะเบา ๆ แทน
เจ้าของบริษัทโฆษณาหนุ่มมองร่างเพรียว ๆ ที่หันมาโบกมือและส่งยิ้ม ก่อนลับตาไปจากมุมทางเดิน บางความรู้สึกเหมือนปลิดปลิวจากไป
ความหวาดระแวงกลับคืนมาจับเส้นประสาท แต่เหมือนว่าความปวดที่เหมือนค้อนร้อยอันกำลังระดมกระหน่ำทุบอยู่ในหัวนั้นเอาชนะความหวาดไปได้
โจว์เดินเลยไปเข้าห้องน้ำ หยิบยาแก้ปวดออกจากตู้ยา มองสภาพตัวเองหน้ากระจก ถอนหายใจ ก่อนเปิดน้ำกินยาทั้ง 2 เม็ด แล้วจึงพาตัวเองกลับขึ้นไปที่เตียง โดยหวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันจะสลายไปกับนิทรา...
******************************
โปรดติดตามอ่านบทต่อไป