บทที่ 12 บทเส้นทางตามเงา
“เอาจริงใช่มั้ย”
คิมเบอร์ลี่เอ่ยปากถามอีกครั้ง เมื่อโจว์จอดรถอยู่หน้าประตูคฤหาสน์มาพักหนึ่งแล้ว และยังนิ่งเงียบใจเย็น ราวกับไม่ได้ยินคำถามของเธอ
สักพักชายหนุ่มดับเครื่องยนต์ ราวกับให้การกระทำนั้นแทนคำพูด
“จะบุกเข้าไปกดกริ่งมั้ย”
คราวนี้เธอถามย้ำไปอีก เมื่อรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงคนเดียวในรถ ซึ่งคนข้าง ๆ ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาเคลื่อนไหวใด ๆ แต่วงหน้าของคนขับ
เจ้าของเรื่องทอดสายตาไปยังประตูรั้วอย่างมุ่งมั่น และนิ่งราวกับรูปปั้น แม้แต่ประตูรั้วเหล็กคฤหาสน์ หรือปราสาทใหญ่โตนั่น มีเพียงกล้องสองตัวที่อยู่บนขอบรั้วขยับบ้างตามเวลา แต่ก็ไม่มีสิ่งใด ๆ เกิดขึ้นอยู่ดี
เด็กสาวได้แต่ถอนใจ ส่ายหน้า ก่อนขยับตัว นั่งนิ่ง ๆ หันไปข้างประตูรถ หลับตาแทน
ตั้งแต่มาจอด มันเนิ่นนานเป็นชั่วโมง ชั่วโมง
และทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม...
คิมเบอร์ลี่รู้สึกเหมือนวูบหลับไปหลายรอบ แต่ทุกครั้งที่ลืมตาขึ้นมา โจว์ก็ยังมีทีท่าอยู่แบบเดิม ไม่มีการเคลื่อนไหว
ราวกับถูกสลักเป็นหินไปแล้ว เธออาจเคยได้ยินว่าการรอคอยเป็นคุณสมบัติหนึ่งของนักข่าว แต่เธอก็ยังไม่เคยมีงานใด ๆ ที่ใหญ่มากพอที่จะต้องนั่งเฝ้านอนเฝ้าแบบนี้
เด็กสาวยอมรับนับถือความอดทน การรอแบบนี้ของโจว์ เธอพยายามเรียนรู้ แต่มันทำให้เธอแปลกใจ
นี่คือเกมการไล่ล่า หรือเกมใดกันแน่ เธอไม่เชื่อว่าคฤหาสน์หลังใหญ่แบบนี้ จะไร้ซึ่งการเฝ้า การรักษาความปลอดภัยต้องอยู่ในระดับสูง
ภาพที่บันทึกอยู่ในกล้องควรจะต้องมีคนรับรู้ ซึ่งมันผิดปกติอย่างมาก กับการมีรถมาจอดด้านหน้า สงบนิ่งอยู่เป็นชั่วโมงแบบนี้
แต่เพราะเหตุใด สถานการณ์ถึงได้เงียบกริบ เพื่อการตรวจสอบ หรือเป็นชั้นเชิง วัดใจเพื่ออะไรบางอย่าง
คิมเบอร์ลี่ครุ่นคิดมองสลับไปมากับคนข้าง ๆ ที่ยังเป็นรูปหินสลักเหมือนเคย
“เอาเถอะ เดี๋ยวมีห่ากระสุนสาดมาเขาคงตอบสนองอะไรบ้าง”
เด็กสาวได้แต่พึมพำ เบ้หน้าอย่างเสียอารมณ์ และเธอก็ไม่ต้องการให้วัน เวลาหมดไปอย่างการเฝ้ารอคอยแบบนี้
ถึงแม้มันจะเป็นคุณสมบัติที่ดีของนักข่าว แต่คิมเบอร์ลี่ เชื่อว่าไม่ใช่คนอย่างเธอแน่นอน
เด็กสาวตัดสินใจขยับตัว รอดูอาการของคนขับอีกครั้ง เมื่อชัดเจนว่าเหมือนเดิม เธอจึงตัดสินใจเปิดประตูรถก้าวลงไปทันที
จะมีห่ากระสุนลงมา ก็ให้มันรู้แน่ชัดไปเสียเลย
ทันทีที่คิมเบอร์ลี่ก้าวลงไปออกนอกรถ แค่เพียงไม่ถึงอึดใจ กล้องวงจรปิดที่รั้วเหมือนมีการเคลื่อนไหว แล้วประตูรั้วเหล็กที่สวยงามก็ค่อย
ๆ เปิดออก
ชายหนุ่มสตาร์ทเครื่องเป็นสัญญาณ คิมเบอร์ลี่เองก็ไม่รอช้ารีบกลับขึ้นรถในทันที
“รู้งี้ลงไปซะตั้งนานแล้ว” อดไม่ได้ที่จะแอบบ่นถึงแม้จะงง ๆ ก็ตาม
โจว์เคลื่อนรถไปอย่างช้า ๆ สีหน้ายังคงนิ่งเฉย ไม่เอ่ยอะไรสักคำ คิมเบอร์ลี่ยังคงรู้สึกอึดอัด แต่เธอก็เริ่มคุ้นเคยกับผู้ชายข้าง ๆ บทเขาจะช้าก็ดูเหนือยไร้สติ แต่เวลาบ้า ๆ ก็บ้าได้สุด ๆ เหมือนกัน
เจ้าของบริษัทโฆษณายังคงใช้ความเร็วเท่าเดิม เคลื่อนที่ไปเหมือนแมวที่ค่อย ๆ ย่างก้าว ด้วยความระแวดระวัง เมื่อผ่านมาถึง
ไม้กั้นหน้าป้อมยามก็เปิดให้โดยอัตโนมัติ ไม่มีเจ้าหน้าที่ มีเพียงกล้องวงจรปิดเท่านั้นที่ขยับเขยื้อนไปมา ไม่ว่าที่เสากั้น หรือบนหลังคาตัวป้อม
ทั้งเธอและเขาต่างก็ยังไม่ได้พูดอะไร อาจเพราะเบื้องหน้าสองข้างทางที่เห็น เต็มไปด้วยไม้ต้นใหญ่ อายุน่าจะเป็นร้อย ๆ ปี ถัดจากป่าสองข้างทางเริ่มมีอาคารเตี้ย ๆ ให้เห็น อาคารกระจก รูปทรงการออกแบบดูล้ำสมัย ที่อยู่ห่างออกไป ลดหลั่นลงจากพื้นถนน ลักษณะเป็นอาคารใต้ดิน แต่ก็ดูเงียบ ไม่ต่างจากป้อมยามที่เพิ่งผ่านมา
อาคารต่อเนื่องที่เห็นเพียงหลังคาโดมทรงกลมยาวต่อเนื่อง เหมือนทางดินของมด ปลวก ทอดตัวยาวต่อ ๆ กันไป มองไกล ๆ เหมือนรูปแบบทางเรขาคณิตดูแปลกตา หรือมองเผิน ๆ เหมือนอาคารปลูกสร้างบนดาวดวงใดสักดวง
ต้นไม้ใหญ่น้อยดูเขียวชอุ่ม หนาทึบเหมือนกำลังขับมาในป่าลึก ผ่านถนนที่ให้ความรู้สึกเหมือนเนินเขา บางช่วงมีขึ้นมีลง
มันช่างห่างไกลจากหน้ารั้วมากมาย มันปกปิดสายตาจากคนภายนอกได้เป็นอย่างดี
เบื้องหน้าคฤหาสน์ ที่เหมือนปราสาทหินยุคกลางหลังมหึมาก็เริ่มชัด เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
“คุณว่ามันแปลกมั้ยดูเหมือนร้าง ๆ ไม่มีผู้คน” คิมเบอร์ลี่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาตามนิสัย เธอพยายามมองซ้าย ขวา หน้า หลัง อย่างพยายามมองให้ลึกเข้าไปถึงด้านใน เหมือนมองหน้านิ่ง ๆ ของโจว์
เธอเริ่มรู้ดีว่า ในบรรยากาศแบบนี้ อย่าหวังว่าจะได้ยินเสียงของผู้ชายคนนี้ ไม่รู้ว่าในสมองของเขาคิดอะไร หรือว่าผลของการกระทบกระเทือนเริ่มจะมาออกอาการเอาตอนนี้
เด็กสาวกำลังคาดเดาต่อ เขาจะนั่งนิ่งอยู่แบบนี้อีกต่อไปหรือไม่
และแน่นอนมันต้องไม่ใช่เธอ
ทันทีที่รถจอด น่าประหลาดใจ มีชายสูงวัยแต่งตัวเหมือนบัตเลอร์ออกมายืนคอยอยู่หน้าทางเข้า
จนคิมเบอร์ลี่อดไม่ได้ที่จะรำพึงรำพัน
“โอ๊ยยย เหมือนวรรณกรรมเย็บหลายเล่มจริง ๆ เริ่มต้นก็ไล่ล่าบ้าเลือดยิ่งกว่าเจมส์บอนด์ พอย้อนรอยเข้ามาที่นี่ก็หลอนอย่างบุกเมืองซอมบี้ร้างบนฐานดาวอังคาร ไหนจะป่าโบราณ ปราสาทหินย้อนยุคไปตามทำลายแหวน นี่กลับมาเป็นนิยายโรแมนติกน้ำเน่าของเจน
ออสตินซะงั้นแหละ”
คราวนี้เสียงบ่นของเธอเหมือนได้ผล คิมเบอร์ลี่เห็นโจว์ปลดเข็มขัดออก ขณะที่เธอเปิดประตูลงจากรถเป็นที่เรียบร้อย ช่างคนบ้ารูปปั้นเดวิดที่น่าทุบทิ้ง
เพราะตอนนี้เหมือนว่าพลาเน็ตโซไซตี้จะมีอะไรที่น่าสนใจ และทำให้เธออยากหาคำตอบมากกว่า
“ขอเชิญที่ห้องรับรอง อีกสักครู่ท่านจะลงมาพบกับคุณทั้งสองคน”
คิมเบอร์ลี่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจที่บัตเลอร์โค้งและให้การต้อนรับแบบนี้มากกว่ามีกระสุนปืนรอคอย เธอเดินเข้าไปด้านในตัวปราสาท เมื่อเห็นหญิงในชุดรับใช้ย่อตัวทำความเคารพเธอราวกับเป็นอาคันตุกะคนสำคัญ เธอเหลียวมองโจว์ที่กำลังเดินตามเข้ามาในตัวปราสาทเช่นกัน
“มันดูแปลก ๆ เกินไปมั้ยนี่”
เด็กสาวชะลอการเดินให้ชายหนุ่มเดินตามมาทันพร้อมกับรำพึงเบา ๆ ซึ่งแน่นอนไม่มีความเห็นจากโจว์เหมือนเคย หรือความกระตือรือร้นของเขาที่เคยมีจะช้าด้านตามไปด้วย
ทั้งคู่เดินตามหญิงรับใช้ไปยังห้องรับรองขนาดใหญ่ ซึ่งตกแต่งเหมือนย้อนเวลาไม่ต่างจากตัวปราสาท ห้องขรึมขลังอลังการด้วยชุดรับแขกแบบยุโรปสีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ ทั้งห้องสว่างด้วยหน้าต่างบานสูง แสงแดดผ่านเข้ามาบาง ๆ มีกลิ่นขนมอบหอม ๆ ต้อนรับ
ไม่ใช่ขนมอบที่ทำให้ทั้งสองต้องตกตะลึง แต่กลับเป็นภาพวาดของหญิงสาวขนาดใหญ่เท่าตัวคนจริงในกรอบสลักลายสีทอง รวมถึงภาพเล็กภาพน้อยที่ประดับอยู่รอบห้อง
คิมเบอร์ลี่หยุดนิ่งหน้าภาพวาดเหมือนของหญิงสาวในเครื่องแต่งกายสตรีสูงศักดิ์แบบยุโรปศตวรรษที่ 18 ที่ดูสง่างาม เมื่อมองพิจารณาอย่างชัดเจนแล้ว กลับเป็นตัวเธอที่เย็นวาบหยุดนิ่งตัวแข็งเป็นหินไปในทันที
มีเพียงเสียงเรียบ ๆ ยากจะเดาอารมณ์ของโจว์ดังขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมงที่ผ่านมา
“ทั้งหมดนี่มันไม่เกี่ยวข้องกับคุณเลยซักนิดสินะ”
เป็นครั้งแรกที่คริสโตเฟอร์ถอนหายใจอย่างอ่อนล้าก่อนไขประตูห้อง สองสามวันนี่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย รวดเร็วจนเขารู้สึกยากที่จะตั้งรับ หลาย ๆ คำถามวกวนเวียนซับซ้อนอยู่ในหัวสมองของเขาจนยากที่จะเลือกหาคำตอบให้ข้อไหน เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำจะเลือกทำอะไรต่อไปอีก
ใจหนึ่งยังอดประหวั่นถึงโจว์ ความเชื่อมั่นยังคงมีอยู่ แม้จะยังเลือนรางไม่ชัดเจน เขาก็ยังไม่คิดว่าเรื่องสารพัดจะเป็นเรื่องราวเดียวกัน แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าทำไมถึงกลายเป็นโจว์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
หรือเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกัน แต่มันก็ยากจะปฏิเสธความจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปได้
ชายหนุ่มเดินผ่านทางเดิน ตรงไปยังห้องนอน ก่อนทิ้งตัวลงอย่างอ่อนล้าลงบนเตียง เขาผลักความคิดทั้งมวลออกไปจากหัว เขาควรจะพักผ่อน หลับซักครู่ ก่อนจะตื่นมาตั้งสติ และคิดทบทวนเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง และจะทำอย่างไรต่อไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทนายความหนุ่มเกือบเคลิ้มหลับไปแล้วด้วยความเหนื่อยอ่อนทั้งร่างกายและความคิด หากไม่ใช่กลิ่นหอมที่โหยหาและคุ้นเคยผ่านเข้ามา พร้อมกับสัมผัสที่จู่โจมริมฝีปาก แก้ม ซอกคอ เนื้อตัว รวมถึงเสียงลมหายใจ ร่างกายเปลือยเปล่าอันเร่าร้อนของคนที่โผลงมาบนตัวของเขา
“ไม่คิดว่าคุณจะมาที่นี่นะเจนนี่!!”
************************************
โปรดติดตามอ่านบทต่อไป
เงาเพลิง โดย พรายทราย บทที่ 12 บนเส้นทางตามเงา
บทที่ 12 บทเส้นทางตามเงา
“เอาจริงใช่มั้ย”
คิมเบอร์ลี่เอ่ยปากถามอีกครั้ง เมื่อโจว์จอดรถอยู่หน้าประตูคฤหาสน์มาพักหนึ่งแล้ว และยังนิ่งเงียบใจเย็น ราวกับไม่ได้ยินคำถามของเธอ
สักพักชายหนุ่มดับเครื่องยนต์ ราวกับให้การกระทำนั้นแทนคำพูด
“จะบุกเข้าไปกดกริ่งมั้ย”
คราวนี้เธอถามย้ำไปอีก เมื่อรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงคนเดียวในรถ ซึ่งคนข้าง ๆ ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาเคลื่อนไหวใด ๆ แต่วงหน้าของคนขับ
เจ้าของเรื่องทอดสายตาไปยังประตูรั้วอย่างมุ่งมั่น และนิ่งราวกับรูปปั้น แม้แต่ประตูรั้วเหล็กคฤหาสน์ หรือปราสาทใหญ่โตนั่น มีเพียงกล้องสองตัวที่อยู่บนขอบรั้วขยับบ้างตามเวลา แต่ก็ไม่มีสิ่งใด ๆ เกิดขึ้นอยู่ดี
เด็กสาวได้แต่ถอนใจ ส่ายหน้า ก่อนขยับตัว นั่งนิ่ง ๆ หันไปข้างประตูรถ หลับตาแทน
ตั้งแต่มาจอด มันเนิ่นนานเป็นชั่วโมง ชั่วโมง
และทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม...
คิมเบอร์ลี่รู้สึกเหมือนวูบหลับไปหลายรอบ แต่ทุกครั้งที่ลืมตาขึ้นมา โจว์ก็ยังมีทีท่าอยู่แบบเดิม ไม่มีการเคลื่อนไหว
ราวกับถูกสลักเป็นหินไปแล้ว เธออาจเคยได้ยินว่าการรอคอยเป็นคุณสมบัติหนึ่งของนักข่าว แต่เธอก็ยังไม่เคยมีงานใด ๆ ที่ใหญ่มากพอที่จะต้องนั่งเฝ้านอนเฝ้าแบบนี้
เด็กสาวยอมรับนับถือความอดทน การรอแบบนี้ของโจว์ เธอพยายามเรียนรู้ แต่มันทำให้เธอแปลกใจ
นี่คือเกมการไล่ล่า หรือเกมใดกันแน่ เธอไม่เชื่อว่าคฤหาสน์หลังใหญ่แบบนี้ จะไร้ซึ่งการเฝ้า การรักษาความปลอดภัยต้องอยู่ในระดับสูง
ภาพที่บันทึกอยู่ในกล้องควรจะต้องมีคนรับรู้ ซึ่งมันผิดปกติอย่างมาก กับการมีรถมาจอดด้านหน้า สงบนิ่งอยู่เป็นชั่วโมงแบบนี้
แต่เพราะเหตุใด สถานการณ์ถึงได้เงียบกริบ เพื่อการตรวจสอบ หรือเป็นชั้นเชิง วัดใจเพื่ออะไรบางอย่าง
คิมเบอร์ลี่ครุ่นคิดมองสลับไปมากับคนข้าง ๆ ที่ยังเป็นรูปหินสลักเหมือนเคย
“เอาเถอะ เดี๋ยวมีห่ากระสุนสาดมาเขาคงตอบสนองอะไรบ้าง”
เด็กสาวได้แต่พึมพำ เบ้หน้าอย่างเสียอารมณ์ และเธอก็ไม่ต้องการให้วัน เวลาหมดไปอย่างการเฝ้ารอคอยแบบนี้
ถึงแม้มันจะเป็นคุณสมบัติที่ดีของนักข่าว แต่คิมเบอร์ลี่ เชื่อว่าไม่ใช่คนอย่างเธอแน่นอน
เด็กสาวตัดสินใจขยับตัว รอดูอาการของคนขับอีกครั้ง เมื่อชัดเจนว่าเหมือนเดิม เธอจึงตัดสินใจเปิดประตูรถก้าวลงไปทันที
จะมีห่ากระสุนลงมา ก็ให้มันรู้แน่ชัดไปเสียเลย
ทันทีที่คิมเบอร์ลี่ก้าวลงไปออกนอกรถ แค่เพียงไม่ถึงอึดใจ กล้องวงจรปิดที่รั้วเหมือนมีการเคลื่อนไหว แล้วประตูรั้วเหล็กที่สวยงามก็ค่อย
ๆ เปิดออก
ชายหนุ่มสตาร์ทเครื่องเป็นสัญญาณ คิมเบอร์ลี่เองก็ไม่รอช้ารีบกลับขึ้นรถในทันที
“รู้งี้ลงไปซะตั้งนานแล้ว” อดไม่ได้ที่จะแอบบ่นถึงแม้จะงง ๆ ก็ตาม
โจว์เคลื่อนรถไปอย่างช้า ๆ สีหน้ายังคงนิ่งเฉย ไม่เอ่ยอะไรสักคำ คิมเบอร์ลี่ยังคงรู้สึกอึดอัด แต่เธอก็เริ่มคุ้นเคยกับผู้ชายข้าง ๆ บทเขาจะช้าก็ดูเหนือยไร้สติ แต่เวลาบ้า ๆ ก็บ้าได้สุด ๆ เหมือนกัน
เจ้าของบริษัทโฆษณายังคงใช้ความเร็วเท่าเดิม เคลื่อนที่ไปเหมือนแมวที่ค่อย ๆ ย่างก้าว ด้วยความระแวดระวัง เมื่อผ่านมาถึง
ไม้กั้นหน้าป้อมยามก็เปิดให้โดยอัตโนมัติ ไม่มีเจ้าหน้าที่ มีเพียงกล้องวงจรปิดเท่านั้นที่ขยับเขยื้อนไปมา ไม่ว่าที่เสากั้น หรือบนหลังคาตัวป้อม
ทั้งเธอและเขาต่างก็ยังไม่ได้พูดอะไร อาจเพราะเบื้องหน้าสองข้างทางที่เห็น เต็มไปด้วยไม้ต้นใหญ่ อายุน่าจะเป็นร้อย ๆ ปี ถัดจากป่าสองข้างทางเริ่มมีอาคารเตี้ย ๆ ให้เห็น อาคารกระจก รูปทรงการออกแบบดูล้ำสมัย ที่อยู่ห่างออกไป ลดหลั่นลงจากพื้นถนน ลักษณะเป็นอาคารใต้ดิน แต่ก็ดูเงียบ ไม่ต่างจากป้อมยามที่เพิ่งผ่านมา
อาคารต่อเนื่องที่เห็นเพียงหลังคาโดมทรงกลมยาวต่อเนื่อง เหมือนทางดินของมด ปลวก ทอดตัวยาวต่อ ๆ กันไป มองไกล ๆ เหมือนรูปแบบทางเรขาคณิตดูแปลกตา หรือมองเผิน ๆ เหมือนอาคารปลูกสร้างบนดาวดวงใดสักดวง
ต้นไม้ใหญ่น้อยดูเขียวชอุ่ม หนาทึบเหมือนกำลังขับมาในป่าลึก ผ่านถนนที่ให้ความรู้สึกเหมือนเนินเขา บางช่วงมีขึ้นมีลง
มันช่างห่างไกลจากหน้ารั้วมากมาย มันปกปิดสายตาจากคนภายนอกได้เป็นอย่างดี
เบื้องหน้าคฤหาสน์ ที่เหมือนปราสาทหินยุคกลางหลังมหึมาก็เริ่มชัด เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
“คุณว่ามันแปลกมั้ยดูเหมือนร้าง ๆ ไม่มีผู้คน” คิมเบอร์ลี่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาตามนิสัย เธอพยายามมองซ้าย ขวา หน้า หลัง อย่างพยายามมองให้ลึกเข้าไปถึงด้านใน เหมือนมองหน้านิ่ง ๆ ของโจว์
เธอเริ่มรู้ดีว่า ในบรรยากาศแบบนี้ อย่าหวังว่าจะได้ยินเสียงของผู้ชายคนนี้ ไม่รู้ว่าในสมองของเขาคิดอะไร หรือว่าผลของการกระทบกระเทือนเริ่มจะมาออกอาการเอาตอนนี้
เด็กสาวกำลังคาดเดาต่อ เขาจะนั่งนิ่งอยู่แบบนี้อีกต่อไปหรือไม่
และแน่นอนมันต้องไม่ใช่เธอ
ทันทีที่รถจอด น่าประหลาดใจ มีชายสูงวัยแต่งตัวเหมือนบัตเลอร์ออกมายืนคอยอยู่หน้าทางเข้า
จนคิมเบอร์ลี่อดไม่ได้ที่จะรำพึงรำพัน
“โอ๊ยยย เหมือนวรรณกรรมเย็บหลายเล่มจริง ๆ เริ่มต้นก็ไล่ล่าบ้าเลือดยิ่งกว่าเจมส์บอนด์ พอย้อนรอยเข้ามาที่นี่ก็หลอนอย่างบุกเมืองซอมบี้ร้างบนฐานดาวอังคาร ไหนจะป่าโบราณ ปราสาทหินย้อนยุคไปตามทำลายแหวน นี่กลับมาเป็นนิยายโรแมนติกน้ำเน่าของเจน
ออสตินซะงั้นแหละ”
คราวนี้เสียงบ่นของเธอเหมือนได้ผล คิมเบอร์ลี่เห็นโจว์ปลดเข็มขัดออก ขณะที่เธอเปิดประตูลงจากรถเป็นที่เรียบร้อย ช่างคนบ้ารูปปั้นเดวิดที่น่าทุบทิ้ง
เพราะตอนนี้เหมือนว่าพลาเน็ตโซไซตี้จะมีอะไรที่น่าสนใจ และทำให้เธออยากหาคำตอบมากกว่า
“ขอเชิญที่ห้องรับรอง อีกสักครู่ท่านจะลงมาพบกับคุณทั้งสองคน”
คิมเบอร์ลี่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจที่บัตเลอร์โค้งและให้การต้อนรับแบบนี้มากกว่ามีกระสุนปืนรอคอย เธอเดินเข้าไปด้านในตัวปราสาท เมื่อเห็นหญิงในชุดรับใช้ย่อตัวทำความเคารพเธอราวกับเป็นอาคันตุกะคนสำคัญ เธอเหลียวมองโจว์ที่กำลังเดินตามเข้ามาในตัวปราสาทเช่นกัน
“มันดูแปลก ๆ เกินไปมั้ยนี่”
เด็กสาวชะลอการเดินให้ชายหนุ่มเดินตามมาทันพร้อมกับรำพึงเบา ๆ ซึ่งแน่นอนไม่มีความเห็นจากโจว์เหมือนเคย หรือความกระตือรือร้นของเขาที่เคยมีจะช้าด้านตามไปด้วย
ทั้งคู่เดินตามหญิงรับใช้ไปยังห้องรับรองขนาดใหญ่ ซึ่งตกแต่งเหมือนย้อนเวลาไม่ต่างจากตัวปราสาท ห้องขรึมขลังอลังการด้วยชุดรับแขกแบบยุโรปสีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ ทั้งห้องสว่างด้วยหน้าต่างบานสูง แสงแดดผ่านเข้ามาบาง ๆ มีกลิ่นขนมอบหอม ๆ ต้อนรับ
ไม่ใช่ขนมอบที่ทำให้ทั้งสองต้องตกตะลึง แต่กลับเป็นภาพวาดของหญิงสาวขนาดใหญ่เท่าตัวคนจริงในกรอบสลักลายสีทอง รวมถึงภาพเล็กภาพน้อยที่ประดับอยู่รอบห้อง
คิมเบอร์ลี่หยุดนิ่งหน้าภาพวาดเหมือนของหญิงสาวในเครื่องแต่งกายสตรีสูงศักดิ์แบบยุโรปศตวรรษที่ 18 ที่ดูสง่างาม เมื่อมองพิจารณาอย่างชัดเจนแล้ว กลับเป็นตัวเธอที่เย็นวาบหยุดนิ่งตัวแข็งเป็นหินไปในทันที
มีเพียงเสียงเรียบ ๆ ยากจะเดาอารมณ์ของโจว์ดังขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมงที่ผ่านมา
“ทั้งหมดนี่มันไม่เกี่ยวข้องกับคุณเลยซักนิดสินะ”
เป็นครั้งแรกที่คริสโตเฟอร์ถอนหายใจอย่างอ่อนล้าก่อนไขประตูห้อง สองสามวันนี่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย รวดเร็วจนเขารู้สึกยากที่จะตั้งรับ หลาย ๆ คำถามวกวนเวียนซับซ้อนอยู่ในหัวสมองของเขาจนยากที่จะเลือกหาคำตอบให้ข้อไหน เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำจะเลือกทำอะไรต่อไปอีก
ใจหนึ่งยังอดประหวั่นถึงโจว์ ความเชื่อมั่นยังคงมีอยู่ แม้จะยังเลือนรางไม่ชัดเจน เขาก็ยังไม่คิดว่าเรื่องสารพัดจะเป็นเรื่องราวเดียวกัน แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าทำไมถึงกลายเป็นโจว์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
หรือเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกัน แต่มันก็ยากจะปฏิเสธความจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปได้
ชายหนุ่มเดินผ่านทางเดิน ตรงไปยังห้องนอน ก่อนทิ้งตัวลงอย่างอ่อนล้าลงบนเตียง เขาผลักความคิดทั้งมวลออกไปจากหัว เขาควรจะพักผ่อน หลับซักครู่ ก่อนจะตื่นมาตั้งสติ และคิดทบทวนเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง และจะทำอย่างไรต่อไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทนายความหนุ่มเกือบเคลิ้มหลับไปแล้วด้วยความเหนื่อยอ่อนทั้งร่างกายและความคิด หากไม่ใช่กลิ่นหอมที่โหยหาและคุ้นเคยผ่านเข้ามา พร้อมกับสัมผัสที่จู่โจมริมฝีปาก แก้ม ซอกคอ เนื้อตัว รวมถึงเสียงลมหายใจ ร่างกายเปลือยเปล่าอันเร่าร้อนของคนที่โผลงมาบนตัวของเขา
“ไม่คิดว่าคุณจะมาที่นี่นะเจนนี่!!”
************************************
โปรดติดตามอ่านบทต่อไป